วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

TOP At Dankook University 14 Nov 2011


เมื่อวานทาบิไปโรงเรียนค่ะ นานๆไปโรงเรียนทีทำเอาชาวบ้านแตกตื่นกันไปหมดนะค่ะ
ลองนึกๆถ้าเราไปทานข้าวที่โรงอาหารแล้วเจอแบบนี้ คงเพ้ออะค่ะ >_<
ตามข่าวว่า ทาบิไปมหาวิทยาลัยคราวนี้เพื่อเป็นถ่ายวีดีโอโปรโมทมหาลัยนะค่ะ
ตอนเย็นเห็นไปทานข้าวและดื่มสังสรรค์กับเพื่อนๆที่มหาลัยด้วย
วันนี้มิวคิดว่าจะต้องมี Fanaccount รวมถึงคลิปออกมาเยอะมากแน่ๆ เตรียมตัวมาเก็บ
แต่กลับไม่ค่อยมีวีไอพีมาเล่าเลยค่ะ แถมรูปก็ออกมาเยอะทีเดียวเมื่อวานแหละค่ะ
แต่ก็ยังมีสาวจีนที่ไปเรียนที่ Dankook มาเล่าเหตุการณ์ให้ฟังคนนึง ก็ยังดีเนอะค่ะ

=======================

- สาวจีนคนนี้กว่าจะไปถึงที่โรงอาหารทาบิก็ทานข้าวไปได้เยอะแล้วละค่ะ แล้วก็มีคนมากมายไปมุงดูกันอยู่เต็ม คนที่นั่งร่วมโต๊ะ คือเพื่อนร่วมชั้นและอาจารย์นั่งตรงกันข้าม รวม 8 คน

-ระหว่างทานทาบิไม่ได้พูดอะไรกับใคร ก้มหน้าก้มตาจ้องแต่อาหารข้างหน้า พอทานหมดจึงสังเหตเห็นว่าในถาดตัวเองยังมีไข่เหลืออีกตั้ง 6 ชิ้น เลยทำการแบ่งให้กับอาจารย์และเพื่อนที่นั่งข้างๆ

-พอทานเสร็จ ก็เริ่มแอบๆมองไปรอบโต๊ะว่ามีใครบ้างยังไงบ้าง แบบอายๆ จากนั้นจึงเริ่มพูดคุยกับอาจารย์และเพื่อนผู้ชายที่นั่งข้างๆบ้าง ระหว่างนั้นก็มีคนมาขอลายเซ็นขอจับมือเยอะมากซึ่งทาบิก็จับมือกับทุกคนอย่างอบอุ่นและยิ้มเขินๆตลอดเวลา

-จากนั้น การ์ดก็มากันให้คนออกไป เพื่อที่ทาบิจะได้เดินออกไปได้ ซึ่งระหว่างนี้ คนก็เบียดกันชนโต๊ะ จนน้ำบนโต๊ะ กระเด็นมาทางทาบิ ทาบิกระโดดหลบแต่ก็ยังไม่พ้น น้ำกระเด็นไปเปื้อนกางเกง ทาบิจึงต้องเดินไปในมุมกระดาษทิชชูในโรงอาหารเพื่อเอากระดาษมาเช็ดกางเกง มีคนถามออกไปว่า เป็นอะไรไม๊?? ทาบิบอกไม่เป็นไรและยิ้มเขินๆต่อ

- ระหว่างทางที่จะเดินไปขึ้นรถ มีแต่คนมาขอถ่ายรูปด้วยเยอะมากๆๆ ถึงขั้นโกลาหลทาบิก็ยอมถ่ายแต่โดยดีค่ะ จากนั้นก็ขึ้นรถกลับไป

- ในวันนี้คนที่เห็นบอกว่าดูจากผิวแล้วทาบิดูซูบๆๆ และผอมไปมาก เวลาทานข้าวเหมือนอยู่ในโลกของตัวเอง มียิ้มเขินและตอนกระโดดหนีน้ำแฟนๆว่าน่ารักเหมือนเด็กๆ และตอนที่แอบๆมองว่ามีใครมามุงบ้างก็น่ารักเหมือนเด็กๆค่ะ แถมบอกด้วยว่ามือทาบินุ่มและอบอุ่น >_<

Fan account from 橘子blue13 @ Baidu (Chinese student in Dankook)

วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

Intro สัมภาษณ์ Tabi จาก 1st Look magazine nov:2011


INTRO Interview TOP in 1st Look magazine november 2011

"ผมไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองเป็นคนเซ็กซี่ ผมคิดว่าผมเป็นคนน่ารักมากกว่านะ ว่าไม๊ฮะ?? (หัวเราะ) "
ถึงแม้ว่าคนที่อยู่บนเวทีกับคนที่ไม่อยู่บนเวทีคนนี้จะเป็นคนเดียวกันแต่บางครั้งผมจะกลายเป็นคนที่ผมอยากจะให้ตัวเองเป็นเวลาที่ร้องเพลงครับ"

ถึงแม้ว่าเค้าจะใช้เสน่ห์ของตัวเองเข้าควบคุมการแสดงบนเวทีซะอยู่หมัด และยังเล่นสนุกสนานกับเพื่อนๆสมาชิกในวงด้วยแง่มุมที่แสนซนในแบบของเค้า แต่เค้าก็เป็นคนที่มีความแตกต่างจากคนอื่นๆ เค้ามักจะสร้างความประทับใจให้คนอื่นเหมือนกับว่าเค้ากำลังลอยอยู่ในอากาศ เหมือนกับว่าเค้าไม่ได้อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงแบบเราๆ ผู้คนจะถูกเค้าฉุดให้หลงใหลไปกับสายตาของเค้าที่จ้องมองมาและวิธีที่เค้าแสดงท่าทางโดยอัติโนมัติ

"เป็นเพราะว่าผมมีความคิดมากมายละมั้งครับ?? จริงๆแล้วผมจะรู้สึกสบายผ่อนคลายที่สุดเมื่อผมอยู่คนเดียว แต่เป็นเพราะผมมักจะอยู่กับสมาชิกในวงบิกแบงตลอดเวลา เวลาที่เราทำงานกัน ไม่ก็ถูกแวดล้อมไปด้วยทีมงานมากมายเวลาที่ต้องถ่ายภาพยนตร์ ก่อนหน้านี้เมื่อต้องอยู่กับคนมากมายผมจะรู้สึกอึดอัดมากเลยครับ แต่ตอนนี้ผมทำใจให้สงบได้แล้ว และยอมรับมันได้แล้วในตอนนี้ "

บิกแบงเป็นวงดนตรีสำหรับสาธารณชน มันเป็นความจริงที่จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง เราทำงานเพลงเพื่อทุกคนดังนั้นผมไม่สามารถที่จะคิดถึงแค่สิ่งที่ผมต้องการจะทำได้ มีบางเหตุการณ์ที่ผมรู้ว่าผมจำเป็นต้องยอม ผมเฝ้าบอกตัวเองแบบนั้น เช่นเดียวกับสมาชิกในวงคนอื่นๆก็เหมือนกัน เวลาที่เรามารวมกันเป็นวงแล้ว แม้ว่ารูปร่างหน้าตาของเราจะแตกต่างกันไปแต่เราก็ต้องร่วมมือกันเพื่อให้ทุกอย่างออกมาใช้ได้ มีบางส่วนบางตอนที่เราจะต้องทิ้งบุคคลิกส่วนตัวของเราออกไป

การทำงานเดี่ยวจะเป็นโอกาสให้ผมทำเพลงและแสดงออกแนวดนตรีที่เป็นตัวเอง ซึ่งในอัลบั้มยูนิตพิเศษ GDTOP จียงและผมต่างก็แสดงออกสิ่งที่เป็นตัวเองออกมา

ผมไม่คิดว่า การแสดงจะเป็นผลที่มาจากการจินตนาการและอารมณ์ ผมยังไม่สามารถที่จะนิยามออกมาได้ว่า การแสดงคืออะไร เพราะว่ามันคงจะเร็วไปสำหรับผมที่จะไปตีความมัน ผมยังคงประหม่ามากๆเมื่อต้องไปเข้ากล้องวันแรก เพราะยังมีอะไรมากมายที่ผมขาดไปในการทำงานในสาขานี้และมันทำให้ผมเป็นกังวลครับ

ในอนาคตผมยังคงอยากที่จะแสดงครับ ผมชอบมากจริงๆเวลาที่ผมกลายเป็นคนอีกคนนึง ผมคิดว่าผมคงเป็นคนที่อยากรู้อยากเห็นว่าตัวเองเป็นคนยังไงนะ แบบว่า " คนแบบไหนกันนะที่ผมจะสามารถแสดงออกให้คุณเห็นในคราวต่อไป??" ผมคิดว่าผมคงจะแสดงต่อไปเพราะผมมักจะมีความคิดแบบนี้ ผมกำลังตัดสินใจอยู่ครับว่าบทบาทแบบไหนที่ผมควรจะรับในการแสดงครั้งหน้า

ผมต้องการที่จะทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะได้กลายเป็นไอดอลในแบบที่ผมจินตนาการไว้ว่าอยากจะเป็นเมื่อตอนเด็กๆ นอกจากนี้ผมยังอยากจะเป็นคนที่สามารถส่งข้อความเรื่องความฝันและความหวังไปสู่วัยรุ่นได้อีกด้วย ผมรู้สึกถึงความกดดันที่ยิ่งใหญ่และความรับผิดชอบอย่างมากเมื่อรู้ว่าผู้คนต่างก็สนใจในตัวผมและความโด่งดังนี้ หากว่าข้อความเกี่ยวกับความฝันและความหวังต่างๆจะสามารถส่งผ่านทางผมไปถึงพวกเค้าเหล่านั้นได้มันคงเป็นเรื่องที่วิเศษมาก เวลาที่ผมไม่ได้ออกงานโปรโมทอัลบั้ม ผมมักจะพยายามหาภาพลักษณ์ใหม่ๆที่สมบูรณ์แบบเพื่อแสดงออกมาสู่สายตาผู้คน

ผมต้องการที่จะกลายเป็นคนที่ดีกว่าคนที่ผมเป็นเมื่อวาน ผมอยากจะเป็นคนที่ไม่มานั่งเสียใจไม่ว่าจะเรื่องอะไร การทำงานจะช่วยเติมเต็มประสบการณ์ที่ผมขาดไป

การที่สามารถได้เดินทางไปยังประเทศต่างๆและพบเจอวัฒนธรรมที่แตกต่างไปผ่านการทำงานและการพักผ่อนนั้นเป็นเรื่องที่ โชคดีมากครับ ผมต้องการที่จะใช้เวลาเหล่านี้ให้ดีๆเพื่อที่ว่าผมจะสามารถคิดไอเดียสร้างสรรค์ต่างๆออกมาได้ผ่านสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลายแบบนั้น

"ครั้งนึง ผมมีความใฝ่ฝันว่าผมจะสามารถใช้ชีวิตโดยที่ไม่มีปัญหาต่างๆแม้แต่นิดเดียว "

Source: 1st Look Magazine + 승뤼야님 + 永远一洋黑瓶酸荞头

Eng Translation: jwalkervip.tumblr.com

Thai Translation by mew in mini museum

===============

ยังเป็นแค่ intro นะค่ะ ตัวเต็มออกมาแล้วเหมือนกันแต่ยังไม่มีคนแปลค่ะ ได้ข่าวว่ายาวมากๆๆ เดี๋ยวถ้ามีออกมาเมื่อไหร่ค่อยว่ากันใหม่นะค่ะ วันนี้วันเิกิดทาบิด้วย Happy Birth Day ค๊า จุ๊บๆๆ

วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

บทสัมภาษณ์ แดซอง จาก Champyungan ( part2)


บทสัมภาษณ์น้องแดบทนี้ เป็นบทสัมภาษณ์เดียวกันกับอันข้างล่างนะค่ะ
อันข้างล่างเป็น งานแปลที่วีไอพีรวมตัวกันแปลออกมาก่อน ที่ AllKpop จะออกเวอร์ชั่นของตัวเองมา มิวอ่านดูแล้วเนื้อหาที่เหมือนกับข้างล่างมิวก็จะใช้เวอร์ชั่นที่วีไอพีแปลไปนะค่ะ แต่มีบางคำถามที่แฟนๆไม่ได้แปลออกมาเลย ในโพสนี้มิวเลยมาเพิ่มให้ค่ะ เวลาอ่านคำถามอาจจะไม่ค่อยประติดปะต่อนะค่ะ เพราะมิวมาแปลเก็บที่ แฟนๆทำตกไปค่ะ

======================

คุณมีความคิดยังไงครับในตอนที่คุณได้เข้าไปช่วยในการซ่อมแซมบูรณะโบสถ์??
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้เข้าไปทำงานแบบนี้ที่โบสถ์ครับ ผมได้กลายเป็นคนที่ยึดติดมุ่งมั่นกับโบสถ์ของเรามากขึ้นในตอนที่ผมทำงาน และหลังจากที่ได้หารือและลงมือทำไปแล้ว ผมรู้สึกขอบคุณมากๆที่ผมสามารถที่จะสรรเสริญพระเจ้าผ่านตึกที่สวยงามเหล่านั้น พูดตามตรงว่า ในตอนที่เค้าประกาศว่าทางโบสถ์จะทำการบูรณะตึกผมคิดว่าพวกเค้าคงจะต้องติดต่อมืออาชีพมาทำงานนี้แน่ๆ แต่ไม่ใช่เลยครับ ทั้งบาทหลวง ผู้ดูแลวัดและเออเดอร์ผู้สอนศาสนาต่างออกมาทำในสิ่งที่พวกเค้าทำได้ มันเป็นไปไม่ได้เลยครับที่คนหนุ่มสาวอย่างเราจะนิ่งดูดายยืนดูเฉยๆได้ มันเป็นเวลา 1เดือนครึ่งที่ผมทำงาน งานที่ดึงความสนใจของผมให้ออกห่างจากเหตุการณ์อุบัติเหตุ ผมคิดว่าพระเจ้าจะต้องยินดีกับการกระทำนี้ของผมและทุกอย่างก็ออกมาเป็นผลดีส่งผลถึงคนที่รักในพระองค์ท่าน

มันเป็นงานที่คุณไม่เคยทำมาก่อนแบบนี้ มันหนักไปสำหรับร่างกายของคุณรึเปล่าครับ??
เราไม่ได้ลงมือทำอะไรที่เรียกได้ว่าเป็นงานหนักเลยฮะ ส่วนใหญ่แล้วเราคนหนุ่มสาวจะคอยทำความสะอาดและทำการช่วยเหลือเป็นผู้ช่วย มันสนุกครับ ผมได้ทานอาหารอร่อยๆและมีช่วงเวลาดีๆกับเพื่อนๆในกลุ่มHepzibah ที่เรียนศาสนาด้วยกัน พวกเค้าถึงกับขนาดเลี้ยง หมูย่างพวกเราเพื่อเป็นการขอบคุณด้วยครับ มันเยี่ยมไปเลย

รู้สึกว่าคุณจะเปลี่ยนไปจากแต่ก่อนเล็กน้อยนะครับ??

ผมมีเวลาที่จะพิจารณาทบทวนความศรัทธาของผมและ
ย้ำลึกในใจว่าความฝันของผมคืออะไรกันแน่ พระเจ้าได้มอบพรสวรรค์ในการร้องเพลงให้กับผม ให้ผมได้สรรเสริญพระองค์ผ่านเสียงของผม ผมอยากที่จะใช้เสียงนี้นำเอาความรุ่งโรจน์มาสู่พระองค์และในวงการนี้ยังมีผู้คนอีกมากที่ยังไม่รู้จักพระเจ้าที่ผมเข้าถึง ผมอยากที่จะใช้ข้อได้เปรียบนี้ให้เป็นประโยชน์ครับ

คุณรู้สึกว่าสมาชิกในโบสถ์มีท่าทีเปลี่ยนไปหลังจากเหตุการณ์อุบัติเหตุไม๊ครับ??
ครับ ก่อนหน้านี้พวกเค้าจะทักทายผมอย่างร่าเริงยินดี แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่าภายใต้รอยยิ้มของพวกเค้า พวกเค้ามองผมเหมือนอยากจะบอกผมว่าพวกเค้าเข้าใจสถานการณ์ของผมนะ พวกเค้าอยากจะให้กำลังใจและปลอบใจผม พวกเค้าบอกกับผมว่าพวกเค้าได้สวดภาวนาเพื่อผมเยอะมาก ผมไม่รู้ว่าผมคิดไปคนเดียวหรือยังไงนะครับแต่ผมรู้สึกว่าเป็นที่รักกว่าแต่ก่อน

มีสมาชิกในกลุ่มศรัทธามากมายที่อาจจะกำลังภาวนาเพื่อคุณอยู่ ซึ่งการสวดภาวนานั้นเป็นสิ่งที่ทรงพลังมาก ซึ่งผู้คนที่อธิษฐานเหล่านี้คงเป็นเหมือนกับแหล่งพลังงานกลุ่มใหญ่สำหรับคุณเลยนะครับ
ผมคิดว่ามันมีเหตุผลเหมือนกันนะครับที่ทำไมผมถึงรู้สึกผ่อนคลายเวลาที่ได้อยู่ที่โบสถ์ เป็นเพราะว่าพวกเค้าต่างก็อธิษฐานเพื่อผมอย่างมาก ผมไม่รู้ว่าผมจะกลับมารู้สึกเหมือนเดิมได้อีกครั้งไม๊??ถ้าไม่มีกลุ่มผู้สวดภาวนาเหล่านั้น บางทีผมอาจจะต้องหาที่หลบภัยใหม่ที่ต่างออกไปเพื่อพักความคิดของตัวเองก็เป็นได้ แต่ผมรู้เมื่อได้เห็นสมาชิกในกลุ่มศรัทธาที่สวดภาวนาอย่างจริงใจเพื่อผม ผมรู้ว่านี่แหละเป็นพลังของการอธิษฐาน

ผู้คนที่ไม่ได้มีความศรัทธาพวกเค้าเชื่อว่าเราสามารถหาความสงบในใจของเราได้เองและพระองค์ไม่ได้มีตัวตนอยู่จริงๆ คุณรู้สึกจริงๆรึเปล่า??ที่ว่าพระเจ้าดำรงอยู่และช่วยคุณในสถานการณ์ของคุณ?? ครับ มากเลยครับ ในตอนที่คณะลูกขุนประกาศว่าผมไม่มีความผิดก็ด้วย เห็นได้ชัดเลยว่าพระเจ้าเข้ามาช่วยผม ผมได้เตรียมใจรับในทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นและจะเผชิญหน้ากับมันครับ แต่ทุกๆอย่างกลับออกมาในทางที่เป็นประโยชน์กับตัวผม ผมรู้ว่าพระเจ้าได้เข้าไปมีส่วนชักจูงใจของประชาชนที่เข้ามาเป็นคณะลูกขุนในครั้งนี้ครับ

คุณเปลี่ยนไปยังไงบ้างครับหลังจากที่คุณได้ศึกษาพระธรรมศัมภีร์ไบเบิล ??
ผมได้เรียนรู้ในทุกๆอย่างอย่างจริงจังเริ่มตั้งแต่ตอนต้น ผมเริ่มที่พระธรรม Genesis และอ่านเรื่องราวของอดัมกับอีฟ ผมได้เสี่ยงพาตัวเองอ่านลงลึกไปในรายละเอียดของพระธรรมคัมภีร์ ในภาค Old Testament (พระธรรมสัญญาภาคแรก จะเป็นเนื้อหาของการสร้างโลกก่อนที่พระเยซูจะถือกำเนิด) ผมจำได้ว่าในการสัมภาษณ์ครั้งก่อนคุณถามผมว่าผมรู้พระธรรมในภาค Old Testament มากน้อยแค่ไหน ผมตอบกลับไปว่า ภาคนี้มันยากที่จะทำการศึกษาดังนั้นผมจึงอ่านมันไปเพียงไม่กี่หน้าเท่านั้น แต่ในตอนนี้ผมถูกแนะนำให้พบกับแสงสว่างแสงใหม่ การศึกษาพระธรรมกับกลุ่มบาทหลวงเยาวชนมันไม่ได้ดูน่ากลัวและสนุกมากครับ มันยิ่งทำให้ผมมุ่งความสนใจไปยังการเทศนามากขึ้น ตอนนี้ผมมีความรู้เบื้องหลังติดตัวบ้างแล้ว ผมเชื่อมต่อสิ่งที่ฟังในการเทศนาเข้ากับสิ่งที่ผมอ่านเจอในไบเบิลและทุกอย่างก็ดูเข้าเค้ามากขึ้นในตอนนี้ แน่นอนว่าผมยังไม่สามารถเข้าใจในสิ่งที่เขียนในแต่ละหน้าอย่างถ่องแท้ทั้งหมด

ก่อนหน้านี้ ผมคิดว่า "โอเคโนอาลงมือสร้างเรือใช้เวลารวมกัน 120 ปี เจ๋งดีเนอะ อดัมและลามาร์สใช้เวลาอยู่ด้วยกัน 56 ปี โอเคจำได้แล้ว" แต่ตอนนี้ผมเข้าใจไปถึงว่ามันเกิดเพราะอะไรและเห็นความสำคัญของเรื่องราวชีวิตของพวกเค้า มันทำให้ผมตระหนักว่าผมจำเป็นต้องศึกษาพระธรรมคัมภีร์ให้มากขึ้น นี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้นเองครับ


ทุกวันนี้คุณยังได้อ่านคัมภีร์ไบเบิลอยู่ไม๊ครับ??

อ่านครับ ผมกำลังอ่านพระธรรมสัญญาภาคแรก แต่ก็ยังไม่เชี่ยวชาญหรอกครับ

คุณดูจะเป็นแดซองที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงกับแดซองที่เราสัมภาษณ์ไปเมื่อปีที่แล้วนะครับ มีตอนไหนจากคำพูดในไบเบิลที่มักจะเข้ามาในใจของคุณในตอนที่ทุกอย่างมันดูสาหัสสำหรับคุณบ้างไม๊ครับ?

จาก Hymn ที่ 365 กล่าวว่า " จงลุกขึ้นด้วยความมั่นใจ" มันก้องกังวานเป็นพิเศษในใจผม ผมตระหนักว่าผมต้องการที่จะยืนหยัดด้วยตัวเองได้อีกครั้ง


คุณได้สวดภาวนาอธิษฐานบ้างไม๊ครับในทุกวันนี้??

ครับ เป็นการสวดอธิษฐานสั้นๆ เวลาโน่นทีเวลานี่ที ครั้งแรกคือตอนที่ผมตื่นนอน ในตอนที่ผมเดินออกไปข้างนอก ในตอนที่ผมขึ้นรถ และหลังจากที่ผมกลับจากโบสถ์ถึงบ้าน ก่อนจะเข้านอน ทำนองนี้ครับ


คุณได้อธิษฐานถึงอะไรในช่วงนี้ครับ??

ผมรู้สึกว่าตัวเองได้รับพระพรทางจิตวิญญาณผ่านการศึกษาพระธรรมไบเบิลครับ และผมรู้ว่าผมจะได้รับพระพรนี้ในไม่ช้าผ่านสายตาของตัวเอง ผมเฝ้าถามพระองค์ว่าท่านต้องการที่จะเปลี่ยนผมและใช้ผมในอาณาจักรของพระองค์หรือไม่ และผมก็อธิษฐานว่าผมจะไม่มีวันที่จะหมดศรัทธาและจะไม่มีทางหลุดไปจากความมุ่งมั่นในใจที่ผมมีในตอนนี้ ผมภาวนาว่าผมจะก้าวเดินไปพร้อมกับพระองค์ จะไม่เข้าไปเจอกับอะไรที่จะมาขัดขวางผมไม่ให้พบเจอกับสัจจะ ผมยังภาวนาให้ผมได้รับพระพรในการทำงานของผม ผมจะได้สามารถร้องเพลงด้วยความมั่นใจอีกครั้งและทำมันต่อไปได้


ปีนี้ก็เหลืออีกแค่ 3 เดือนแล้วละนะครับ คุณจะใช้เวลาที่เหลือนี้ยังไงครับ??
ผมวางแผนว่าจะใช้เวลาที่เหลือนี้พักผ่อนครับ ผมเป็นนักร้องและงานของผมคืองานเพลง แต่เวลานี้ไปจนถึงสิ้นปีผมต้องการที่จะมุ่งความสนใจไปที่โบสถ์ ผมเป็นหนึ่งในผู้นำกลุ่ม
Hepzibahที่ศึกษาพระธรรมด้วย ดังนั้นผมอยากจะตั้งใจทำในเรื่องนั้น

ผมรู้สึกยินดีที่ได้รับใช้โบสถ์ในหลายๆทาง และผมก็ภาวนาว่าผมจะสามารถจัดการทุกอย่างที่เข้้ามาในทางของผมได้เป็นอย่างดี และผมจะใช้ชีวิตด้วยพระธรรม เมื่อผมเข้าไปในโรงสวดหลัก ผมหัวเราะตัวเองที่เคยเข้ามาที่นี่และเอาแต่หลบหน้าหลบตา ไม่มีใครมองว่าผมเป็นคนดัง พวกเค้าเห็นผมเป็น พี่ชายคนนึง น้องชายคนนึง และเพื่อนคนนึงเท่านั้น


เพลงที่คุณร้องเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว มันวิเศษมากเลยครับ
มันเป็นครั้งแรกที่ผมร้องเพลงเพื่อการวิงวอนคนเดียวเดี่ยวๆครับ ผมรู้สึกประหม่ามาก ขาของผมไม่เคยสั่นเวลาขึ้นเวทีเลยนะครับ แต่อาทิตย์ที่แล้วมันสั่น มันเป็นความประหม่าในขั้นที่ผมไม่สามารถที่จะทำอะไรกับมันได้เลยครับ ผมรู้สึกประหม่ามากที่สุดตอนที่้ร้องท่อนอธิษฐาน มันเป็นอะไรที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิงกับการร้องเพลงบนเวทีคอนเสริต์ เนื้อเพลงนั้นโดนใจของผมมาก

มีอะไรที่คุณอยากจะพูดในตอนจบของบทสัมภาษณ์นี้ไม๊ครับ??

เมื่อคุณได้เสนอเรื่องว่าจะทำการสัมภาษณ์ผม ผมคิดไปถึงการสัมภาษณ์ที่ให้ไปเมื่อปีก่อนอย่างมาก ผมคิดถึงคำตอบที่ผมเคยตอบไปและรู้สึกอายมากเลยครับ ถ้าผมไม่ได้ผ่านอุปสรรคนี้และไม่ได้พบกับช่วงเวลาที่ลำบากสาหัสนี้ในชีวิต ผมอาจจะไม่ได้เข้ามาที่โบสถ์พร้อมกับความตั้งใจและศรัทธาท่วมท้นในใจถึงเพียงนี้ ผมรู้สึกขอบคุณมากๆในการเปลี่ยนแปลงนี้ครับ

การสัมภาษณ์นี้ทำขึ้นเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2011 หลังจากการสัมภาษณ์จบลงทางเราได้ไปค้นหาบทสัมภาษณ์ที่ได้ทำไว้เมื่อปีก่อน เราเจอว่าครั้งก่อนเราสัมภาษณ์เค้าในวันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม ซึ่งห่างจากการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ 365 วันพอดี


พระเจ้าได้ปกป้องเค้าและสร้างความเชื่อให้เติบโตในตัวเค้าตลอดเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา เราจะเฝ้ารอ แดซองที่จะยิ่งเติบโตในความศรัทธาในอีก 365 วันต่อจากนี้ไป


Source & Image: Champyungan

Eng Translations from allkpop

Thai Translation by mew in mini museum

วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

สัมภาษณ์ แดซองจาก Champyungan

สัมภาษณ์ แดซอง จาก Champyunpan กับเรื่องราวหลังเกิดอุบัติเหตุ

พวกเราได้จัดการสัมภาษณ์กับแดซองครั้งนี้ขึ้นด้วยความระมัดระวัง หลังจากที่ได้เกิดอุบัติเหตุที่ชวนให้ตกใจเมื่อ 4 เดือนก่อน ไม่เพียงแต่เค้าได้หยุดกิจกรรมในวงการทุกอย่างอย่างกะทันหันเท่านั้นแต่เค้ายังไม่ต้องการให้สัมภาษณ์ใดๆกับสื่อด้วยเช่นกัน ภายใต้สถานการณ์แบบนั้น แดซองบอกกับเราว่า " ผมเชื่อว่าการที่ผมให้สัมภาษณ์กับทาง Champyungan ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจของคนธรรมดาอย่างเราๆ แต่หากเมื่อพระเจ้าทรงเห็นชอบด้วยแล้วสิ่งที่จะต้องเกิดมันก็จะต้องเกิด หากเมื่อมันยังไม่ถึงเวลาที่ควรมันคงไม่เกิดขึ้นเช่นกัน เราไม่จำเป็นที่จะต้องยืนหยัดพยายามทำอะไรมากไปหรอกครับ "

และไม่กี่วันต่อมา เราก็ได้รับคำตอบตกลงว่าคำขอสัมภาษณ์ที่เราเสนอไปนั้นสำเร็จผล
ในวันที่ 2 ตุลาคม 2011 หลังจากที่เสร็จสิ้นการสวดภาวนา 2 ครั้ง เราก็พบ คัง แด ซอง

1) เราได้เคยสัมภาษณ์คุณมาก่อนเมื่อปีที่แล้ว แต่หลังจากนั้นมีเรื่องมากมายเกิดขึ้น ในตอนนี้คุณเป็นยังไงบ้างครับ??
Dae: โดยปกติแล้วผมใช้เวลาของผมอยู่ที่โบสถ์ครับ ทั่วไปแล้วผมก็อยู่ช่วยงานที่โบสถ์ไม่ก็ที่กลุ่มเยาวชน Hepzibah จากนั้นผมก็จะไปที่กลุ่ม Commission ต่อ

2) คุณได้ทำงานช่วยเหลือมากมายและเป็นเพราะทุ่มเทเวลาและความพยายามมากมายที่โบสถ์ มันทำให้คุณรู้สึกยังไงบ้างครับ ??
Dae: หลังจากที่เกิดอุบัติเหตุมีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นและมันก็น่าเหนื่อยล้าอย่างมากถึงขนาดที่ผมมีความคิดที่ว่า " หากผู้คนไม่เชื่อใจในตัวผม ผมก็ไม่รู้จริงๆว่าผมอาจจะตัดสินใจทำเรื่องโง่ๆอะไรลงไปก็ได้" หลังจากที่ผ่านวันอันแสนจะเหนื่อยล้าไปได้ 3-4 วันผมก็ต้องการที่จะพบกับเออเดอร์ผู้ที่เป็นคนคอยสอนศาสนาที่โบสถ์ของผม ผมได้ถามคุณพ่อบาทหลวงว่าจะเป็นไปได้ไม๊ที่ผมจะเข้าพบเออเดอร์ซึ่งผมก็ได้รับคำตอบในแง่บวกกลับมา หลังจากที่ได้พบกับเออเดอร์แล้วผมรู้สึกสงบลงและเค้าก็ให้คำพูดที่ช่วยปลอบใจผมได้อย่างมาก คำพูดของเค้าทำให้ใจของผมสงบและตั้งแต่นั้นมาโบสถ์ก็เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของผมครับ มันเป็นสถานที่เดียวที่ผมจะสามารถหาความสงบสุขมาสู่จิตใจของผมได้

3. "หากผมไม่ได้รับความไว้ใจจากคนอื่น ผมอาจจะทำเรื่องโง่ๆลงไปก็ได้" หมายความว่ายังไงครับ??
Dae: มีศิลปินมากมายที่ตัดสินใจฆ่าตัวตายใช่ไม๊ครับ?? ผมเข้าใจความรู้สึกของพวกเค้านะครับเพราะมันย่อมต้องมีเหตุผลในการที่พวกศิลปินเหล่านั้นตัดสินใจฆ่าตัวตาย ถึงแม้ว่าผมจะไม่มีความคิดที่จะฆ่าตัวตายแต่ผมคิดว่าหากผมไม่ได้รับความเชื่อใจจากผู้คนผมอาจจะหักเหเดินไปใช้เส้นทางสู่การฆ่าตัวตายได้ ดังนั้นผมคงต้องขอบคุณพลังในการอธิษฐานผมต้องขอขอบคุณที่เชื่อใจในตัวผม คอมเม้นซ์เหล่านั้นมันทำร้ายจิตใจผมมากๆ ถ้อยคำเหล่านั้นมันทำให้ผมรู้สึกอ่อนล้า มีครั้งนึงมีคนแปลกหน้านำป้ายที่มีคำว่า "ฆาตกร" มายืนชูอยู่หน้าโบสถ์ สิ่งที่ผมคิดคือ ผู้คนใช้คำว่า "ฆาตกร" มาตีตราผม



4. ตราบใดที่คุณอยู่ในโบสถ์ทุกอย่างจะไม่เป็นไร นี่คือสิ่งที่คุณคิดใช่ไม๊ครับ?
Dae: แน่นอนครับ เพราะมีกลุ่มคนที่เห็นเหตุการณ์และเป็นพยานในเหตุการณ์อุบัติเหตุครั้งนั้น ผมไม่สามารถที่จะอยู่อย่างสงบได้ แต่ผมได้รับความสุขสงบในใจกลับมาเมื่อผมอยู่ที่โบสถ์ ในทางตรงกันข้ามผมรู้สึกกระวนกระวายมากเมื่ออยู่ที่หอพัก ในตอนนั้นผมไม่สามารถที่จะทานอะไรได้เลยแต่เมื่ออยู่ที่โบสถ์ผมทำได้ เพราะที่โบสถ์นั้นมีการงานที่จะต้องทำให้เสร็จ ดังนั้นในขณะที่ผมทำงานผมก็ไม่ได้คิดอะไรในแง่ลบ

5. สำหรับคนที่ไม่เชื่อกับคำพูดที่ว่า " การได้ไปโบสถ์จะทำให้จิตใจของคุณสงบลง" คงพูดว่ามันจะได้ผลจริงเหรอ??ทำไมการไปโบสถ์จะทำให้ใจสงบลงได้ละ??
Dae: พวกเราต่างก็เป็นศรัทธาที่โบสถ์ดังนั้นเราจะสามารถเข้าใจความหมายของมันได้ครับ สำหรับผมถ้าเทียบกับที่บ้าน การมาอยู่ที่โบสถ์ทำให้ใจของผมสงบมากกว่า ผมได้อ่านบทความที่ว่าผมได้รับความสงบในใจได้ที่โบสถ์ ผู้คนต่างก็คิดแง่บวกเกี่ยวกับเรื่องนี้และให้คอมเม้นซ์ดีๆในเรื่องนี้มามากเช่นกันครับ

6. คุณใช้เวลาในช่วง 3-4 วันหลังจากที่เกิดอุบัติเหตุยังไงครับ??
Dae: มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยสำหรับผมที่จะก้าวเท้าออกจากห้องครับ ผมรู้สึกผิดมากๆๆ เหตุการณ์ตอนที่เกิดอุบัติเหตุนั้นมันปรากฏอยู่เสมอในใจของผม เวลาที่ผมอยู่ที่หอพักคนเดียวผมมักจะคิดถึงแต่เรื่องแย่ๆ และผมก็เอาแต่คิดแบบนั้นทั้งวันทั้งคืนครับ

7. อะไรอีกครับที่คุณคิดในช่วงเวลานั้น??
Dae: ไม่ว่ามันจะเป็นยังไง ผมคิดว่ามันเป็นความผิดของผมครับดังนั้นผมจึงรู้สึกเสียใจมากๆต่อเค้า (ผู้เสียชีวิต) และผมก็อธิษฐานเยอะมาก แต่เมื่อผมอธิษฐานผมก็จะย้อนกลับไปนึกถึงช่วงเวลาที่เกิดขึ้นในอุบัติเหตุอีกทำใ้ห้ไม่สามารถที่จะอธิษฐานต่อไปได้ ทำได้แค่ในช่วงเริ่มเท่านั้น หลังจากที่ผมเริ่มภาวนา ผมจะพูด "ขอโทษนะครับ" จากนั้นก็ไม่สามารถที่จะภาวนาต่อพระเจ้าต่อไปได้ ในเวลา 20 นาทีผมเอาแต่พูดคำว่า ผมเสียใจ ผมขอโทษ และเริ่มที่จะร้องไห้

8.ทำไมคุณถึงรู้สึกเสียใจละครับ?
Dae: อย่างแรกเลยผมรู้สึกเสียใจกับผู้เสียชีวิต บริษัทของผมและสมาชิกในวงครับ นอกจากนี้พอผมมาคิดแล้วผมรู้สึกว่าโบสถ์ของเราก็อาจจะโดนกระทบด้วยเช่นกันผมไม่เพียงแต่ทำให้โบสถ์ต้องมาเจออิทธิพลที่แย่ๆแต่ทางโบสถ์ก็ยังต้องทนรับกับคำวิจารณ์แย่ๆอีกด้วย ผมรู้สึกเสียใจมากๆ ผมรู้สึกเสียใจต่อพ่อแม่ของผมและต่อพ่อแม่ของผู้เสียชีวิตด้วยครับ

9. หลังจากเหตุการณ์อุบัติเหตุิคุณได้ไปร่วมงานศพของเค้าด้วย ผมคิดว่ามันคงไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยใช่ไม๊ครับ?
Dae: แม้ว่ามันจะลำบากมากแต่ผมคิดว่าผมจำเป็นที่จะต้องไปครับ ไม่ว่ายังไงก็ตามแต่ผมก็มีส่วนในเรื่องนี้ด้วย ผมรู้สึกเบื่อกับความเศร้าใจอย่างมากที่มันฝังอยู่ในใจดังนั้นผมคิดว่าผมจำเป็นที่จะต้องไปร่วมงานให้ได้ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นเรื่องที่ยากมากที่จะก้าวเท้าเข้าไปในงานศพของเค้าครับและผมต้องพบกับสมาชิกในครอบครัวของเค้าแบบเผชิญหน้ากันตรงๆอีกด้วย แต่เหนือความคาดหมาย สมาชิกในครอบครัวของเค้าต่างก็ปลอบโยนผม

10. พวกเค้าพูดอะไรบ้างครับ?
Dae: พวกเค้าคงรู้สึกโกรธผมมากในตอนนั้นแต่หลังจากที่ได้คุยกันแล้ว พวกเค้าพูดว่า " เรื่องมันก็เกิดขึ้นมาจนเป็นแบบนี้แล้ว ในอนาคตเราควรที่จะเฝ้าถนอมและใช้ชีวิตของเราให้จริงจังมากขึ้น ฉันหวังว่าถ้าเราต้องมาพบกันอีกครั้ง ขอให้มาเจอกันเพราะเรื่องดีๆแสนวิเศษก็แล้ว กันนะ"คุณป้าของเค้าบอกกับผมว่าคุณพ่อคุณแม่ของผู้ตายก็ป่วยมากๆในตอนนั้น คุณป้าของเค้านับถือศาสนาคริสต์และได้เข้ามาพูดคุยกับผมครับและเพราะเธอเป็นชาวคริสต์ หลังจากที่ได้อธิษฐานกับพระเจ้า เธอคิดว่าเธอควรจะให้อภัยผม

11.เวลาที่คนเราเจอเหตุการณ์แบบนี้มักจะตัดพ้อว่า ทำไมเหตุการณ์แบบนี้ต้องมาเจอกับเราด้วย "ทำไมต้องเป็นเรา" คุณคิดว่ายังไงครับ??
Dae: ในเวลานั้นผมไม่ได้ใส่ใจอะไรมากครับและไม่สามารถที่จะมานั่งคิดว่าทำไมเรื่องแบบนี้ถึงมาเกิดขึ้นกับผมจนกระทั่งตอนนี้ เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อเหตุการณ์มันเข้าใกล้ตอนจบเข้าทุกทีๆในเวลาที่ผมพักผ่อนผมจะฉวยโอกาสนั้นอ่านไบเบิลสองสามบทและใช้เวลาทบทวนหลักความเชื่อในใจของตัวเอง ผมคิดว่าเป็นเพราะพระเจ้าต้องการที่จะประทานเวลามาให้ผมได้ทำเรื่องแบบนั้น ดังนั้นท่านจึงจัดแจงให้เหตุการณ์แบบนี้มาเกิดขึ้นกับผมครับ

12. คุณเคยทำงานเป็นคนดังมาเป็นเวลายาวนาน ในตอนนี้ต้องหยุดชะงักงานทุกอย่างไว้หลายเดือนทีเดียว คุณรู้สึกเบื่อบ้างรึเปล่า??

Dae: ผมอยากที่จะร้องเพลงครับแต่ผมไม่มีความมั่นใจที่จะทำงานด้วยรอยยิ้มที่มีความสุขได้ในตอนนี้ผมไม่เบื่อที่จะเปิดเผยให้คุณรู้ว่าจริงๆแล้วผมรู้สึกยังไงในตอนนี้ จนถึงตอนนี้ผมยังคงคิดว่าเวลาที่ผมได้ใช้ไปที่โบสถ์เป็นเวลาที่ดีที่สุด จากบ้านไปโบสถ์ จากโบสถ์กลับบ้าน ผมคิดว่าวงจรนี้เป็นทางที่ดีที่สุดสำหรับผม

13. แล้วตอนนี้คุณรู้สึกยังไงครับ??
Dae: พอเวลาผ่านไปผมไม่รู้สึกกระวนกระวายอีกต่อไปแล้วเพระผมรู้ว่าผมมีพรสวรรค์และมีภารกิจที่จะต้องทำให้ลุล่วงไป ในตอนนี้ผมกำลังทำตัวเองให้พร้อมที่จะเริ่มก้าวเดินต่อเนื่องในการเดินทางของผมอีกครั้งครับ

14. เกี่ยวกับ "ภารกิจที่จะต้องทำให้ลุล่วง" คุณยังคงยึดถือความเชื่อเดิมที่คุณมีก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุรึเปล่าครับ??
Dae:อุบัติเหตุครั้งนี้ได้หยิบยื่นเวลามาให้ผมได้คิดสะท้อนทบทวนหลักความเชื่อในใจของผมและในตอนนี้ผมยิ่งมั่นใจมากขึ้นไปอีกในสิ่งที่ผมเชื่อ ผมได้รับคำชื่นชมก็เพราะเสียงของผมและผมได้รับพรสวรรค์มาในเรื่องนี้ มันเป็นความปิติยินดีมากที่ผมได้รับพรสวรรค์นี้มา นอกจากนี้อาชีพของผมยังทำให้ผมสามารถเผยแพร่ความเชื่อนี้ออกไปได้ในทุกๆที่ ผมต้องการจะใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้ให้มากที่สุดครับ

15. หลังจากที่เกิดอุบัติเหตุ เออเดอร์สอนศาสนาที่โบสถ์ได้ช่วยเหลือคุณ ตอนนี้ยังคงได้พบกันอีกไม๊ครับ??
Dae: ครับ เราเจอกันบ่อยเลยละครับช่วงนี้ ผมจะปรึกษาเรื่องต่างๆกับเค้าไม่ว่าจะเป็นเรื่องเ็ล็กหรือเรื่องใหญ่ หลังจากเกิดอุบัติเหตุ ผมจะอธิษฐานก่อนที่จะกำหนดลมหายใจและทำงานตามตารางงาน จริงๆแล้วสมาชิกในวงบิกแบงกำลังที่จะเดินทางไปเที่ยวกันในวันถัดจากที่เกิดอุบัติเหตุขึ้น และมันก็เป็นทริปที่เราจะไปเที่ยวกัเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เราคัมแบคมาครับ หลังจากที่เกิดเหตุการณ์นั้นผมมาพบว่าตัวเองไม่ได้สวดภาวนาต่อพระเจ้าก่อนที่จะตัดสินใจไปเที่ยวกัน ไม่เพียงแต่เรื่องทริปนี้เท่านั้นแต่เรื่องหลักๆที่ใช้ในสถานการณ์ทั้งหมดด้วย มันจึงทำให้ผมคิดว่าเรื่องมันเกิดขึ้นจากความผิดของผม

16. มันเป็นเรื่องดีจริงๆนะครับที่คุณมีความเชื่อและตั้งใจแบบนั้น คุณขอบคุณพระเจ้า้ด้วยไม๊ครับที่ทำให้คุณตั้งใจแบบนี้ได้??
Dae: ผมขอบคุณพระเจ้ามากๆครับ ถ้าไม่มีอุบัติเหตุครั้งนี้ผมคงเอาแต่ก้าวไปข้างหน้าในทางโลก แต่ไม่มีโอกาสที่จะเข้าใจและได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างหมดจดแบบนี้ ผมได้รับโอกาสที่จะมานั่งคิดสะท้อนในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวผมเองในช่วงที่เกิดเหตุการณ์นั้น หลังจากที่คิดไตร่ตรองสะท้อนดูแล้ว ผมเข้าใจว่าทำไมผมถึงต้องมามีประสบการณ์แบบนี้ในตอนนี้ ผมขอบคุณพระเจ้าที่ประทานโอกาสนี้มาให้ผม ในขณะเดียวกัน ผมก็จะคอยเตือนตัวเองว่าผมควรจะต้องมีสติกับทุกสิ่งทุกอย่าง

17. เวลาที่คุณรู้สึกเหนื่อย คุณพ่อคุณแม่ของคุณได้พูดอะไรกับคุณครับ??
Dae: พวกเค้าจะบอกว่า " ไม่ต้องห่วงนะ" ตอนที่ผมอยู่ที่หอพักคนเดียวในช่วง 3-4 วันแรกคุณแม่ได้มาเยี่ยมผมครับ แต่ตอนนั้นผมไม่ต้องการที่จะเจอใครเลยจริงๆดังนั้นคุณแม่จึงโมโหผมมาก พวกเค้าต่างยอมรับผมในทุกๆอย่างและสนับสนุนผมมาโดยตลอดจนถึงตอนนี้ ผมรู้สึกว่าผมเป็นหนี้พวกเค้ามากมายและรู้สึกขอบคุณมากๆที่มีพวกเค้าอยู่ข้างๆผม พวกเค้าจะโมโหผมถ้าผมทำตัวไม่มีเหตุผลครับ

18. ผมได้ยินมาว่าคุณชวนจีดราก้อนให้มาโบสถ์กับคุณเหรอครับ??
Dae: ผมคิดว่าเป็นเพราะผมนะครับเค้าถึงไปโบสถ์ พี่จียงได้บอกกับพี่ผู้จัดการว่าอยากจะมาที่โบสถ์ครับ ตามปกติแล้วพี่เค้าจะไปอีกโบสถ์นึงครับและก็นานมากแล้วที่พี่เค้าไม่ได้เข้าโบสถ์ แต่ว่า ผมเองแหละฮะที่ชวนพี่เค้าให้กลับเข้าโบสถ์อีกครั้งแต่พี่เค้าบอกว่า มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหนื่อยในการที่จะต้องไปโบสถ์หลังจากที่ทำงานตามตารางงานเหนื่อยมา ดังนั้นผมเลยคิดหาวิธีว่าจะทำยังไงให้พี่เค้าผ่อนคลายและกลับมาเข้าโบสถ์อีกครั้ง จากนั้นผมก็เริ่มชวนเค้าครับ จริงๆมันเป็นเวลาที่เราไม่ได้รับอนุญาติให้เข้าไปอธิษฐานในเวลานั้นครับแต่ทางโบสถ์ก็อนุญาติให้เราเข้าไป

19. งั้นคุณก็สนิทกันแล้วสิครับ??
Dae: พวกเราทั้ง 5 คนต่างก็สนิทกันมากครับ แต่เป็นเพราะพี่จียงเป็นหัวหน้าวง เค้าสามารถที่จะเข้าใจสถานการณ์ของผมได้ง่ายกว่าเท่านั้นเองครับ

20. แล้วทำไมเค้าถึงไปที่โบสถ์ของคุณละครับ??
Dae: ครับ ผมมักจะไปโบสถ์คนเดียว ถ้าไม่อยู่ที่หอพักผมก็จะไปโบสถ์ บางทีพี่เค้าอาจจะสงสัยอยากรู้ว่าโบสถ์แบบไหนกันนะที่ผมไป นักแต่งเพลงที่บริษัทผมก็ไปโบสถ์เดียวกับผมนะครับบางทีพี่เค้าอาจจะได้รับอิทธิพลมาจากพวกนักแต่งเพลงด้วยก็ได้ครับตอนที่พี่จียงมาที่โบสถ์ผมกำลังอ่านไบเบิลและโบสถ์ก็กำลังซ่อมปรับปรุงอยู่ พี่เค้าบอกว่าไม่เป็นไร จากนั้นเราก็หัวเราะกันใหญ่

ผมไม่เคยคิดว่าพี่เค้าจะมาและสิ่งที่เราจะต้องร้องในตอนนั้นคือ เพลง ‘I love Jesus’.ในตอนที่ผู้สอนศาสนากำลังเทศน์สอนผมเอาแต่จดโน้ตย่อๆอย่างเอาเป็นเอาตาย พี่จียงที่นั่งข้างๆผมกระซิบว่า " ฉันได้ยินไม่ค่อยชัดเลยในสิ่งที่เค้าพูด" ดังนั้นผมจึงได้อธิบายเรื่องราวบางตอนให้พี่เค้าฟัง หลังจากได้ฟังเทศน์ พี่เค้ารู้สึกว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ดี ทำให้พี่เค้ากลับมาที่โบสถ์ในครั้งต่อไปและได้พูดคุยกับผู้สอนศาสนาด้วย ในระหว่างทางกลับบ้าน ผมถามพี่เค้าว่าเค้ารู้สึกยังไงบ้าง พี่เค้าบอกว่า เวลาที่ได้มองลึกลงไปในตาของผู้สอนศาสนา มันเหมือนกับว่ากำลังมองรุ่นพี่ที่เค้ารู้ว่าเรารู้สึกยังไง ซึ่งมันให้ความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมมาก

Korean source: Champyungan
Chinese translation: 咚咚噗 @BBCN via Baidu
English translation: rnosel@twitter and Rice @bigbangupdates
Thai Translation by mew in mew mini museum


ความรู้สึก YB ในการร่วมงานกับ Tablo ใน "Tomorrow"

สัมภาษณ์ YB เกี่ยวกับการทำงานร่วมกับ Tablo เป็นครั้งแรก

Q: ไปยังมาไงถึงได้มาร่วม featuring กับทาโบลในเพลงโปรโมท อัลบั้มPart2 เพลงtomorrow ในครั้งนี้ค่ะ??
TY: เพลงนี้เป็นเพลงแรกที่บันทึกเสียงกันในวันแรกเลยที่พี่ทาโบลมาที่ YG ฮะ พี่เค้าให้ผมฟังเพลงนี้ก่อนและแนะนำว่ามันจะเยี่ยมไปเลยถ้าผมจะมา featuring ด้วย และผมก็ชอบเพลงนี้มากเราเลยเริ่มทำงานบันทึกเสียงกันทันทีในวันนั้นแหละฮะ

Q: คุณรู้จักคุ้นเคยกับทาโบลมาก่อนไม๊ค่ะ??
TY: ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราทำงานเพลงร่วมกันครับ แต่ผมทราบมาว่าพี่เค้าพูดถึงผมบ้างตามรายการต่างๆ ในตอนที่พี่เค้าทำงานในนาม EpikHigh และผมก็ชอบ Epik high มากๆๆเหมือนกัน ผมรู้สึกดีใจมากๆที่เราอยู่บริษัทเดียวกันแล้วในตอนนี้

Q: คุณจะช่วยเล่าความหมายเพลง Tomorrow ให้เราฟังแบบคร่าวๆได้ไม๊ค่ะ??
TY: เพลง“Tomorrow” เป็นเพลงที่เกี่ยวกับการคร่ำครวญกับการจากลากับคนรัก โดยพร้ำเพ้อว่า " มันไม่มีวันพรุ่งนี้"จนกว่าเธอจะกลับมา ไม่สามารถที่จะก้าวต่อไปได้ ได้แต่รอคอยการกลับมาของเธอคนนั้น

Q: ตอนนี้การทำงานในเพลงนี้ก็เสร็จสมบูรณ์แล้ว คุณได้วางแผนที่จะขอให้ ทาโบลมา featuring กับคุณในอัลบั้มใหม่ของตัวเองรึเปล่า??
TY: ผมไม่สามารถที่จะพูดในรายละเอียดเจาะจงลงไปได้ในตอนนี้ แต่ผมได้ทำงานมากมายร่วมกับพี่ทาโบลในงานโซโล่ของผมที่ผมกำลังเตรียมการอยู่ในตอนนี้ครับ เราทำงานกันอย่างหนักเพื่อจะผลิตงานดีๆออกมา ยังไงก็ช่วยรอคอยมันด้วยนะครับ

Q: สุดท้ายนี้มีอะไรอยากจะฝากไม๊ค่ะ??
TY: อัลบั้มเดี่ยวอัลบั้มแรกของพี่ทาโบลออกมาแล้วนะครับ ผมก็ฟังมันทุกวันเลยนะครับ มันเป็นอัลบั้มที่เต็มไปด้วยเพลงที่ยอดเยี่ยมทั้งนั้น พี่ทาโบลกลับมาพร้อมกับเพลงดีๆแบบนี้ หลังจากที่หายไปนาน ผมหวังมากๆว่าทุกคนจะสนับสนุนพี่เค้าด้วยนะครับ ยังไงอย่าลืมฟังเพลง Tomorrow ที่ผมไปร่วมร้องด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

( จาก Mnet)

Q: ครั้งนี้เป็นการร่วมงานกับทาโบลเป็นครั้งแรกของคุณที่ใครๆต่างก็ตั้งหน้าตั้งตารอ ไปยังไงมายังไงถึงได้มาร่วมงานกันได้ค่ะ??
TY: จริงๆการทำงานร่วมกันในเพลง tomorrow ครั้งนี้เป็นอะไรที่เกิดขึ้นกะทันหันมากครับ วันแรกที่พี่ทาโบลมาที่วายจี ผมก็อยู่ที่สตูดิโอเหมือนทุกๆวัน พี่เค้าให้ผมฟังเพลงและแนะนำว่าถ้าผมได้ featuring ในเพลงนี้จะดีมากเลย มันเป็นเพลงที่ดีมากๆ ผมคิดว่ามันเป็นโปรเจคที่เยี่ยมไปเลย ดังนั้นผมเลยบันทึกเสียงทันทีเลยครับ

Q: ความรู้สึกแรกที่คุณรู้สึกหลังจากที่ได้ฟังเพลง tomorrow ครั้งแรกเป็นยังไงบ้างค่ะ?? และคุณใช้อารมณ์แบบไหนในการร้องเพลงนี้ ??
TY: ข้อความที่ผมได้จากเพลงนี้คือ มันเป็นความสิ้นหวังที่ว่า "มันไม่มีวันพรุ่งนี้สำหรับฉันถ้าไม่มีเธอ" ผมพยายามที่จะบรรยายความรู้สึกนี้ออกมาฮะ

Q: งานในรูปแบบไหนที่คุณจะมีโอกาสร่วมทำกับทาโบลอีกต่อจากนี้ไป ?
TY: ผมได้ทำงานหลากหลายแนวทางกับพี่ทาโบลในอัลบั้มโซโล่ของผมนะครับ ซึ่งผมได้ใช้เวลาเตรียมการมาตั้งแต่ช่วงกลางๆปีแล้ว แต่ผมยังไม่สามารถบอกในรายละเอียดได้ แต่ว่าเราได้พูดคุยแบ่งปันความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของดนตรีกันมากเลย ในด้านของเสียงเพลงแล้วผมคิดว่ามันเป็นความสัมพันธ์ที่มีค่าและสำคัญมากๆ สำหรับผมเลยละครับ

( จาก Cyworld)



“ตั้งแต่ผมได้ฟังเพลง “Look At Only Me,” ผมฝันว่าจะได้ทำงานร่วมกับเค้าในเพลงที่ผมแต่งขึ้นมาเอง ผมรู้สึกประหลาดใจมากและรู้สึกขอบคุณ และมีความสุขมาก เมื่อได้ยินเสียงที่ผมชอบมาร้องเนื้อเพลงมาร้องทำนองในเพลงที่ผมเขียนขึ้นมา ผมรู้สึกว่าผมได้เรียนรู้อะไรมากมายในการทำงานร่วมกับยองเบ

นอกเหนือจากอะไรทั้งหมด วิธีที่เค้าสละเวลาจากตารางงานของเค้ามาบันทึกเสียงซ้ำทั้งๆที่ผมบอกเค้าว่า "โอเคแล้ว" มันเป็นอะไรที่สมบูรณ์แบบมาก วิธีที่เค้าทำเหมือนกับว่าเพลงนี้เป็นเพลงของเค้าเองคือทำงานเพื่อความสมบูรณ์แบบเท่านั้น และวิธีที่เค้ามีความรู้สึกที่ บริสุทธิ์ ความรักหลงใหลเหมือนเด็กที่มีความสุขในทุกขั้นตอนในการทำงานเพลง ผมรู้สึกตื้นตันใจมากจนถึงจุดที่รู้สึกอายเมื่อคิดย้อนกลับไปในตอนที่ตัวเองรู้สึกเหลิงและเวลาที่ขี้เกียจครับ"

-----------------

Eng Translations by SYLVIA @ ALWAYSTAEYANG
Thai Traslation by mew in mini museum
-----------------

วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2554

พรุ่งนี้ Tomorrow ( feat. Taeyang) - by Tablo

Tomorrow ( feat. Taeyang) - by Tablo ::

ไม่มี ไม่มี ไม่มี อีกแล้ววันพรุ่งนี้

แม้คุณเคยได้รับความรักของใครซักคน มันไม่ได้แปลว่าคุณมีมันไว้ในครอบครอง
แม้คุณกำลังเดินอยู่ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเวลาจะผ่านไป
แม้คุณยังคงหายใจ แต่มันไม่ได้หมายความว่าคุณมีชีวิตอยู่

ที่รัก มันไม่มีวันพรุ่งนี้อีกต่อไปแล้ว
ฉันยังคงเหมือนเดิมทุกประการจากคราวนั้น
เวลาหยุดนิ่งอยู่ตรงช่วงเวลาสุดท้าย
ถึงแม้ว่าสำหรับเธอแล้วมันเป็นเพียงแค่อดีตเท่านั้น
ที่รัก มันไม่มีวันพรุ่งนี้อีกแล้ว
( จนกว่าเธอจะกลับมา ทุกวันก็เหมือนวันวาน)
ที่รัก มันไม่มี ไม่มีอีกแล้ว ไม่มี วันพรุ่งนี้

ความทรงจำที่เคยทำให้ใจของฉันแตกสลาย
ตอนนี้พวกมันได้ฉีกหน้าปฏิทิน
พวกมันกำลังเลือนลางเมื่อเดือนปีผ่านไป
ฉันแสร้งใช้ชีวิตอยู่พยายามลืมเธอ
โลกของฉันยังคงเหมือนเดิม (เพียงแต่ว่าไม่มีเธออยู่)

มีคนบอกกับฉันว่า หลังจากนี้ไป ฉันจะยิ้มได้เมื่อย้อนกลับมาคิดเรื่องในอดีตนี้
แต่สำหรับฉันแล้ว มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แม้กระทั่งการเงยหน้าขึ้นเพือเผชิญหน้ากับเธอ
ทำไมพวกเค้ายังคงเอาแต่พูดอยู่ได้ทั้งๆที่ฉันไม่อยากจะได้ยินมัน
ฉันจะอยู่ตรงนี้แหละ

ไม่ต้องมาบอกว่าพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันใหม่แล้ว
(ยามเช้ายิ่งมืดมนมากกว่ายามค่ำคืนที่มีเธอเคียงข้าง)
ไม่ต้องมาบอกว่าหลังพายุกระหน่ำความสงบจะเข้ามาแทนที่
(ความสงบ ยิ่งร้อนรนมากกว่ายามที่ร่วมวิตกกังวลไปกับเธอ)
ทุกอย่างล้วนโกลาหล
มันคือฤดูใบไม้ผลิสำหรับเธอนะแต่ฤดูกาลของฉันมันไม่เปลี่ยนไป
แม้ว่าในใจของฉันจะเบ่งบาน ( แต่มันก็ไม่มีวันพรุ่งนี้สำหรับฉัน)

มันเป็นรอยยิ้มที่ตายด้านซึ่งว่างเปล่าภายใน
พวกเค้าต่างพูดกันว่าฉันดูดีขึ้นมากกว่าตอนที่อยู่กับเธอ
และพวกเค้าก็เลิกกังวลในตัวฉันแล้วตอนนี้
แต่ฉันหายใจไม่ออก
รอยยิ้มนี้ไม่อาจจะหลอกฉันได้

ฉันเริ่มที่จะปกติแล้ว
ฉันทำใจให้ว่างเปล่าได้มากแล้วเพราะมันกลายเป็นภาระ
ฉันกำลังจะบ้าแล้ว
หยุดพูดปลอบใจฉันได้แล้ว ฉันไม่อยากจะได้ยินมัน ( ได้โปรดหยุดเถิด)

พวกเค้าพูดว่า การเยียวยาบาดแผลทางใจมันก็คือ รักในรูปแบบนึง
( สำหรับฉันการพบหน้ายังสร้างความเดียวดายได้มากกว่าการเอ่ยคำลาเสียอีก)
พวกเค้าพูดว่า เวลาจะช่วยแก้ไขทุกอย่าง
( ชีวิตจะยังคงเหมือนเดิม ในเมื่อฉันตายทุกๆวินาที)

ใช่แล้วละ
แม้คุณเคยได้รับความรักของใครซักคน มันไม่ได้แปลว่าคุณมีมันไว้ในครอบครอง
แม้คุณยังคงหายใจ แต่มันไม่ได้หมายความว่าคุณมีชีวิตอยู่
ตอนนี้ฉันรู้แล้ว

ไม่มี ไม่มี ไม่มี อีกแล้ววันพรุ่งนี้
ที่รัก มันไม่มีวันพรุ่งนี้อีกแล้ว
( จนกว่าเธอจะกลับมาหาฉัน)
จนกว่าเธอจะกลับมา ทุกวันก็เหมือนเมื่อวาน

Eng Translated : HuisuYoon @bigbangvip.net
Shared via bbvipforum@twitter
Taken from : bbvipforum.tumblr
Credit : HuisuYoon@twitter
Thai Translation by mewmew

================

welcome to our family นะค่ะ ทาโบล

วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2554

TABI Canada trip


ALL ABOUT Fan ACCOUNT TABI IN CANADA

ทาบิเดินทางไปแคนาดาตั้งแต่วันที่ 9 ที่ผ่านมาเพื่อถ่ายโฆษณาให้กับทาง Northfaceค่ะ และกลับมาถึงเกาหลีแล้วในวันนี้ ระหว่างที่ไปที่นั่น มีแฟนๆหลายกลุ่มทีเดียวได้เจอทาบิด้วยและนี่คือ แฟนแอคเค้าส์ที่แฟนๆนำมาเล่าให้ฟังกันค่ะ

เมื่อไปถึงเวลาผ่านไป 2 วันได้แฟนๆเริ่มออกตามหาตัว 555 ว่าไปอยู่ตรงไหน ก็เริ่มมีข่าวจากแคนาดาค่ะ มีชายคนนึงเจอทาบิกำลังถ่ายภาพให้กับทาง north face ที่ลำธาร Jake lake ในเมือง Banff เค้าบอกว่าทาบิรูปร่างสูงใหญ่ เทียบกับหมีได้เลย
อัธยาศัยดี ขนาดน้องหมาของเค้าที่ไม่ค่อยจะชอบคนแปลกหน้ายังหลงเสน่ห์ทาบิ 55 ทาบิฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่อง และน่ารัก
ไปๆมาๆ ทาง North Face ก็ยืมน้องหมาถ่ายรูปกับทาบิซะเลยค่ะ


===========================

หลังจากเงียบไปสองวัน มีคนเจอทาบิอีกในเมือง Banff เหมือนเคย คราวนี้แฟนเพลงสาวคนนี้ ขับรถอยู่และเห็นทาบิกำลังเดินหิ้วถุงใส่ของทานเล่นเพิ่งกลับจากร้านขายของชำ กำลังจะกลับโรงแรมพอดีเลย รีบจอดรถลงไปหา

พอถึงหน้าโรงแรมไม่ไกลจากร้านของชำทาบิก็นั่งที่ม้านั่งหน้าโรงแรมเพื่อสูบบุหรี่ จากนั้นแฟนๆก็ขอลายเซ็น แต่พอขอถ่ายรูปทาบิก็ยิ้มน้อยๆและปฏิเสธอย่างสุภาพว่า ไม่ได้

สาวๆเลยถามว่าชอบ แคนาดาไม๊ทาบิว่าชอบและหัวเราะค่ะ ระหว่างคุยกันนั้นน่าจะใช้เวลาทั้งหมด 10 นาที ทาบิมองเค้าและเพื่อนสาวของเค้าไม่วางตา และโค้งให้หลายครั้ง สาวทั้งคู่คุยกับทาบิเป็นภาษาเกาหลีนะค่ะ จากนั้นทาบิก็ลาเข้าโรงแรมไป

สองสาวนี้บอกว่าทาบิมีดวงตาที่สวยมากและทาบิมีรูปร่างสูงค่ะ น่าจะ ประมาณ 180 ซม


============================

แฟนเพลงกลุ่มสุดท้ายที่เขียนแฟนแอคเค้าส์ในช่วงนี้คือ คนที่ตั้งใจจะไปเจอทาบิที่สนามบินค่ะ และด้วยความที่ไม่รู้ว่าจะกลับไฟท์ไหนเค้าเลยไปเตร่ที่สนามบิน แล้วก็ไปถามตัวแทนบริษัททัวร์ที่พาทีมงานและทาบิไปถ่ายแบบใน Banff ว่ารู้ไม๊ว่าทาบิจะมากี่โมงแต่ที่บริษัททัวร์ก็บอกว่าไม่รู้

ระหว่างเดินเตร็ดเตร่ก็มองเห็นพี่แบงแองก่อน และก็เหลือบไปเห็น ทาบิกำลังสูบบุหรี่อยู่ตรงทางเข้า เค้าว่าตอนสูบบุหรี่ทาบิไม่ได้ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางคีบบุหรี่แต่ใช้อีกสามนิ้วแทน ระหว่างนั้นคนก็เริ่มเห็นและจะเดินเข้าไปหา ทาบิก็รีบทิ้งบุหรี่ไปและเดินเข้ามาภายในสนามบิน

เค้าเดินเข้าไปหาทาบิ ยื่นถุงที่ใส่แซนวิชและของขวัญวันเกิดล่วงหน้าให้ มีคนมารับไปแทนทาบิเอาแต่ขอบคุณและโค้งให้จนแฟนๆต้องโค้งตาม แต่ระหว่างนี้ไม่ได้หยุดเดินนะค่ะ แฟนๆก็จะถ่ายรูปค่ะกดไปครั้งนึงแสงแฟชทำให้พี่แบงแองสังเกตว่ามีคนถ่ายรูปเลยรีบเข้ามาห้ามไม่ให้มีการถ่ายรูป แฟนเพลงก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และ ยืนมองทาบิและพี่แบงแอง เช็คอิน

ระหว่างที่มองทาบิเชคอิน แฟนๆบอกว่า ทาบิฟัง ipod ซึ่งเป็น ipod รุ่นที่มีปุ่มวงกลมไว้กดเป็นรุ่นเก่ามากแล้ว ( มิวเดาว่าจะเป็นรุ่นแรกๆที่ 7 ทวิตรูปลงในวันที่ คุณจ็อบเสียชีวิตอะค่ะ สีขาวมีปุ่มกลมๆ) และเป็นเพราะมีคนมากมายช่วยเชคอินแทนให้แล้วทาบิก็คอยอยู่และเดินเป็นวงกลมในแบบหนุ่มแร๊พและขยับไม้ขยับมือในแบบhiphopตามจังหวะเพลงที่ฟังระหว่างคอยซึ่งทำแบบนั้นประมาณ 20-30 นาที แฟนๆก็แอบๆดูเพราะมีทีมงานมีคนคอยมองอยู่เยอะมากกลัวจะโดนไล่ค่ะ ซึ่งเค้าบอกว่า มีเค้ากลุ่มเดียวที่มาตามที่สนามบินครั้งนี้

ที่ที่เค้ายืนอยู่มองเห็นไม่ค่อยชัดค่ะ แต่ทาบิก็แฟนเซอร์วิชเหลือเกิน เดินมาใกล้ๆและโยกตามเพลงท่าเดิมให้แฟนเพลงดูกันอย่างจุใจอีกประมาณ ครึ่งชั่วโมง ให้แฟนๆได้แอบถ่ายรูปกัน ซึ่งพี่แบงแองไม่รู้เรื่องอะไรในตอนนี้ แต่ระหว่างนั้นแฟนๆก็ได้เดินไปถามผู้จัดการว่าถ้าถ่ายรูปด้วยไม่ได้ขอลายเซ็นได้ไม๊?? ซึ่งผู้จัดการฟังไม่เข้าใจเค้าเลยทำมือขยุกขยิกๆว่าขอลายเซ็นๆๆ ซึ่งพี่ผู้จัดการก็บอกมาว่า โอเค ซึ่งพอตรงเข้าไปขอลายเซ็นที่ทาบิทาบิก็ไม่รู้เรื่องอีกและต้องหันไปมองพี่ผู้จัดการว่าพวกแฟนๆต้องการอะไร

ตรงนี้แฟนๆได้ขยายความมาว่า ภาษาอังกฤษของทีมงานที่มาด้วยกันกับทาบิและทาบิเองค่อนข้างจะอ่อนค่ะ เพราะพี่สไตลิสต์ที่มาด้วยกันน้ำหนักกระเป๋าเกิน ซึ่งเจ้าหน้าที่ทางสายการบินได้แจ้งให้เอาออกไปบางส่วน ตรงนี้พี่สไตลิสก็ฟังไม่เข้าใจ ทำให้เจ้าหน้าที่ของทางแอร์แคนาดาต้องขอให้นักท่องเที่ยงชาวเกาหลีที่เข้าใจช่วยสื่อสารให้แทน

แฟนๆสังเกตเห็นสาวจากค่าย SM ด้วยนะค่ะแต่เค้าบอกว่าทาง YG ก็ไม่ได้คุยอะไรกับฝ่ายนั้นมาก ก็ต่างคนต่างทำธุระของตัวเอง

สุดท้ายแล้วแฟนเพลงคนนี้เล่ามาว่า ทาบิผอมมาก มากเกินไป หน้าตาดูซีดๆด้วยเดาว่าน่าจะเป็นเพราะไม่ชินกับโซนเวลาที่ต่างกันกับทางเกาหลี นอกจากนี้ยังบอกว่า ทาบิหล่อมากๆๆ และใจดีมากๆ พี่แบงแองก็ใจดีถึงแม้ว่าพี่แบงแองจะขอให้เค้าลบภาพที่เค้าถ่ายไปทิ้งให้หมดก็ตามแต่ก็ไม่ได้ตัดสินหรือดูถูกใดๆ เป็นการทำตามหน้าที่เท่านั้นและยังยิ้มให้แฟนๆด้วยค่ะ


==============

Source: EmS 翔翔~@weibo // kspringa @ tumblr
Eng Translation: jwalkervip.tumblr.com
Thai Translation by mew

===============