วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2560

สัมภาษณ์ กงยู จากนิตยสาร Star 1 ฉบับ กรกฏาคม 2016


คงเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานซ์ไม่ได้นะคะ คุณได้พักบ้างรึเปล่าคะ?
ระยะเวลางานสั้นมากครับและตารางงานก็ค่อนข้างยุ่งเลยทีเดียว แต่ผมก็รู้สึกมีความสุขจริงๆครับ ตอนนี้ผมกลับมาอยู่ที่เกาหลีแล้วผมคิดว่าผมอยากจะกลับไปนะครับ มันให้ความรู้สึกเหมือนผมได้อยู่ในความฝันอันสวยงามในช่วงเวลาสั้นๆครับ (หัวเราะ)

คุณไม่ได้ตั้งใจจะไปเพื่อพิชิตชัยชนะใดๆแต่รอยยิ้มกว้างที่จริงใจของคุณกลับเป็นสิ่งที่ดึงความสนใจมากนะคะ
(หัวเราะ) คุณจะหมายความว่ารอยยิ้มของผมก่อนหน้านี้ดูหลอกๆเหรอครับ? (หัวเราะ) พูดตรงๆนะครับ  “Train To Busan” ไม่ได้มีเพื่อไปแข่งขันครับ ครั้งแรกที่ผมได้ยินว่าเราจะไปเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานซ์กัน ปฏิกริยาแรกของผมคือ " เค้าว่าเราได้ไปคานซ์เหรอ จริงเหรอเนี่ย??" ดังนั้นผมเลยตั้งใจเอาไว้ว่าจะแค่ไปเพื่อสนุกกับการเที่ยวงานเทศกาลก็แล้วกัน แต่พอไปถึงมันกลับตรงกันข้ามกับที่ผมคิดเอาไว้ครับ สื่อต่างประเทศที่นั่นต่างก็ต้อนรับเราอย่างดีและเราก็ต้องเดินทางไปในสถานที่ที่มีคนเยอะมากซึ่งทำเอาจู่ๆผมก็เกิดเครียดขึ้นมา แน่นอนว่ามันเป็นงานอย่างเป็นทางการครับดังนั้นผมก็ทำในสิ่งที่ผมถูกบอกกล่าวมาให้ทำแต่ความจริงที่ว่าผมยิ้มเยอะมากๆเป็นเพราะผมรู้สึกมีความสุขมากๆครับ เป็นครั้งแรกของผมที่ได้มาประสบกับเหตุการณ์อะไรแบบนี้ตั้งแต่ผมเดบิวต์มาครับ 

พิจารณาจากตอนที่คุณไปอยู่ที่ต่างประเทศ คุณรู้สึกว่าบรรยากาศแตกต่างไปจากตอนที่คุณอยู่ในประเทศเกาหลีบ้างไม๊คะ ?
คุณพูดถูกครับ ผมไม่ใช่นักแสดงที่เดินพรมแดงมาแล้วมากมายขนาดที่เกาหลีก็ไม่ค่อยได้ไปเดินครับ ส่วนตัวแล้วงานประกาศรางวัลทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจครับและถึงกับทำให้ผมรู้สึกคลื่นไส้เลยทีเดียว เมื่อเวลาผ่านไปสถานที่ที่ว่านี้ก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกอึดอัดมากขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ยังไงก็ตามผมรู้สึกว่าครั้งนี้ทำให้ผมรู้สึกต่างไปครับ

คุณ Jeon Do Yeon ที่ถูกเรียกว่าเป็น" ราชินีแห่งเมืองคานซ์" เป็นนักแสดงที่อยู่เอเจนซี่เดียวกับคุณ เธอให้คำแนะนำอะไรบ้างไม๊คะ?
ตอนนี้เธอกำลังยุ่งกับการถ่ายทำละครครับดังนั้นเธอจึงยุ่งมากๆและเราไม่สามารถติดต่อกันได้มากเท่าในตอนที่เราถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “A Man and a Woman” ด้วยกัน ดังนั้นนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าเธอไม่ได้บอกอะไรเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานซ์กับผมเลยละครับ เมื่อไม่นานมานี้จู่ๆผมก็ส่งข้อความไปหาเธอแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยว่า " ตอนนี้คุณคงลำบากสินะครับเพราะจำเป็นต้องถ่ายทำในอากาศที่ร้อนระอุแบบนี้" ซึ่งข้อความนี้เป็นข้อความเดียวที่เราติดต่อหากันในช่วงนี้ครับ


คำชื่นชมที่ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมเท่าที่เคยมีมา ถูกกระจายออกมาอย่างรวดเร็วทันทีที่การฉายภาพยนตร์นี้รอบเที่ยงคืนจบลงซึ่งตอนนั้นเป็นเวลาเกือบตีสองแล้ว ซึ่งคำชื่นชมเหล่านั้นก็ถูกส่งมาถึงที่เกาหลีในช่วงเวลานั้นทันทีเลยด้วย
ทีมงานคงกลัวว่าพวกเราจะรู้สึกผิดหวัง ขนาดว่าภาพยนตร์ยังไม่ได้เริ่มฉาย พวกเค้าก็เอาแต่บอกกับพวกเราว่า " มีนักข่าวที่เข้ามาชมภาพยนตร์ที่ฉายรอบเที่ยงคืนไม่มากหรอกและปฏิกริยาของพวกเค้าก็อาจจะไม่ต้อนรับขับสู้เท่าไหร่นักหรอก"  ดังนั้นผมจึงรู้สึกสงบและบอกกับตัวเองว่า "ไม่ได้จะมาชิงรางวัลอะไรซักหน่อยนี่นา" ซึ่งตอนนั้นเป็นครั้งแรกของผมด้วยที่จะได้ดูภาพยนตร์ในแบบตัดต่อเสร็จเรียบร้อยเป็นผลงานที่สมบูรณ์ ดังนั้นผมจึงรู้สึกอยากรู้ว่าผลงานชิ้นนี้จะออกมาเป็นยังไง

มันเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ที่เราได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นถึงขนาดนี้ซึ่งผมไม่เคยจินตนาการเอาไว้มาก่อนครับ และกับความจริงที่ว่ามีคนบอกว่า"นี่เป็นภาพยนตร์ที่ได้รับปฏิกริยาตอบรับที่ยอดเยี่ยมที่สุด"อีกผมคิดว่าที่พวกเค้าบอกเราแบบนั้นก็เพื่อจะแสดงไมตรีจิตที่ดีเท่านั้นแต่เป็นเพราะผู้คนที่มาชมและผู้สื่อข่าวมากมายต่างก็พูดแบบนี้ซ้ำๆ ผมเลยสรุปเอาเองว่าพวกเค้าหมายความแบบนั้นจริงๆว่าพวกเค้าชอบมันจริงๆ ครับ

แล้วตัวคุณละคะคิดยังไงกับภาพยนตร์เรื่องนี้ที่กำลังจะเข้าฉายในช่วงฤดูร้อนนี้แล้ว ช่วยกล่าวอ้างสรรพคุณซักหน่อยสิคะ
คอมพิวเตอร์กราฟฟิกเป็นสิ่งที่ผมกังวลมากที่สุดเลยครับ ตั้งแต่ที่ได้รับบทมาจนไปถึงท่ามกลางเวลาที่จะต้องถ่ายทำ CG จะเป็นส่วนที่คุณไม่สามารถที่จะมองเห็นได้ก่อน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ว่าผมกลัวมากๆว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นนะถ้า CG เกิดทำออกมาได้ไม่ดีและผู้คนก็เสียสมาธิกับภาพยนตร์ไปเพราะมัน แม้ว่าเวอร์ชั่นที่เราเอาไปฉายที่เมืองคานซ์จะยังไม่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่ผมก็คิดกับตัวเองว่า "ขอบคุณพระเจ้า มันไม่ได้แย่เลย" ซึ่งความกังวลนี้ก็ได้รับการแก้ไขในเนื้อหาบางจุดไปแล้วครับ ในมุมมองของผู้คนมันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ผู้ชมทุกคนมองว่า " มันไม่เห็นมีอะไรที่ดูขาดๆเกินๆเลยนี่" แต่ว่าเรื่องเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ดูจะไม่ได้ส่งผลใหญ่โตใดๆหากผู้คนอินไปกับภาพยนตร์ หากตัวภาพยนตร์ดูไม่ดีจริงๆข้อบกพร่องทั้งหลังจะฟ้องเด่นออกมาก่อนเลยครับ ซึ่งในเรื่องนี้ผมต้องขอบคุณผู้กำกับครับที่สไตล์การกำกับของเค้าคือการปิดจุดบกพร่องเหล่านั้นให้ได้ครับ

ตั้งแต่ ภาพยนตร์เรื่อง “Train To Busan” ถูกเชิญให้เข้าฉายที่งานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานซ์ คุณก็กล่าวว่าคุณได้เห็นด้านใหม่ๆของผู้กำกับด้วย
สไตล์ของผู้กำกับ Yeon Sang Ho คือเค้ามักจะทำตัวพังๆให้คนอื่นหัวเราะครับ แม้แต่อยู่ต่อหน้านักแสดงก็ไม่เว้นครับ เค้าจะเล่นตลกไปทั่วและเป็นเหมือนคนสร้างบรรยากาศดีๆในกองครับ เค้าเป็นผู้กำกับก็จริงแต่เค้าให้ความรู้สึกเหมือนเพื่อนซะมากกว่าซึ่งบางครั้งผมก็เผลอพูดแบบไม่เป็นทางการไปครับ
แล้วก็คุณ Ma dong seok ที่ไม่สามารถที่จะเดินทางไปที่คานซ์กับพวกเราได้ เค้าเป็นคนที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรขึ้นเวลาอยู่ในกองถ่าย พวกเราต่างก็เสียใจเพราะบทของเค้าก็ได้รับปฏิกริยาตอบรับอย่างดีเยี่ยมที่คานซ์ด้วยครับ จนถึงวินาทีที่เราจะต้องออกจากเกาหลีไปผมเอาแต่ส่งข้อความหาเค้า " ฮยองครับ มาไม่ได้เหรอครับ?? ละครไม่สำคัญเท่าไหร่หรอกนะครับ นี่มันเป็นโอกาสครั้งนึงในชีวิตนะครับ" แต่สุดท้ายเค้าก็ไม่สามารถที่จะมาได้ ดังนั้นผมกับคุณ Yumi เลยรับหน้าที่ที่จะสร้างบรรยากาศดีๆแทน ดังนั้นผมจึงรู้สึกมีความสุขมากครับ จริงๆเค้าเป็นตัวนำโชคจริงๆของ “Train To Busan” ก็ว่าได้


เราเห็นคุณเดินเล่นอย่างสบายใจที่ชายหาด ณ เมืองคานซ์กับทีมของภาพยนตร์   “Train To Busan” และทีมงานจากเอเจนซี่ของคุณ ดูคุณสบายใจไร้กังวลและดูกระตือรือร้นมาก
ทันทีที่งานอีเว้นซ์ที่จัดขึ้นอย่างเป็นทางการสิ้นสุด ความเครียดต่างๆก็สลายไปทันทีครับ เรารู้สึกเศร้าที่จะต้องเดินทางกลับเกาหลี ดังนั้นทีมงานทั้งหมดจึงร่วมรับประทานอาหารเย็นด้วยกันและออกไปเดินเล่นตรงทางเดินเลียบชายฝั่ง ผมคิดว่าเราเดินไปจนถึงสถานที่จัดงาน “Korean movie night” จริงๆผมกับคุณ Yumi ไม่ควรจะต้องไปงานนั้นครับแต่หลังจากที่เราทานอาหารค่ำกับผู้กำกับ Yeon Sang Ho เค้าเล่าว่านักแสดงทั้งหมดจากเรื่อง “The Handmaidden” จะมาที่งาน และมันคงจะเหงามากแน่ถ้าเค้าจะไปร่วมงานคนเดียว ดังนั้นผมจึงได้คุยเรื่องนี้กับคุณ yumi และตัดสินใจว่าจะไปที่งานเพื่อเติมพลังให้กับผู้กำกับซักหน่อย ผมคิดว่าสิ่งที่ผมกังวลในตอนนั้นคือผมสงสัยว่างานจัดในแบบเป็นทางการรึเปล่า ผมจะต้องสวมสูทรึเปล่า แต่พวกเค้าบอกว่างานจัดแบบสบายๆเป็นกันเอง ที่แย่ไปกว่านั้นคุณ Yumi ออกมาทั้งๆที่สวมรองเท้าแตะด้วยครับดังนั้นเลยต้องไปเปลี่ยนรองเท้าเพื่อจะไปร่วมงาน ผู้กำกับดีใจมากๆเลย พวกเราเลยคิดว่าเราทำถูกต้องแล้วละครับ

รูปที่คุณถ่ายกับทีมภาพยนตร์  “Handmaidden” ที่งานนี้กลายเป็นประเด็นร้อนเลยนะคะ
ผมไม่คิดว่ารูปนั้นจะโดนอัพโหลดออนไลน์ครับ ผมดื่มไปแก้วนึง และอารมณ์ดี จากนั้นผมก็ถ่ายรูปไปโดยที่ไม่ได้หวนคิดอีกรอบนึง มารู้อีกทีก็ตอนที่โดนอัพโหลดไปแล้วละครับ รูปนี้คุณ Kim Tae ri เป็นคนถ่ายระหว่างที่เราอยู่ในงาน  “Korean movie night” ส่วนอีกรูปนึงคือถ่ายตอนที่เราออกไปต่ออีกที่นึงแล้ว เราได้ทักทายกันเล็กน้อยในงาน  “Korean movie night” ได้พูดคุยกันนิดหน่อยและจากนั้นผมเป็นคนเสนอเองแหละครับให้ไปดื่มต่อที่อื่นดีกว่า เป็นครั้งแรกที่ผมได้พูดคุยเป็นการส่วนตัวกับรุ่นพี่ Jo Jin Woong ซึ่งเค้าเป็นนักแสดงที่ผมชื่นชอบมาโดยตลอด ดังนั้นถ้าไม่ใช่โอกาสครั้งนี้แล้ว มันคงเป็นการยากมากๆที่ผมจะชวนเค้าไปดื่มต่อที่อื่นถ้าบังเอิญไปเจอกันในบาร์ที่เกาหลีจริงไม๊ครับ? และเป็นเวลานานมากแล้วที่ผมไม่ได้เจอ Jung Woo ฮยองเลย (Ha Jung Woo) ดังนั้นผมจึงรู้สึกเศร้าครับที่ต้องบอกลาเค้าเร็วเกินไป เพราะคืนนั้นเป็นคืนสุดท้ายที่ผมจะอยู่ที่เมืองคานซ์แล้ว เมื่อมาคิดตอนนี้ ผมสงสัยว่าพวกเค้าอาจจะเหนื่อยมากๆในคืนนั้นแต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธที่จะไปดื่มต่อเพราะผมเป็นคนชวนรึเปล่าน้า? แต่ก็ไม่เป็นไรครับ เพราะผมรู้สึกมีความสุขมากๆ 


“Train To Busan” เป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ประจำฤดูร้อนนี้ที่ได้กำหนดวันฉายไปเรียบร้อยแล้ว ฉันคิดว่าคุณน่าจะอยากรู้ว่าผู้ชมชาวเกาหลีจะมีปฏิกริยาอย่างไรและระดับการทำเงินจะไปได้สวยแค่ไหนไม๊คะ?
ความจริงที่ว่าภาพยนตร์ออกฉายในช่วงฤดูร้อนไม่ได้ทำให้ผมกังวลมากครับเพราะผมรู้ตั้งแต่ทีแรกแล้วว่ามันจะต้องออกฉายในช่วงฤดูร้อนซึ่งเนื้อเรื่องก็เข้ากันได้เป็นอย่างดีกับบรรยากาศของฤดูร้อน แต่ เราก็ยังลุ้นกันอยู่นะครับว่าเราต้องแข่งกับหนังภาคต่ออย่าง Bourne ได้ไม๊? ไปออกฉายถัดไปอีกอาทิตย์นึงจะดีกว่ารึเปล่า? Matt Damon จะมาโปรโมทหนังที่เกาหลีไม๊?? ผมสงสัยว่าผมควรจะไปต่างประเทศแล้วเจาะจงกลับมาประเทศเกาหลีในขณะที่ Matt Damon มาพอดีและเดินรั้งท้ายอยู่ด้านหลังเค้าผมจะได้โดนถ่ายรูปไปด้วยจะดีไม๊น้า?? (หัวเราะ) อ่าาา ผมล้อเล่นครับ คือผมรู้สึกกังวลและกดดันมากกว่าจะกระตือรือร้นอยากรู้อะไรเหล่านั้นนะครับ

กังวลและกดดันเรื่องอะไรคะ?
คือ รอบฉายปฐมทัศน์ของเราจัดขึ้นที่คานซ์ ซึ่งนี่ทำให้ภาพยนตร์ “Train To Busan” เป็นที่รู้จักและช่วยในด้านการตลาดอย่างมาก แต่การฉายรอบแรกอย่างเป็นทางการให้กับผู้ชมนั้นกว่าจะเกิดขึ้นก็ห่างจากช่วงนั้นไปพักใหญ่แล้วซึ่งดูเหมือนว่าพอถึงตอนที่จะต้องฉายแล้ว ความจริงที่ว่าเราไปเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานซ์มาก็ถูกลืมไปจนหมดสิ้นครับ ทุกวันนี้ ผลจากการทำการตลาดนั้นหายไปอย่างรวดเร็วดังนั้นผมเลยกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ
และผมไม่คิดว่าปฏิกริยาในประเทศเกาหลีจะเป็นไปในแนวทางที่ดีเพียงเพราะว่าภาพยนตร์ของเราได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นที่คานซ์ ในทางตรงกันข้าม ผมสงสัยว่าความคาดหวังรอคอยในตอนนี้คงจะมีไม่มากเท่าไหร่แล้วรึเปล่า? ผมเห็นมานักต่อนักแล้วละครับ ความกระตือรือร้นที่โหมขึ้นมาในโปรเจคแบบนี้มันกลายเป็นสิ่งที่ส่งผลเสียไป ดังนั้นเมื่อมีคำกล่าวต่อท้ายมาว่า "โปรเจคทุ่มทุน10ล้าน" คำกล่าวอะไรแบบนี้ออกมาทีไรผมจะกลัวทุกที เพราะหากมีความคาดหวังสูง ความผิดหวังก็สูงมากมาตามกัน มันเหมือนกับว่าคุณจะต้องลองไปเปิดกล่องดูเอาเองว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น

งั้นฉันอาจจะเพิ่มความกดดันให้คุณอีกนะคะ เพราะที่ฉันจะพูดถึงไม่ใช่แค่ภาพยนตร์เรื่อง “Train To Busan” แต่ยังจะมีภาพยนตร์เรื่อง  “The Age of Shadows” ที่คุณได้ร่วมงานกับผู้กำกับ Kim Ji Woon และคุณ Song Kang Ho ไหนจะละครเรื่อง “Goblin” ซึ่งเป็นผลงานเขียนของคุณ  Kim Eun Sook ซึ่งมีการคาดการณ์เอาไว้ว่าปีนี้จะเป็นปีของคุณเลยทีเดียว
เป็นความกดดันมหาศาลครับด้วยความสัตย์จริง เวลาผู้คนพูดแบบนี้ออกมาแล้วผลที่ออกมามันไม่ใช่ในแบบที่พวกเค้าคาดหวังเอาไว้ ในฐานะที่ผมเป็นนักแสดงผมไม่มีอะไรจะพูดครับแต่มันทำให้ผมรู้สึกละอายใจ นอกจากนี้ตัวผมไม่เคยที่จะคิดถึงสถานการณ์เอาไว้ล่วงหน้าว่ามันจะเป็นไปแบบนั้นเลยเพราะผลสุดท้ายที่ออกมาไม่มีใครสามารถที่จะมองเห็นได้ก่อน ดังนั้นผมจึงพยายามที่จะมองเป็นกลางไว้ก่อนเสมอ ผมเลือกทำงานในโปรเจคนั้นๆเพราะผมชอบมัน แต่บางครั้งก็มีเหมือนกันที่ผมต้องเจ็บปวดเพราะผลลัพท์ที่ออกมามันไม่ได้เป็นไปแบบที่ผมตั้งใจวางแผนเอาไว้ และแน่นอนว่ายังมีบางครั้งที่ในภาพรวมแล้วมันมีส่วนบกพร่องซึ่งตัวผมก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในโปรเจคนั้น

ดังนั้นสำหรับ "Train To Busan” แล้วผมพอใจในสิ่งที่ผมได้จินตนาการเอาไว้และฝันเอาไว้ดังนั้นผมคิดว่ามันจะกลายมาเป็นโปรเจคที่ผมพอใจกับมันนะครับโดยที่ไม่ต้องไปคำนึงถึงเรื่องการทำรายได้ยอดผู้เข้าชมแต่อย่างใด


พูดตามตรงนะคะ ฉันรู้สึกอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง  “The Age of Shadows”มากกว่า “Train To Busan” อีกค่ะ
ผมรู้สึกตกตะลึงมากครับเมื่อบทภาพยนตร์มาถึง คือ จู่ๆก็โผล่มาครับ ยังไงก็ตามตัวผมเองไม่เคยแสดงในภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาตร์และผมก็มีความเพ้อฝันของผมเกี่ยวกับภาพยนตร์ในยุคนี้มากกว่าภาพยนตร์โบราณที่ย้อนยุคไปเลย เครื่องแต่งกายก็มีระดับและคลาสลิก ดังนั้นผมรู้สึกกระตือรือร้นมากที่จะได้เห็นว่ามันจะออกมาเป็นยังไงกับภาพลักษณ์ทั้งหมดนี้ แน่นอนว่าบทภาพยนตร์ก็ยอดเยี่ยมครับ ส่วนที่สำคัญก็คือความจริงที่ว่าผมได้เผชิญหน้ากับรุ่นพี่ Song Kang Ho

อย่างที่ผมได้กล่าวไปในการให้สัมภาษณ์2-3ครั้งในอดีตว่า รุ่นพี่  Song Kang Ho เป็นรุ่นพี่ที่ผมจะต้องร่วมงานให้ได้แน่นอนเมื่อโอกาสมาถึง ผมเคยตั้งความคาดหวังเอาไว้ว่าอยากจะมีโอกาสร่วมงานกับ รุ่นพี่  Jeon Do Yeon และเราก็ได้ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง“A Man and a Woman” ร่วมกัน ผมสงสัยว่าจะเป็นยังไงถ้าได้ร่วมงานกับรุ่นพี่ Song Kang Ho นะ?

ความจริงที่ว่าผมสามารถมีโอกาสได้ร่วมงานกับนักแสดงชั้นยอดซึ่งผมชื่นชอบมากๆทั้งสองคนและความจริงที่ว่าสามารถทำได้ในระยะเวลาอันสั้นก็ยิ่งทำให้ผมคิดว่าปีนี้ผมค่อนข้างโชคดีจริงๆครับ

ฉันคิดว่ากระบวนการในการทำงานกับผู้กำกับที่แสนมหัศจรรย์และนักแสดงที่มหัศจรรย์ จะต้องพิเศษมากแน่ๆ เว้นแต่ว่ามันจะเกิดขึ้นในช่วงที่คุณยังเป็นนักแสดงหน้าใหม่อยู่ คุณมองหาโปรเจคต่างๆในการทำงานโดยมุ่งไปว่าจะต้องเป็นนักแสดงนำที่สมบูรณ์แบบซักวันนึงในอนาคตไม๊คะ?
ในส่วนของผู้กำกับ นักแสดง หรือบรรยากาศในกอง มันไม่มีอะไรแตกต่างนะครับ ถ้าเทียบกับภาพยนตร์เรื่อง  “Train To Busan” มันจริงครับที่ว่ามีความกดดันมากกว่าในกองถ่ายของภาพยนตร์เรื่อง “The Age of Shadows” ผมต้องร่วมแบ่งปันแกนหลักของเนื้อเรื่องร่วมกับผู้คนที่ยอดเยี่ยมและผมไม่อยากจะทำให้โปรเจคนี้ต้องเสี่ยงว่าจะเกิดสิ่งที่ไม่ดีขึ้นเพราะผม ผมไม่อยากจะให้ผู้กำกับจะต้องรู้สึกเสียใจที่คัดเลือกผมมา สิ่งนี้มันใกล้เคียงกับความเครียดทางด้านอารมณ์มากครับ 

ในช่วงแรกของการถ่ายทำ ผมเหมือนกับเด็กๆที่ต้องการจะแสดงออกให้รุ่นพี่  Song Kang Ho และผู้กำกับเห็นว่าผมเก่งนะ ผมอยากให้พวกเค้ารับรู้ว่ามีผมอยู่ ผมอยากให้พวกเค้าสนใจผม ผมอยากให้พวกเค้ารักผม ความรู้สึกแบบนี้มันกดดันมากๆจนเหมือนกับผมเหนื่อยจนแทบจะหมดแรงเพราะพวกเค้า แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมรู้สึกเหมือนตัวเองพบกับความมั่นคงทีละเล็กทีละน้อยและผู้กำกับก็ฝึกฝนผมผ่านกระบวนการเหล่านี้ เวลาที่ผมอยู่ในกอง ทุกอย่างดูจะโกลาหลมากเกินกว่าที่ผมจะคิดอะไรออก ดังนั้นผมเดาว่าที่ผมสามารถจะแสดงความรู้สึกและความคิดออกมาได้เป็นเพราะทุกๆอย่างถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบเอาไว้ในใจของผมแล้วครับ


คุณได้ผ่านช่วงที่ยากและลำบากมาจริงๆนะคะ แต่ฉันกลับคิดว่า กระบวนการแบบนั้นมันเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคุณไม๊นะที่จะต้องผ่านมันให้ได้ก่อนที่จะสายเกินไป
ผมรู้สึกเหมือนว่าตัวเองได้รับการฝึกฝนในแบบชั้นสูงและยอดเยี่ยมมานะครับ สิ่งเดียวที่อยู่ในใจของผมตอนนั้นคือ "ถ้าไม่สามารถทำออกมาให้สำเร็จได้ ก็จะไม่มีทางรอดไปได้เลยนะ" ผมสู้จนสุดใจในทุกๆช่วงเวลาในการทำงานที่ผมได้รับมอบหมายมาและใช้ชีวิตมาในทุกๆวันแบบนี้ ผู้กำกับเป็นคนคนนึงที่จะสร้างความรู้สึกให้กับภาพแคบๆในใจเกี่ยวกับอะไรบางอย่างที่ผมไม่สามารถจะรู้สึกได้เองขึ้นมาให้ สิ่งที่ผมเคยมีมุมมองลบกับมันก็เริ่มจะกลับมาเป็นบวก ผมต้องขอบคุณเค้ามากๆด้วยใจทั้งหมดของผมครับ

คุณได้พูดคุยเกี่ยวกับความกังวลนี้ของคุณให้คุณ Song Kang Hoฟังบ้างไม๊คะ? เค้าเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงที่เป็นคนสนุกสนานมากเวลาไปดื่มในผับใช่ไม๊คะ? 
พูดตามตรงนะครับ ผมไม่ได้ออกไปข้างนอกมากนักระหว่างที่มีการถ่ายทำครับ ผู้กำกับ Kim Ji Woon จะใช้เทคนิคเกี่ยวกับแสงและการจัดไฟเพื่อภาพที่สวยงามครับ ดังนั้นจะมีมุมเฉพาะบนใบหน้าและเส้นโค้งเว้าต่างๆที่เค้าอยากจะเห็น ดังนั้นผมต้องรักษามุมมองและเส้นโค้งเว้าเหล่านั้นเอาไว้และผมไม่ควรที่จะมีน้ำหนักเพิ่มแม้แต่นิดเดียวครับ ดังนั้นผมจึงขอความกรุณาจากรุ่นพี่เอาไว้ ครับ 

ในตอนที่เราถ่ายทำกันที่ประเทศจีน เค้ารู้ว่าผมต้องขี่จักรยานทุกวันและผมต้องลำบากอย่างมากที่จะทำให้หุ่นคงที่ ดังนั้นในทางตรงกันข้าม เค้าไม่เคยที่จะชวนผมออกไปข้างนอกหรือไปดื่มเลยแม้แต่ครั้งเดียว จริงๆแล้วเค้ากล่าวชมผมด้วยว่า" นายเจ๋งมากๆเลย ฉันชื่นชมนายจริงๆนะ" เวลาที่คุณถ่ายทำภาพยนตร์ การที่ออกไปดื่มมันสามารถเป็นการสร้างกำลังใจและสร้างผลกระทบที่ดีให้กับการทำงานเป็นทีมได้  แต่ยังไงก็ดีผมไม่อาจจะมีส่วนร่วมในการทำแบบนั้นได้ ในตอนที่เรามีการถ่ายภาพเพื่อโปสเตอร์หนังเมื่อเร็วๆนี้ ผมได้กล่าวขอบคุณเค้าอีกครั้งนึง เค้าคอยปลอบผมและพูดย้ำว่ามันไม่มีอะไรเลย ซึ่งผมรู้สึกขอบคุณมากๆที่เค้ารับรู้ถึงการมีอยู่ของตัวผมด้วยครับ

แม้แต่ในช่วงเตรียมงาน ภาพยนตร์เรื่อง “The Age of Shadows” ก็เป็นที่โจษจันกันทั้งวงการภาพยนตร์ว่าเป็น "โปรเจค10ล้านวอน" นะคะ 
มันน่ากลัวที่ได้ยินแบบนั้นนะครับ มันน่ากลัวและทำให้ผมกลัวครับ ผมเดาว่าเป็นเพราะผมเป็นเพียงมนุษย์คนนึงซึ่งคงจะเป็นการโกหกที่จะกล่าวว่าไม่มีความคาดหวังใดๆเลย แต่ไม่ใช่การโกหกแน่ๆที่จะพูดว่าเป้าหมายของผมคือจะต้องไปให้ถึงจุดเสมอตัวให้ได้เสมอ ผมไม่ได้มีความฝันยิ่งใหญ่อะไร บางคนอาจจะพูดว่าผมกำลังแสร้งทำเป็นว่าไม่มีความทะเยอทะยานใดๆ แต่คุณพ่อคุณแม่ของผมมักจะกล่าวเอาไว้เสมอตั้งแต่ผมยังเด็กๆว่า "ลูกต้องเป็นคนที่มีความคิดที่ยิ่งใหญ่และมีแรงบันดาลใจที่ดี ดังนั้นจงสร้างฝันแต่พอเพียง " ผมรู้สึกได้ถึงความรับผิดชอบในฐานะนักแสดงนำในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์นะครับ แต่ความรู้สึกรับผิดชอบที่ผมเป็นนักแสดงโดยอาชีพนั้นยิ่งใหญ่กว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผมคือการพยายามที่จะโฟกัสไปที่การถ่ายทำให้มากที่สุดและลดทอนความสนใจในแง่มุมต่างๆให้น้อยลงมากที่สุด ผมพยายามที่จะไม่โดนภาพในขั้นตอนสุดท้ายครอบงำ มีภาพยนตร์มากมายที่ต้องตะเกียดตะกายที่จะขายตั๋วให้ได้มากกว่า 1 ล้านใบ ดังนั้นภาพยนตร์ที่เป็นโปรเจค 10 ล้านวอนจึงมีมากขึ้นมากมายกว่าในอดีตมาก ดังนั้นผมคิดว่าคำกล่าวอ้างที่ว่า เป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์10ล้านวอน มันเป็นคำที่เอามาพูดแบบอิสระจนมากเกินไป 

เมื่อเวลาผ่านไปภาพยนตร์ฟอร์มเล็กๆก็จะถูกผลักให้ตกขอบและหายไปและมันทำให้ผมเศร้าเพราะรู้สึกว่าความหลากหลายในวงการก็จะหายไปด้วย เวลาที่ผมวางแผนจะไปดูภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ซักเรื่อง มันมีช่วงเวลาที่ผมรู้สึกว่าสถานการณ์นี้มันร้ายแรงนะผมสงสัยว่าผมจะต้องไปดูภาพยนตร์ที่คนส่วนใหญ่ไม่สนใจจะไปดูได้ที่ไหนกัน? ผลสุดท้าย ผมไม่มีเวลามากพอที่จะไปโรงภาพยนตร์นั้นๆ ดังนั้นเลยจบลงที่ผมดูภาพยนตร์เหล่านั้นผ่าน IPTV แทน (ระบบส่งสัญญาณโทรทัศน์ผ่านทางอินเตอร์เนต)


เริ่มจากกิจกรรมในการโปรโมทภาพยนตร์เรื่อง “Train To Busan” มาคุณคงทำงานอย่างต่อเนื่องโดยที่ไม่ได้พักเลยตลอดช่วงครึ่งปีให้หลังมานี้ คุณได้ตระเตรียมอะไรเป็นพิเศษเพื่อการนี้ไม๊คะ?
ผมเป็นคนขี้แงเลยละครับแล้วจะเอาแต่บ่นว่า " ผมจะทำยังไงดี ผมจะทำยังไงดี?" ก่อนที่จะลงมือทำจริงๆ ซึ่งผมมารู้ได้ทีหลังว่าจริงๆแล้วผมสามารถที่จะทำได้ทุกอย่างที่กล่าวมาเมื่อผมหุบปากแล้วทำครับ(หัวเราะ) สิ่งที่ผมกังวลมากที่สุดคือเวลาที่จะต้องถ่ายทำจะไปซ้อนทับกับเวลาที่จะต้องโปรโมท ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่ต้องการเจอมากที่สุด ซึ่งมันเคยเกิดขึ้นครั้งนึงครับ และมันเหน็ดเหนื่อยสาหัสมาก ผมหวังว่าผมจะสามารถทำงานได้และผลที่ออกมาดีนั้นจะทำให้ผมสามารถเพิกเฉยกับเรื่องที่ทำให้เหนื่อยจนหมดแรงไปได้

การรับแสดงละคร น่าจะเป็น1ในเหตุผลหลายๆข้อที่ทำให้คุณไม่สามารถพักได้นะคะ ซึ่งเป็นการกลับคืนสู่วงการละครครั้งยิ่งใหญ่หลังจากที่หายไปกว่า 4 ปีเลย ซึ่งมันคงเป็นละคร โรแมนติกเลิฟคอมเมดี้ที่แฟนๆของคุณตั้งความหวังรอเลยนะคะ
ผมค่อนข้างระมัดระวังมากๆกับโปรเจคนี้นะครับ นอกจากความจริงที่ว่าผมตอบรับผมตกลงจะแสดงครับ นอกนั้นก็ยังไม่มีอะไรถูกทำออกมาเลยแม้แต่อย่างเดียว ซึ่งการตัดสินใจรับแสดงผมพึ่งจะตอบรับไปเมื่อเร็วๆนี้ ดังนั้นสิ่งที่เหลือที่จะต้องจัดการก็คือกระบวนการทั้งหมด ผมสงสัยว่าเราควรจะคุยกันในเรื่องเล็กๆน้อยๆเพื่อที่จะทำให้กระบวนการสร้างมันคืบหน้าไม๊? มันมีความคาดหวังแล้วความกระตือรืนรันอย่างมากในละครเรื่องนี้ ดังนั้นมันก็เป็นสิ่งที่น่ากังวลในฐานะนักแสดงนะครับ

ผมได้พบนักเขียน คุณ  Kim Eun Sook มาแล้วสองสามครั้งครับและผมก็สงสัยว่าทั้งผู้เขียนและPD น่าจะเป็นคนที่ต้องรับความกดดันมากกว่าผมไปอีกทั้งเรื่องของผลตอบรับที่จะออกมาและในเรื่องของเรตติ้ง เพราะผลงานเรื่องก่อนหน้านี้ประสบความสำเร็จอย่างมากและเรื่องนี้เป็นโปรเจคล่าสุดของพวกเค้า ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมพูดกับผู้เขียนว่า " ไม่ต้องกังวลกับเรื่องพวกนั้นหรอกครับ มาทำงานร่วมกันให้สนุกสนานดีกว่าและร่วมสร้างความทรงจำดีๆร่วมกัน" ซึ่งผู้เขียนก็ได้ตอบกลับมาว่า " ขอบคุณที่พูดแบบนั้นออกมานะค่ะ"

ในช่วง 3-4 ปีนี้ คุณได้แสดงภาพยนตร์เรื่องชนเรื่อง มาโดยตลอด ดังนั้นการที่คุณรับแสดงละครจึงเป็นเรื่องที่ไม่คาดฝันเลยนะคะ
ในตอนที่ผมถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “A Man and A Woman”, “Train To Busan”, “The Age of Shadows” ผมมีความสุขนะครับแต่ผมตระหนักได้ว่าผมสูญเสียความแข็งแกร่งและพลังงานไปด้วยในขณะที่ลงมือทำ โดยเฉพาะในตอนที่ผมถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “The Age of Shadows” มันจบลงที่ว่าผมมานั่งคิดอย่างจริงจังเลยเรื่องลิมิตของตัวเอง ผมรู้สึกได้ถึงความละอายใจ และการได้ทำงานร่วมกับนักแสดงที่ยอดเยี่ยมทำให้ผมรู้สึกว่าผมยังขาดอะไรไปมันทำให้ผมมีปมด้อยครับ ผมย้อนคิดทบทวนเรื่องของตัวเองเยอะมาก ซึ่งตั้งแต่เริ่มทำงานมานั่นเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกแบบนั้น และนั่นเป็นเหตุผลที่ผมจะต้องรีบูตตัวเองใหม่ครับซึ่งมันเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำและการรับแสดงละครก็จะทำให้ผมได้มีโอกาสรีบูทตัวเองขึ้นมาใหม่

ผมรู้สึกขอบคุณมากๆครับที่ได้รับอิทธิพลต่างๆมาจากนักเขียนและผู้กำกับซึ่งดีกับผมมากๆ และมันทำให้ผมมีความเชื่อว่า "ผมน่าจะฟื้นความมั่นใจในตัวเองที่ทำหายไปกลับมาได้อีกครั้งนะ? พวกเค้าจะสร้างสนามให้ผมได้เล่นสนุกใช่ไม๊น้า? " มันให้ความรู้สึกว่าพวกเค้ามอบความรู้สึกที่ผมจะได้เล่นสนุกมาให้ครับ "ถ้าผมตั้งใจทำงานอย่างหนักตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงตอนจบและผมรู้สึกสนุกไปกับมันผมน่าจะเติมเต็มสิ่งที่ผมทำมันหายไปได้ใช่ไม๊?? " นี่คือความคาดหวังของผมครับ


ทุกครั้งคุณจะกล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่าคุณอยากจะทำงานร่วมกับรุ่นพี่คนนั้นหรือไม่ก็นักแสดงคนนี้เฉพาะเจาะจงลงไป ซึ่งก็เป็นจริงขึ้นมาจริงๆ และนี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันจะถามในวันนี้นะคะว่าคุณมีนักแสดงที่อายุน้อยกว่าหมายตาเอาไว้บ้างรึเปล่า?
อืมมม .... 5555+ มันเป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่เหรอครับ เมื่อก่อนผมรู้สึกไม่เป็นไรนะครับที่จะดูตัวเองผ่านจอแต่พอถึงจุดจุดนึง ผมก็เหมือนจะรู้ตัวเองขึ้นมา ดังนั้นในตอนนี้ไม่อาจจะดูได้แล้วละครับ แม้แต่ในตอนที่ดูภาพยนตร์เรื่อง  “Train To Busan” ที่คานซ์ ผมรู้สึกอายมากจนพูดออกมาไม่ได้เลยบางครั้ง และระหว่างฉากบางฉากผมก็จะบอกกับตัวเองว่า "เราแม่งแสดงออกไปแบบนั้นเหรอเนี่ย" แม้ว่าคนอื่นจะมาพูดว่าไม่เป็นอย่างงั้นหรอก แต่นักแสดงจะรู้ตัวเองดีนะครับ และมันจะยิ่งเป็นแบบนี้มากขึ้นๆเมื่อเวลาผ่านไป  ผมคิดว่าเวลาที่จะต้องมีความรู้สึกแบบนี้มาถึงผมแล้วละครับ ในช่วงเวลาแบบนี้ บางครั้งผมก็จะรู้สึกเสียใจกับตัวเองในขณะที่นั่งดื่มคนเดียวที่บ้านและพยายามอย่างหนักที่จะระมัดระวังในทุกเรื่อง

ดังนั้นผมจึงระมัดระวังมากๆที่จะพูดถึงรุ่นน้องครับ ตัวผมเองก็ยังถือว่าเป็นรุ่นน้องเมื่อเทียบกับรุ่นพี่ในวงการ ผมได้ยินมาเยอะจากรุ่นพี่ว่าเมื่อเวลาผ่านไปมันจะยิ่งลำบากมากขึ้นอีก ซึ่งเรื่องแบบนี้ผมไม่เคยรู้เลยในตอนที่ยังเด็ก ผมสามารถที่จะพูดได้อย่างกล้าหาญเลยว่า สไตล์ของผมเป็นแบบนั้นแบบนี้ ซึ่งผมไม่สามารถพูดแบบนั้นได้อีกแล้วครับในตอนนี้ ผมกลัวเพราะผมตระหนักแล้วว่ายังมีเรื่องอีกมากมายนักต่อนัก ที่ผมยังไม่รู้ สิ่งที่มั่นใจได้ในช่วงระยะนี้คือผมคิดกับตัวเองว่า " นายจำเป็นต้องเป็นคนกล้าหาญมากกว่านี้อีกนิดนะ" ผมกลายเป็นคนที่ระมัดระวังมากเกินไปและความมั่นใจในตัวเองของผมก็กลายเป็นน้อยลงเรื่อยๆและลดลงไปมากเลยครับ 

ดังนั้นคือไม่มีนักแสดงที่อายุน้อยกว่าอยู่ในใจเลยเหรอคะ? 
อืมม พูดแบบนี้ดีกว่าครับเอาเป็นว่าผมสนใจในไอเดียที่มีบางโปรเจคได้นำเอานักแสดงที่อยู่ในกรอบเดียวกันซึ่งมีอายุใกล้เคียงกับผม อย่างคุณ Jung Woo Sung และ Lee Jung Jae มาแสดงร่วมกันอย่างในเรื่อง “City of the Rising Sun” มันมีนักแสดงที่ยากจะมาประชันกันในโปรเจคเดียวกันอยู่นะครับ สำหรับนักแสดงที่มีระดับเท่าเทียมกัน มันเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อนที่จะมาถ่ายทำภาพยนตร์ร่วมกันได้เพราะพวกเค้าจะถูกเปรียบเทียบเพื่อบทเดียวกันอยู่เป็นประจำ เมื่อคุณรู้แล้วว่านักแสดงมีความรู้สึกยังไง หากผู้คนจะสามารถจับทุกอย่างมาวางแผนทั้งหมดได้ ผมอยากรู้จริงๆว่าโปรเจคแบบนี้มันควรค่าที่จะลงมือทำจริงไม๊ครับ? 

คุณ Choi Dong Hoon สร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับการปล้นขึ้นมา แม้แต่ในภาพยนตร์ประเภทนี้ก็มีนักแสดงที่อยู่ในวัยเดียวกับผมแค่คนเดียว เอายกตัวอย่างง่ายๆ คุณจินตนาการได้ไม๊ครับว่ามันจะเป็นยังไงถ้ามีภาพยนตร์ที่มี คุณ Kang Dong Won, Jo In Sung และผมร่วมแสดง? ก่อนที่จะสายไปก่อนที่ผมจะอายุ เข้าสู่วัย 40 ผมคิดว่าการที่ยังคงสามารถพูดคุยถึงเรื่องเยาวชนในตอนนี้อาจจะทำให้รายชื่อผลงานภาพยนตร์ของผมเป็นที่น่าสนใจอยู่ และโปรดิวเซอร์และผู้กำกับก็ยังหาทางแก้สำหรับปัญหานี้และทำให้มันเกิดขึ้นยังไม่ได้ เพราะพวกเค้าจะบอกว่า " เป็นไม่ได้หรอก มันยากเกินไป" แต่ผมสงสัยจริงๆนะครับว่านักแสดงคนอื่นก็อาจจะรู้สึกแบบที่ผมรู้สึกอยู่ก็ได้

คุณมีชื่อเสียงมากๆในวงการโฆษณาว่าเป็นพระเจ้าแห่งการโฆษณา เวลาคุณรับเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับสินค้าใดๆคุณจะมีภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งมาก ซึ่งมันคงเป็นเรื่องน่าเศร้านะคะถ้าคุณจะทิ้งการโปรโมทแบบนี้ให้รุ่นน้องรับมือกันไป
ผมคิดว่ามันเกี่ยวข้องกับเส้นสายนะครับ การที่สามารถรักษาความสัมพันธ์ที่ดีในการทำงานกับบริษัทที่จะต้องจัดการในเรื่องของธุรกิจโดยตรงมันเป็นเหตุผลใหญ่ๆครับ และแน่นอนความจริงที่ว่าการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีเอาไว้ได้ก็จะทำให้ผู้สร้างโฆษณามองผมในฐานะที่จะสามารถเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้เค้าได้ในทางบวก ซึ่งผมรู้สึกขอบคุณมากๆเสมอมาครับ เหนือสิ่งอื่นใด ผมอยากจะขอบคุณตัวเองและอยากจะชมตัวเองครับที่มาถึงจุดนี้ได้โดยที่ไม่มีเรื่องข่าวอื้อฉาวอะไรเลย (หัวเราะ) 

สิ่งที่ผมคิดคือมันเป็นเพราะโชคชะตาอย่างเดียวรึเปล่าที่ทำให้ผมได้เป็นพรีเซ้นเตอร์ให้กับแบรนด์ใหม่ๆหรือสินค้าใหม่ๆในบางครั้ง ในฐานะนายแบบมันย่อมมีความพอใจเกิดขึ้นเมื่อสินค้าสามารถผ่านช่วงเวลาเอาตัวรอดของการเปิดตัวสินค้าหรือแบรนด์ใหม่ๆไปได้และเราสามารถมองมันไปสู่สถานะที่ไปได้แล้วระดับนึง ซึ่งภาพยนตร์หรือละคร ไม่เหมือนกับงานโฆษณาครับงานโฆษณาจะแตกต่างไป แต่หากคุณมองว่าโฆษณาสินค้าเป็นโปรเจคนึงเหมือนกับภาพยนตร์เรื่องนึง คุณก็จะจบลงที่รู้สึกรักและผูกพันเวลาที่คุณเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับสินค้านึงเป็นเวลายาวนาน คุณจะรู้สึกเหมือนกับว่ามันเป็นลูกของคุณ  
ซึ่งมันก็เป็นการดีนะครับที่จะมีนายแบบให้กับสินค้าแบรนด์นึงซักสองสามคน แต่ผมรู้แล้วว่ามันจะให้ความรู้สึกมีความสุขแบบไหนหากได้เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับแบรนด์ใดแบรนด์นึงยาวนานถึง 2-3 ปี 

และเป็นเพราะผมรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงในเรื่องชั่วอายุคนคนนึงนั้นมีการเปลื่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา ผมแค่อยากจะบอกลาในแบบที่สำนึกบุญคุณเสมอและจากไปในแบบที่สวยงาม เท่านั้นเองครับ

Source:https://thesunnytown.wordpress.com/
Thai Translation by miss mew


วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2560

บิกแบงกล่าวว่า "เราใช้ชีวิตเหมือนอยู่ในฝัน"


เหตุผลที่ว่าทำไมการที่บิกแบงครบรอบ10ปีถึงมีความหมายน่าจดจำมากๆเป็นเพราะ สมาชิกทั้ง 5 คนของวงอยู่ด้วยกันตลอดเวลาในการสร้างความสำเร็จที่น่าตื่นตะลึงแบบนี้ ในบรรดาวงบอยแบรนด์ยุคที่2 บิกแบงเป็นวงเดียวในบรรดาวงบอยแบรนด์ที่เดบิวต์ในช่วงเดียวกันที่ยังมีสมาชิกอยู่ครบเป็นสมาชิกเซตเดียวกับตอนเดบิวต์

เมื่อถามถึงความคิดของพวกเค้าว่าเคยคิดบ้างไม๊ว่าจะเกิดอะไรขึ้นใน 10 ปีข้างหน้าในตอนที่เดบิวต์ สมาชิกวงตอบว่า "มันเป็นอะไรที่เราไม่เคยคิดจินตนาการมาก่อนเลยละครับ" ในตอนนั้น ท็อปซึ่งเป็นสมาชิกที่มีอายุมากที่สุดในวง มีอายุเพียง 20 ปี และสมาชิกที่อายุน้อยที่สุดคือ ซึงรี อายุ 17 ปี มันคงเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเค้าที่จะคิดไปถึงหนทางในอีก 3-4ปีข้างหน้าอย่าว่าแต่ 10 ปีเลย 


แต่พวกเค้าก็ทำมาได้จนถึง 10 ปี ในวันนี้พวกเค้าออกอัลบั้มเต็มชุดที่ 3 “MADE THE FULL ALBUM” ออกมาในตอนที่วงครบรอบเดบิวต์ 10 ปีพอดี ทุกอย่างที่พวกเค้าทำมาตลอดระยะเวลา 10 ปีนั้นกลายมาเป็นประเด็น ไม่ใช่แค่ในเรื่องของดนตรีและแฟชั่น แต่เรื่องในชีวิตประจำวันของสมาชิกแต่ละคนล้วนได้รับความสนใจ บิกแบงกล่าวว่า "เราใช้ชีวิตเหมือนอยู่ในความฝันเลยครับ"

เนื้อหาของเพลง “LAST DANCE” เป็นเรื่องราวของคุณเองใช่ไม๊ครับ? ผมรู้สึกถึงความกังวลบางอย่างในเนื้อเพลงนะครับ 
G-DRAGON:มันเป็นเรื่องราวของความรู้สึกที่พวกเรากำลังรู้สึกในสถานการณ์ที่พวกเค้ากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้นะครับ ในตอนที่ผมเขียนเนื้อเพลง ผมใช้ความคิดมากมายใส่ลงไป ด้วยเหตุผลบางอย่าง ผมเขียนออกมาสำเร็จได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ผมมีอายุเกือบจะ 30 ปีแล้วและผมใช้ชีวิตอยู่กับกลุ่มคนไม่กี่คนที่คัดสรรมาแล้ว มันไม่เป็นประเด็นอะไรอีกแล้วละครับ ผมแค่อยากจะอยู่กับคนที่ผมรู้สึกสบายใจที่จะอยู่ด้วย  
ในตอนที่เราทำการบันทึกเสียงเพลงนี้ผมบอกกับสมาชิกในวงว่า ให้ร้องออกมาแบบไม่ต้องพยายามเกินไปผมไม่อยากให้สมาชิกในวงร้องเพลงนี้ด้วยเทคนิคมากมาย ผมอยากให้พวกเค้าร้องเหมือนกับกำลังพูดอยู่และตั้งใจร้องไปในเนื้อหาที่ร้องออกมา ผมอยากจะให้เต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์เวลาพวกเค้าร้องเพลงนี้ครับ 

ขนาดพวกคุณยังรู้สึกกังวลเลยเหรอครับ? 
T.O.P: พูดถึงสภาพจิตใจแล้ว เราไม่เคยมีความมั่นคงหรอกครับ (ทุกคนต่างก็หัวเราะ)
G-DRAGON: เราทำผลงานได้อย่างดีมาโดยตลอดครับ แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันเลยว่าเราจะทำได้ดีต่อไปเรื่อยๆ ผมรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดีเลยละครับ เมื่อคุณเดินทางไปสู่จุดที่สูงวันนึงคุณก็ย่อมต้องก้าวลงมา มันเป็นเรื่องของการที่เราเป็นผู้ได้รับมามากกว่าครับ ไม่ใช่ว่าเรากำลังกังวลหรือกระวนกระวาย เราแค่อยากจะอยู่ตรงนี้แบบนี้และมีความสุขกับมัน คุณไม่มีทางรู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันไม่ใช่ว่าเรามีเรื่องที่จะต้องกังวลเฉพาะเจาะจงนะครับแต่เราแค่ไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น เราสงสัยว่า ปีที่เราครบรอบวง 11 ปีจะเป็นยังไง เรากังวลว่าเราควรจะทำยังไงหลังจากที่เราเสร็จสิ้นหน้าที่ในการเข้ากรมทหารไปแล้ว คือผมเดาว่าเรามีความคิดมากมายอยู่ในหัวในตอนนี้ครับ 

ในตอนที่พวกคุณพึ่งจะเดบิวต์ คุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอีก10ปีข้างหน้าครับ? มันแตกต่างไปจากสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้มากไม๊? 
G-DRAGON: ในตอนที่เราเดบิวต์เราไม่รู้เลยครับว่าเราจะได้มีโอกาส ฉลองครบรอบวง 10 ปีด้วย (ยิ้ม)
T.O.P: มันเหมือนกับผมใช้ชีวิตอยู่ในความฝันครับ ความฝันของผมตั้งแต่เมื่อยังเด็กคือการทำเพลงและขึ้นแสดงตราบนานเท่านานอย่างวง Rolling Stones ผมรู้สึกขอบคุณมากๆที่ผมได้มีโอกาสทำทัวร์คอนเสริ์ตไปรอบโลกและได้ขึ้นแสดงบนเวที
TAEYANG: สถานการณ์นี้เป็นเหมือนความฝันของนักร้องทุกคนแหละครับ เราไม่เคยคิดไว้ก่อนเลยว่าเราจะได้ใช้ชีวิตแบบทุกวันนี้มาก่อนเลยในตอนที่เราพึ่งเริ่มเดบิวต์ เรายุ่งมากๆจริงๆในช่วงที่เรายังเป็นเด็กหน้าใหม่ มันไม่ใช่สิ่งที่พวกคาดหวังเอาไว้ครับ แต่ในตอนนี้ผมเริ่มคิดว่า ที่เราสามารถเป็นได้อย่างทุกวันนี้เป็นเพราะเรายุ่งมากๆเมื่อย้อนกลับไปในตอนนั้น 
G-DRAGON: เมื่อเร็วๆนี้ผมไปเจอหนังสือร่วมรุ่นจบสมัยชั้นประถม ในนั้นผมเขียนเอาไว้ว่า ความฝันของผมคืออยากจะเป็นนักร้อง แล้วตอนนี้ผมก็ได้เป็นนักร้องจริงๆ เหมือนไม่ใช่เรื่องจริงเลยละครับ

พวกคุณจะไปออกรายการ Infinite Challenge ทางช่อง MBC และรายการ Radio Star ด้วย เห็นว่าเป็นเวลานานแล้วนะครับที่พวกคุณทั้ง 5 คนไปออกรายการวาไรตี้โชว์ด้วยกัน
TAEYANG: อย่างที่คุณรู้ครับ เราไม่ค่อยมีเวลามากนัก (ท็อปกำลังจะเข้ากรมและรับราชการเป็นตำรวจในเดือนกุมภาพันธ์ 2017 นี้ และสมาชิกคนอื่นก็ต้องเข้ากรมในเร็วๆนี้) ดังนั้นเราจึงอยากจะปรากฏตัวให้แฟนๆของพวกเราเห็นมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คุณ หยางก็เห็นด้วยว่าเป็นความคิดที่ดีที่เราจะไปปรากฏตัวในรายการโทรทัศน์ครับ

บิกแบงไม่ได้โด่งดังแค่ในประเทศเกาหลีเท่านั้นแต่ยังโด่งดังไปทั่วโลก มีเคล็ดลับอะไรครับ? 
SEUNGRI: ในตอนที่เราเดบิวต์ ยังไม่มีการใช้โซเซี่ยลมีเดียเลยครับ แต่ในตอนที่เราออกเพลง“FANTASTIC BABY” ผู้คนมีการใช้โซเซี่ยลเนตเวริ์คกันอย่างแพร่หลายกว้างขวางซึ่งมันเป็นเรื่องง่ายที่จะเข้าถึงเนื้อหาทางวัฒนธรรมต่างๆผ่านทาง Youtube, Instagram, Twitter, Facebook และอีกมากมายครับ ผู้คนมากมายกลายมาเป็นแฟนเพลงของเราหลังจากที่ดู MV ของเราครับ ฐานแฟนเพลงที่เราสร้างขึ้นมาก็ยังคงแข็งแกร่งมาก นอกจากนี้เราก็พยายามที่จะสื่อสารกับแฟนๆผ่านทาง SNS ด้วย
G-DRAGON: การสื่อสารกันแบบเริ์ยลไทม์เป็นเรื่องที่ทำได้เมื่อทำผ่าน SNS ครับมันทำให้เราใกล้ชิดกับแฟนๆได้เหมือนกับเราเป็นเพื่อน มันสนุกดีครับ ผมไม่รู้ว่าวงอื่นเค้ามีการสื่อสารกับแฟนๆรึเปล่าดังนั้นผมเลยไม่มีข้อมูลมาให้เปรียบเทียบ ในตอนนี้ เวลาเรามีคอนเสริต์ที่ญี่ปุ่น สมาชิกทุกคนจะพูดภาษาญี่ปุ่น ซึ่งพอไปอเมริกาหรือประเทศจีนก็จะพูดภาษาของประเทศนั้นๆครับ ผมคิดว่าผู้คนคงพอใจกับความจริงที่ว่าเราพยายามที่สื่อสารกับแฟนๆด้วยภาษาของพวกเค้า เราฟังในสิ่งที่พวกเค้าพูดและตอบกลับ ซึ่งการติดต่อสื่อสารมันง่ายแบบนั้นแหละครับ มันทำให้แฟนๆรู้สึกใกล้ชิดกับเรา แฟนๆของเราเรียนภาษาเกาหลีและแปลเนื้อเพลงออกมา พวกเราก็จะต้องเรียนรู้เหมือนกันครับ


คอนเสริ์ตของบิกแบงขึ้นชื่อเรื่องความสนุกใช่ไม๊ครับ
G-DRAGON: ประเด็นคือเราไม่เก่งเรื่องเต้นเป็นกลุ่มครับ เราเคยลองแล้วในตอนที่เรายังเป็นเด็กใหม่ ซึ่งการเต้นเป็นกลุ่มไม่ใช่อะไรสำหรับเราครับมันไม่ใช่สิ่งที่เราอยากจะทำให้สำเร็จ ในความเห็นของผมมันมีสิ่งที่เรากับแฟนๆของเราชอบที่สุดอยู่

เวลาที่เราเล่นคอนเสริต์ในสถานที่ใหญ่มากๆหรือที่โดม พวกเราจะดูตัวเล็กมากๆเกือบจะเหมือนนิ้วนิ้วนึงแค่นั้นเองครับสำหรับแฟนๆที่ดูจากด้านหลังฮอลส์พวกเค้าต้องมองพวกเราจากจอสกีน สำหรับคนที่ได้ตั๋วที่นั่งที่จำกัดก็แทบจะมองจอสกีนไม่เห็นด้วยซ้ำ ดังนั้นมันจึงเป็นเหตุผลที่ว่าเราจะต้องเอาตัวเองออกไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้แม้ว่าเราจะเหนื่อยหนักแค่ไหนและดูบ้าคลั่งมากแค่ไหนก็ตามสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในคอนเสริต์ของเราครับ 

แน่นอนว่าการแสดงก็ต้องสมบูรณ์แบบด้วยแต่อย่างน้อยสิ่งที่เราควรทำเพื่อแฟนๆของเราคือการมองลงไปในตาของพวกเค้าและทักทายสวัสดี ไปให้ใกล้และร้องเพลงต่อหน้าพวกเค้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นความทรงจำของแฟนๆครับ 

เมื่อตอนที่ผมเป็นเด็กผมไปดูคอนเสริต์นึงที่นักร้องมองลงมาในตาของผม เค้าคงไม่ได้คิดอะไรแต่ผมคิดกับตัวเองว่า " เค้ามองมาที่ผม!!"และผมก็เริ่มฝันที่จะกลายเป็นนักร้อง ในตอนที่คุณขึ้นแสดงคุณต้องรู้สึกสนุกบนเวทีแต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนดูด้วย และนั่นเป็นการสื่อสารสำหรับผมครับ

บิกแบงเคยเจอวิกฤตอะไรบ้างไม๊ครับ?
G-DRAGON: ที่ผมรู้ไม่มีนะครับ พวกเราเป็นคนที่มองโลกในแง่บวกกัน เราพยายามที่จะไม่กังวลมากไป เราจะบอกกับตัวเองว่า "ไม่ต้องกังวล ทุกอย่างจะต้องออกมาดี" และซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ เมื่อเราเห็นวงที่ต้องแยกกันไป มีความคิดหลายอย่างเข้ามาในใจของพวกเรา เราอาจจะต้องมีจุดจบแบบพวกเค้าก็ได้ เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง แต่เราเคารพ รัก และเป็นห่วงกันและกัน และนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เราอยู่มาถึง 10 ปี และเหนือสิ่งอื่นใด ผมแวดล้อมไปด้วยคนดีๆครับ ความจริงที่ว่าผมได้มาพบ T.O.P, SEUNGRI, TAEYANG, และ DAESUNG และทีมงาน ทำให้ผมรู้สึกโชคดีมาก เมื่อผู้คนที่คุณทำงานร่วมกับเค้าต่างทำงานอย่างหนักเพื่อคุณและมอบพลังงานที่ดีๆให้คุณ มันยากที่คุณจะไม่ประสบความสำเร็จนะครับ

บิกแบงเป็นวงไอดอลในยุค2วงเดียวที่ยังคงอยู่รอดมีสมาชิกครบทุกคนเหมือนเดิมตั้งแต่เดบิวต์นะครับ
T.O.P: เหตุผลหลักๆเลยคือเราแตกต่างกันมากๆ เราสามารถที่จะเข้าใจในสมาชิกแต่ละคนได้ดีและพยายามเติมเต็มซึ่งกันและกัน เราไม่เคยทะเลาะกันแรงๆเลยซักครั้งครับ 

ท็อปจะเป็นสมาชิกคนแรกที่จะต้องเข้ากรมแล้ว มีการวางแผนเรื่องโซโล่บ้างไม๊ครับ ?
T.O.P: ยังครับ
DAESUNG: มันควรจะเป็นความลับไม่ใช่เหรอฮะ?(ทุกคนหัวเราะ)
G-DRAGON: แต่เหลือเวลาไม่มากแล้วนะครับ 
T.O.P: มันเป็นความลับครับ 

Source :www.yg-life.com
Thai Translation by miss mew 

กงยู : นำภาพยนตร์เกาหลีออกสู่ระดับโลก


นักแสดงชาวเกาหลี กงยู กล่าวว่าเค้าดีใจในฐานะนักแสดงและในฐานะผู้ชม ที่ภาพยนตร์เรื่อง The Age Of Shadows ได้เป็นตัวแทนภาพยนตร์เกาหลีในปีนี้

หากรางวัลออสการ์มีการตัดสินจากแฟนๆ ภาพยนตร์เรื่องนี้คงชนะรางวัลภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศบนเวทีประกาศรางวัล Academy Award หรือออสการ์แน่ๆ เพราะมีกงยูร่วมแสดง
นักแสดงชาวเกาหลีใต้อายุ 37 ปี กงยูคนนี้เป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีจากละครและภาพยนตร์มากมาย ในตอนนี้ละคร Goblin ก็กำลังทำเรทติ้งได้ดีมากๆอีกด้วย

กงยูมีข่าวพาดหัวจากภาพยนตร์ทำเงินTrain To Busan เมื่อปีที่แล้ว ในตอนนี้เค้ามีภาพยนตร์ที่ร่วมแสดงกับคุณ Song Kang Ho (The Host, Snowpiercer)ในภาพยนตร์เรื่องThe Age Of Shadows, ซึ่งจะลงโรงฉายในวันที่ 5 มกราคมนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเนื้อเรื่องที่ถูกเซตให้เกิดขึ้นในปี 1920s นำแสดงโดย คุณ Song Kang Ho กงยู ร่วมกับ คุณ Lee Byung Hun และนักแสดงมากความสามารถมากมาย  ซึ่งรายชื่อภาพยนตร์ที่จะได้ร่วมเข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศนี้จะประกาศออกมาในวันที่ 24 มกราคม

เรามาฟังกงยูพูดถึงความคิดของเค้าที่มีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้กันดีกว่า 

คุณเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ยังไงคะ? 
ผมสนใจในภาพยนตร์ที่มีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับประวัติศาตร์อยู่แล้วครับ นอกจากนี้ตัวผมอยากจะแสดงร่วมกับคุณ Song Kang Ho ซึ่งเป็นนักแสดงที่ผมเคารพมากๆ และการที่ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้คือคุณ Kim Ji Woon อีกก็ยิ่งทำให้มันดึงดูดใจผมมากๆครับ การที่จะได้มีโอกาสสามารถร่วมทำงานกับสองท่านนี้ก็ช่วยให้ผมตัดสินใจรับงานนี้โดยไม่ลังเลเลยครับ

ช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้สำหรับคุณคือตอนไหนคะ?
มีอยู่ฉากนึงครับเป็นฉากที่ พวกเราตัวละครทั้ง 3 ตัวในเรื่องกำลังดื่มกันครับ ก็จะมีคุณ Lee Byung Hun นั่งอยู่ทางซ้ายมือของผมคุณ Song Kang Ho นั่งอยู่ทางด้านขวา ผมสงสัยว่าจะมีโอกาสแบบนี้อีกรึเปล่าที่ผมจะได้มานั่งอยู่ระหว่างนักแสดงผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง 2 คนแบบนี้ ซึ่งการได้มานั่งแบบนั้นผมรู้สึกเป็นเกียรติมากๆ อยากจะรู้ว่านักแสดงรุ่นน้องจะมองผมแบบนี้เหมือนกับที่ผมมองคุณSong Kang Hoและคุณ  Lee Byung Hun รึเปล่าเมื่อผมสามารถขึ้นไปอยู่ระดับนั้นได้

สำหรับคุณแล้วอะไรสำคัญกว่ากันคะ ระหว่าง ภาพยนตร์สามารถทำรายได้ถล่มทลาย กับการชนะรางวัล?? 
เราไม่สามารถเลือกได้หรอกนะครับและไม่สามารถบอกได้ด้วยครับ มีคนมากมายที่ร่วมมือทำให้ภาพยนตร์เสร็จสมบูรณ์ขึ้นมา  หากผู้ชมพอใจกับมันนั่นก็เป็นรางวัลให้กับความพยายามของผมแล้วครับ 
ผมเป็นคนไม่มีความโลภที่จะอยากได้รางวัลใดๆเลย หากพวกเค้าจะมอบรางวัลให้กับผมในผลงานที่ผมตั้งใจทำงานอย่างหนัก มันก็เป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมครับ ผมอยากที่จะให้ผลงานของผมเป็นที่จดจำและทีมงานที่คอยทำงานหนักอยู่เบื้องหลังพอใจกับมันผมก็พอใจแล้วครับ 

วงการฮอลลีวู้ดน่าจะสนใจในภาพยนตร์เรื่อง The Age Of Shadows เป็นพิเศษนะคะ เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกเลือกให้เป็นตัวแทนภาพยนตร์จากประเทศเกาหลี ในการส่งไปพิจารณาเพื่อร่วมเข้าชิงรางวัล Academy Awards ครั้งที่ 89 ในสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม คุณมีความคิดเห็นในเรื่องนี้ยังไงคะ?
ในตอนที่ผมได้ยินว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกเลือกให้เป็นตัวแทนของประเทศเกาหลีใต้ ผมรู้สึกดีใจครับทั้งในฐานะที่เป็นนักแสดงและในฐานะที่เป็นผู้ชม มันเป็นเรื่องที่น่าเฉลิมฉลองครับ
ผมรู้สึกว่านี่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความโด่งดังของภาพยนตร์เกาหลีในปัจจุบันที่เริ่มลามไปสู่ต่างประเทศในระยะนี้  ผมหวังว่าพวกเค้าจะสนับสนุนภาพยนตร์ของเกาหลีไปเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง 

ภาพยนตร์เรื่อง The Age Of Shadows เป็นภาพยนตร์ที่คลาสลิกมากๆและคุณจะสามารถเห็นได้ถึงความสวยงามและการจัดองค์ประกอบภาพของภาพยนตร์ที่เป็นไปตามประวัติศาตร์ คุณ Kim Ji Woon ผู้กำกับก็เป็นผู้กำกับที่ขึ้นชื่อว่าเป็นปรมาจารย์ในเรื่องของการทำภาพยนตร์ออกมาให้สวยงาม ผลงานที่ออกมาแสดงให้เห็นถึงการผสมผสานความเป็นศิลปินชั้นยอดและความโด่งดังของผู้กำกับออกมาครับ

The Age Of Shadows ถูกเชิญให้เข้าฉายในเทศกาลแจกรางวัลทางภาพยนต์มากมาย อาทิ Venice Film Festival และ Toronto International Film Festival ผมหวังว่าไม่ใช่แค่ฮอลลีวู้ด แต่ เป็นในระดับโลก ที่จะหันมาสนใจในภาพยนตร์ของเกาหลีครับ

English Translation by www.herworldplus.com
Thai Translation by miss mew
Source : หนังสือพิมพ์ในวันที่ 4 มกราคม 2017

วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2560

สัมภาษณ์ กงยู จากนิตยสาร Marie Claire กรกฏาคม 2016


วันนึงกลางฤดูร้อน วันที่เราพบกันนั้นดูอบอุ่นกว่าเมื่อวันก่อนซะอีก เป็นเพราะตอนนี้เป็นฤดูร้อนฉันเลยต้องการต้นไม้ให้มาอยู่เป็นแบล็คกราวในการถ่ายทำ ยิ่งในช่วงบ่ายอากาศยิ่งร้อนระอุ กงยูร่วมมาถ่ายแบบในวันนี้เพื่อแบ่งปันภาพในแบบสวนหลังบ้านกับเรา

เค้าพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับช่างภาพที่รู้จักกันมานานและเค้าก็พร้อมสำหรับการถ่ายแบบครั้งนี้มาก ธีมคือพี่ชายข้างบ้านที่ไม่ต้องห่วงเรื่องการทำงาน ฉันเลยเพิ่มชอตที่จะต้องสูบบุหรี่เข้ามา เค้ายิ้มและถ่ายทำอย่างสบายอกสบายใจ เมื่อถ่ายชอตนึงจบลงและมีการพัก ฉันพูดคุยเล่นมุขกับเค้าอย่างเป็นกันเอง อาจจะเป็นเพราะเค้าทำงานอยู่ในวงการแสดงมากว่า 15 ปีทำให้เราคุ้นเคยกันยิ่งกว่าคุ้นซะอีก และเหล่าทีมงานต่างก็คุ้นเคยและรู้นิสัยใจคอสิ่งที่เค้าชอบไม่ชอบเป็นอย่างดี 

แต่เมื่อพูดถึงเรื่องงานงานที่หลากหลายของเค้าทำให้เราไม่อาจจะเรียกว่าคุ้นเคยได้เลย จากพระเอกละครรักโรแมนติกเลิฟคอมเมดี้ มาถึงบทบาทที่จะต้องต่อสู้โชว์ความแข็งแกร่งของร่างกาย มาถึงพระเอกที่แฝงความเศร้าของหัวใจไว้ในดวงตา และฤดูร้อนนี้เค้ากลายมาเป็นคุณพ่อที่ต้องต่อสู้ปกป้องลูกสาว ใน Train to Busan และยังรับบทเป็นทหารรับจ้างในยุคที่เกาหลีเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น และอีกไม่นานเค้าจะกลายเป็นก็อบลิน รายชื่อผลงานที่ผ่านมาล้วนแล้วแต่น่าอิจฉา แต่เค้ากลับมีจุดที่ละอายใจและความผิดหวังพูดออกมาอยู่ตลอดที่ให้สัมภาษณ์แทนที่จะพอใจในความสำเร็จที่ได้รับ 

เป็นเพราะตัวเค้ายังคงคิดคำนวณและพยายามทบทวนตัวเองอยู่เสมอเพื่อจะได้ภาพนักแสดงที่สมบูรณ์แบบในแบบที่เค้าตั้งเป้าหมายเอาไว้


“Busan Train” เป็นหนังซอมบี้ ที่มีเนื้อเรื่องแตกต่างไปจากภาพยนตร์ทั่วๆไปของเกาหลีนะคะ

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการสร้างภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เกี่ยวกับซอมบี้ขึ้นมาหลังจากที่มีหนังสั้นเกี่ยวกับซอมบี้พวกนี้ออกมาก่อนหน้านี้ครับ ดังนั้น ผมเลยคิดว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ควรค่าต่อความท้าทายดี ผมเชื่อมั่นในความมั่นใจในตัวเองมากๆของผู้กำกับ Yeon Sang Ho ครับ เวลาที่คุณได้พบคนที่มีความมั่นใจในตัวเองขนาดนั้น มันอาจจะทำให้คุณรู้สึกอึดอัดได้แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถทำให้คุณรู้สึกดีได้ด้วยเช่นกัน ในกรณีของผู้กำกับ  Yeon Sang Ho คืออย่างหลังครับ ผลงานก่อนหน้านี้ของเค้าเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นที่มีเนื้อหาต่อต้านสังคมอย่างรุนแรง ดังนั้นถึงแม้ว่าภาพยนตร์เรื่อง“Busan Train”จะถูกสร้างออกมาเป็นภาพยนตร์ที่มีคนเป็นผู้แสดง แต่ผมคิดว่ามันจะต้องเต็มไปด้วยความหมายที่ต่างออกไปแน่ครับ 

ตัวละครSukWooเป็นอย่างไงบ้างคะ?ดูเหมือนว่าตัวละครตัวนี้จะต้องผ่านความเปลี่ยนแปลงอย่างมากเลยหลังจากเกิดเหตุการณ์ยิ่งใหญ่ในภาพยนตร์

ตอนแรกที่ผมอ่านบท Suk Wooเป็นตัวละครที่ซ้ำซากจำเจตัวนึงครับ คุณพ่อที่จะต้องปกป้องลูกสาวจากซอมบี้ พูดตามตรงนะครับตอนที่ผมเลือกที่จะรับแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมถูกดึงดูดจากโปรเจคภาพยนตร์เรื่องนี้มากกว่าจะถูกใจในบทของ Suk Woo ครับ ผมอยากจะใส่อะไรบางอย่างลงไปในบทของ Suk Woo อะไรที่มันจะทำให้ตัวละครนี้ก้าวข้ามความซ้ำซากไป เป็นเพราะมันไม่ได้ปรากฏอยู่ในฉากมันจึงเป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องใส่มันลงไปให้เข้ากับตัวละครที่ผมไม่เคยเป็นมาก่อนในภาพยนตร์แบบนี้ ซึ่งผมคิดว่าตัวเองไม่ได้ทำมันออกมาครับ ในฐานะนักแสดง ไม่มีทางเลยที่ผมจะพอใจเต็มที่กับโปรเจคนี้ได้ ดังนั้นในแง่มุมนี้ของภาพยนตร์เรื่อง Busan Train มันเป็นอะไรที่ผมรู้สึกเสียใจและละอายใจครับ ผมข้องใจว่ามันจะไม่ดีกว่านี้เหรอถ้าผมจะลองสวมบทบาทตัวละครนี้ด้วยสไตล์ที่ต่างไปอีกนิด แค่นิดเดียวก็ยังดี

คุณมีคำตัดสินในเรื่องการแสดงของตัวเองทันทีเลยนะคะเป็นเพราะคุณเป็นนักแสดงมาแล้ว 15 ปีมันเลยทำให้คุณมีจิตวิญญาณที่อิสระที่จะคิดแบบนั้นรึเปล่าคะ?

ไม่นะครับ ผมไม่สามารถจะมีจิตวิญญาณที่อิสระและคิดเสรีแบบนั้นได้ ผมคิดว่าผมห่างจากจุดนั้นมามากกว่าที่ผมจะจินตนาการได้ซะอีกเมื่อผมอายุมากขึ้น ในตอนที่ผมเริ่มแสดง ผมห่วงว่าผู้คนจะตัดสินการแสดงของผมออกมายังไงซึ่งมันทำร้ายผมมาก ยังไงก็ตามเมื่อเวลาผ่านไป ความคิดของผู้คนเหล่านั้นก็สงบลงผมคิดแค่ว่าผมไม่ควรจะไปใส่ใจอะไรแบบนั้นขอแค่เดินตามทางของตัวเองก็พอ ผมคิดว่าความคิดแบบนี้ในตัวเองจะยิ่งมั่นคงขึ้นเรื่อยๆเมื่อผมอายุมากขึ้นแต่มันกลับไม่เป็นแบบนั้นครับ ผมถูกเหวี่ยงให้ห่างจากความคิดนั้นไปไกลกว่าที่ตัวผมเองจะจินตนาการได้และถูกเหวี่ยงอีกรอบถ้าไปคิดถึงมันอีก ผมรู้สึกว่ามันจะต้องเป็นแบบนี้ ไปๆมาๆตลอดกาลครับ  

เป็นเพราะคุณเคยประสบกับช่วงที่ตกต่ำรึเปล่าคะ?

ผมมักจะทำงานหนึ่งต่อจากอีกงานหนึ่งต่อเนื่องไปเสมอครับ ดังนั้นผมจะไม่เรียกว่ามีช่วงที่ตกต่ำแต่ผมคิดว่าผมกำลังเจอช่วงที่ลำบากมากกว่า พูดตามตรงนะครับ ผมแสดงต่อเนื่องไปเรื่อยๆโดยที่ไม่ได้หยุดพักเลย ถ้าคุณลองดูความเร็วที่แต่ละโปรเจคของผมออกสู่สายตาสาธารณชน คุณจะเห็นว่ามันเร็วมากจริงๆนะครับ ผมไม่อยากจะชะลอเวลาแล้วใช้เวลาของผมไปกับการย้อนดูโปรเจคที่ผ่านมา แต่ตอนนี้ผมรู้สึกเป็นครั้งแรกว่ามันชักจะมากเกินกว่าที่ตัวผมจะรับไหวแล้วละครับ 

ผมคิดว่าเป็นเพราะตัวผมเองมักจะรู้สึกว่าตัวเองขาดพลังและไม่มีความมั่นใจในตัวเอง แทนที่จะตื่นเต้นและกระตือรือร้น ผมกลับระมัดระวังและไม่สามารถที่จะดูภาพยนตร์ที่ตัวเองแสดงได้อย่างมั่นใจเลย ในตอนที่ภาพยนตร์ฉายรอบปฐมทัศน์ที่ Cannes ผมไม่เคยบรรยายความรู้สึกของตัวเองออกมาแต่ในตอนนั้นหัวใจของผมเต้นแรงอย่างบ้าคลั่งผมกลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับฉากที่ผมไม่สามารถที่จะแสดงออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ความรู้สึกของผมไปถึงจุดนั้นดังนั้นมันทำให้ผมรู้สึกละอายใจเล็กน้อยกับมันครับ ผมไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากผมไม่ได้เปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองออกมาแบบนี้ แต่มันก็เป็นความจริงครับ 

คุณตั้งเป้าหมายเกี่ยวกับตัวเองไปจนถึงจุดนั้นเลยมันดูยิ่งโหดร้ายนะคะ?

ผมพยายามที่จะเป็นคนแบบนี้ครับ ผมไม่ใช่คนประเภทที่จะตามใจตัวเอง เมื่อผมอายุมากขึ้นผมถึงรู้สึกว่าตัวเองเริ่มที่จะหลงใหลจมดิ่งไปกับงานของตัวเองได้ ผมเกลียดที่จะมานั่งวิจารณ์ตัดสินการแสดงของตัวเอง มันทรมานครับ แต่ผมคิดว่ามันเป็นความทรมานที่คุณจะต้องใช้ชีวิตอยู่กับมันในเมื่อคุณเป็นนักแสดง การแสดงมันยากลำบากขึ้นเมื่อคุณอายุมากขึ้นครับ

ชีวิตนักแสดงเป็นยังไงบ้างคะ? มันมีความแตกต่างออกไปไม๊คะในตอนนี้ที่คุณอยู่ในช่วงอายุ 30 มันมีอะไรต่างจากช่วงที่อายุอยู่ในช่วง 20 บ้างไม๊?

ตอนที่ผมอายุอยู่ในช่วง 20 ผมอยากจะอายุ 30 เร็วๆครับ คือ แต่ว่าการที่คุณเติบโตขึ้นอายุมากขึ้นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะคิดอะไรออกได้ทุกอย่าง ผมเคยคาดหวังเอาไว้คร่าวๆว่าการที่ผมอายุมากขึ้นจะทำให้ผมสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ผมต้องเผชิญอยู่ได้ดีกว่าที่ผมกำลังรับมืออยู่ในตอนนี้ ผมคิดว่าการที่อายุมากขึ้นหมายความว่าผมจะสามารถยืนอยู่ต่อหน้ากล้องและรู้สึกถึงความรู้สึกต่างๆที่ผมไม่อาจจะบรรยายได้ ผมนี่มีความคิดในเชิงบวกมากเลยเนอะครับ(หัวเราะ) ผมคิดนะครับ การแสดงเป็นการต่อสู้ที่ไร้จุดจบ 

น่าประหลาดใจนะคะ ฉันรู้สึกว่าผลงานของคุณมันกว้างขึ้นลึกซึ้งขึ้นนะคะ หมายถึงคุณสวมบทบาทเป็นตัวละครที่เติบโตขึ้น กว้างขึ้น แตกสาขาไปในแนวที่แตกต่างมากขึ้น มันไม่ใช่สิ่งที่น่าพอใจหรือรู้สึกภูมิใจกับมันหรอกเหรอคะ?

ผมไม่อาจจะพูดได้ว่าผมตัดความโลภที่จะมีรายชื่อผลงานของตัวเองดีๆออกไปได้เวลาที่ผมเลือกภาพยนตร์ที่จะแสดง แต่รายชื่อผลงานนั้นก็ไม่ใช่ทุกอย่าง ผู้คนอาจจะคิดว่าผมกำลังสร้างรายชื่อผลงานที่สมบูรณ์แบบอยู่คือรับแต่ภาพยนตร์ที่โปรไฟล์ดีๆ แต่เอาจริงๆแล้วผมไม่เห็นว่ารายชื่อพวกนั้นจะนำมาซึ่งความสมบูรณ์แบบนะครับ สิ่งที่ผมคิดและวิธีที่ผมจะจัดการกับความคิดเห็นของผู้คนเป็นคำถามที่ตามมา ผมไม่คิดว่าความตั้งใจของผมในขณะที่จะเลือกชิ้นงานนั้นจะเปลี่ยนไปตามคำตัดสินดีๆของผู้คนที่ผมจะได้รับ ผลตอบรับจากชิ้นงานที่สมบูรณ์แล้วไม่ได้เปลี่ยนความพอใจของผม

มันมีอะไรหลายอย่างที่ผมไม่พอใจกับมัน ความโศกเศร้าที่ผมต้องเอาชนะ การที่ผมไม่สามารถที่จะไปให้ถึงจุดมาตรฐานที่ผมตั้งเอาไว้ได้ แม้ว่าภาพยนตร์จะกลายเป็นหนังฟอร์มยักษ์ที่ประสบความสำเร็จทำรายได้งดงาม ก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดว่า " นี่ไม่ใช่บทที่คนอย่างเราจะทำไม่ได้นี่นา" ในส่วนตัวผมเอง ผมคิดว่าผมจะจดจำภาพยนตร์เรื่อง “Busan Train” และ “The Age of Shadows” ว่าเป็นงานที่ทำให้ผมมีความกังวลดังที่กล่าวมาครับ 



สำหรับนักแสดงแล้วคงไม่มีงานไหนที่จะไร้ความหมายนะคะ ภาพยนตร์เรื่อง “Busan Train” มันเปี่ยมไปด้วยความหมายยังไงสำหรับคุณคะ?

ผมอยากที่จะแสดงในเรื่องนี้เพราะมันมีธีมที่เกี่ยวกับซอมบี้ครับ ผมอยากจะปกป้องตัวเอง อยากจะต่อสู้ ผมไม่คิดว่าตัวเองจะมีความโลภหรือคาดหวังอะไรที่เจาะจงจากภาพยนตร์เรื่องนี้นะครับเพราะถ้าผมมีมันคงจะเดินไปตามทางที่คนอื่นลังเลที่จะรับ ผมก็เหมือนกัน หากภาพยนตร์ฉายรอบปฐมทัศน์แล้วผลตอบรับออกมาดี คำวิจารณ์ดีๆก็จะตามมาใช่ไม๊ครับ?? มันเป็นความท้าทายดีนะครับเป็นความท้าทายที่กล้าหาญ คำพูดอะไรแบบนั้น ผมคิดว่าผมจะมองว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นความท้าทายที่มีความความหมายสำหรับผมเมื่อผมย้อนกลับมาทบทวนความคิดของตัวเองในอนาต 

ในภาพยนตร์คุณต่อสู้เพื่อปกป้องลูกสาวของคุณ คุณเคยต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อปกป้องใครหรืออะไรบ้างไม๊คะในชีวิตจนกระทั่งตอนนี้?  

การแสดงเอาเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตของผมไปหมดเลยละครับ ดังนั้นผมไม่เคยหยุดที่จะพยายามรักษาคุณค่าและความเชื่อมั่นของผมในการแสดงเอาไว้ การที่มีชีวิตอยู่ในฐานะนักแสดง ในฐานะคนสร้างสรรค์ความบันเทิงทำให้ผมกังวลว่าผมจะเข้าใกล้กับภาพที่ตัวเองจะต้องแสดงออกมาได้ยังไงเมื่ออายุมากขึ้น มันมีภาพที่สาธารณชนต้องการที่จะเห็นและมีภาพที่ตัวผมเองอยากจะเห็น ผมคิดว่าผมมักจะใส่ใจในการหาความสมดุลระหว่างสองจุดนี้เสมอ อืมม คำว่า "ลงตัว" น่าจะสร้างความเข้าใจผิดอยู่นะครับ คือผมหมายถึงว่า ผมพยายามที่จะไปให้ถึงภาพที่ผู้คนคาดหวังไว้ในขณะเดียวกันก็ยังคงสามารถเลือกในสิ่งที่ตัวเองต้องการจะทำด้วยได้ ณจุดนึง ในอนาคต เวลาที่ผู้คนจดจำผม ผมหวังว่าพวกเค้าจะมองไปที่ภาพรวมที่ตัวผมได้สร้างขึ้นมาจนเสร็จสิ้นสมบูรณ์ครับ 

อยากจะรู้จริงๆนะคะว่าภาพแบบไหนที่คุณกำลังสร้างอยู่ในใจคุณตอนนี้?

บางครั้งผมจะอ่านบทสัมภาษณ์เก่าๆของตัวเองและคิดว่าผมอวดดีมากเกินไปในวิธีที่ผมพูดในตอนที่ผมยังเป็นเด็ก เวลาที่ผมอ่านบทสัมภาษณ์เก่าๆเหล่านั้นผมจะคิดกับตัวเองว่าตอนนั้นเด็กจริงๆ บางครั้งผมพบว่าตัวเองน่ารัก บางครั้งบางคำถามก็ทำให้ผมประทับใจจริงๆ วิธีที่ผมจะบรรยายตัวเองนั้นเปลี่ยนไปนิดนึงครับ แต่ความคิดที่ผมมีต่อเรื่องการแสดงและทำไมผมถึงมีความสุขที่ได้ทำมันยังไม่เปลี่ยนแปลงครับ ผมไม่อยากที่จะรีบก้าวไปข้างหน้าเพียงเพื่อการแสดง แน่นอนว่าการแสดงทำให้ผมมีเงินเยอะ และ ทำให้ผมมีชื่อเสียงซึ่งมันสิ่งที่ผมรู้สึกขอบคุณนะครับ แต่ยังไงก็ตามผมอยากจะเติมเต็มชีวิตการแสดงของผมด้วยความสัตย์จริงมากกว่าความสำเร็จที่เกิดจากการค้าและโฆษณา

นี่คือเหตุผลสินะคะ นอกจากในภาพยนตร์หรือละครแล้วที่เราไม่ได้เห็นคุณบ่อยๆก็เพราะแบบนี้ ฉันหมายถึงว่า ระยะหลังนี้เราไม่เห็นคุณตามรายการวาไรตี้หรืออีเว้นซ์ใดๆเลย 

พูดตามตรงนะครับ ผมระมัดระวังคำพูดของผมมากครับ ในตอนที่ยังเป็นเด็ก ผมเปิดเผยรสนิยมและความคิดของตัวเองออกมาอย่างตรงๆเพราะในตอนนั้นผมเต็มไปด้วยหลงใหล ยังไงก็ตามแต่ คำพูดก็สามารถที่จะถูกแปลความหมายผิดๆไปได้อย่างง่ายๆและสร้างความเข้าใจผิดขึ้นมาได้ สิ่งที่ผมจำเป็นต้องทำเพื่ออะไรบางอย่างทั้งๆที่ผมยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับมันมากพอมันไม่สนุกเลยครับและผมไม่อยากจะทำด้วย แต่ยังไงก็ตามผมไม่อาจจะพูดเผื่อไปถึงในอนาคตนะครับ เอาเป็นว่าแค่ในตอนนี้ก็แล้วกัน ผมอาจจะจบลงที่การทำรายการวาไรตี้หลังจากที่ตัวเองบอกว่าไม่ชอบก็เป็นได้ งานของผมไม่ใช่อะไรที่ผมจะสามารถทำทั้งหมดด้วยตัวของผมเองได้ ผมต้องมีความประนีประนอมเพราะมันเป็นงานที่เกี่ยวกับการทำงานร่วมกับคนอื่น ผมจะมาหัวดื้ออยู่ไม่ได้ มันไม่ใช่การขีดเส้นระหว่างอะไรที่ดีหรืออะไรที่แย่ แต่ผมอยากจะเดินไปบนทางที่ผมชอบและเข้ากับผม แต่ระหว่างทางเดินนั้นก็ย่อมต้องมีการประนีประนอมเกิดขึ้น ดังนั้นผมคิดว่าผมต้องเดินต่อไปข้างหน้าในขณะที่จูงใจตัวเองให้ลงมือทำไปด้วย ตอนนี้ผมพยายามที่จะเปิดรับการเปลี่ยนแปลงแม้ว่ามันจะไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากจะก้าวไปหาก็ตาม ครับ 


คุณจะเริ่มถ่ายทำละคร เรื่อง “Goblin” เร็วๆนี้แล้ว ว่าแต่เรื่องราวของก็อบลินในปี 2016 เหรอคะ?? 
ครับ ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันครับ (หัวเราะ) บทยังไม่ออกมาครับ ดังนั้นผมเลยจินตนาการไม่ออกว่ามันจะเป็นยังไง  ผมไม่รู้ว่าอะไรที่ผู้เขียนกำลังจะสร้างออกมาผมคิดเรื่องนี้เยอะมากจนตอนนี้มันเริ่มส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผมแล้วละครับ การต้องทำการตัดสินใจมันเหนื่อยมาก พูดตามตรงคือ ผมชอบเนื้อเรื่องที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงมากกว่าที่จะอยู่ในจินตนาการนะครับ บทบาทของผมในเรื่อง “A Mand and a Woman”, “Busan Train” และ “The Age of Shadows” ทำเอาผมจะเสียสติครับ และเหมือนกับผมกำลังโดนทรมานอยู่เลย รู้สึกเหมือนกับว่าวิ่งไปชนกำแพงยังไงยังงั้น แต่โดยที่ไม่รู้ตัวผมกลับรู้สึกมีความอิ่มเอมขึ้นในใจนะครับซึ่งผมจะใช้ชีวิตด้วยความรุนแรงแบบนั้นไม่ได้ 

ผมใช้เวลาในการทำสมาธิ ผมคิดว่าผมควรเคร่งครัดกับตัวเองอีกนิดและพยายามไม่กังวลว่าจะต้องละอายใจทีหลังมากขึ้น ผมต้องการโอกาสที่จะรู้สึกอิสระอย่างแท้จริงและหึกเหิมอย่างที่ไม่ต้องกลัวจะละอายใจทีหลัง หากเทียบกับภาพยนตร์แล้วละครจะมีตารางงานที่แน่นและต้องใช้เวลาในการถ่ายทำมากกว่าต้องลงเวลาให้กับมันเยอะ ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ผมต้องการในขณะนี้  ละครในแนวแฟนตาซีแบบนี้เป็นอะไรที่ผมกลัวมาตลอด แต่ผมตัดสินใจที่จะเชื่อผู้เขียนครับ ผมสงสัยว่าถ้าไม่มีสถานการณ์ใดๆมาทำให้ผมรู้สึกสนุกสนานได้ มันก็เหมือนกับผมไม่ได้รับอนุญาติให้ทลายกำแพงในตัวเองลงได้ 

การทำงานแสดงเป็นการเพิ่มความเจ็บปวดหรือเพิ่มช่วงเวลาที่มีความสุขให้คุณคะ?
ดูเหมือนจะเพิ่มความเจ็บปวดนะครับ 

คุณเคยรู้สึกเสียใจไม๊คะที่เลือกมาเป็นนักแสดง?
มีช่วงเวลาที่ผมรู้สึกเสียใจครับ แต่ตอนนี้ผมไม่มีอะไรต้องเสียใจแล้วครับ การมีชีวิตอยู่ในฐานะนักแสดงได้มอบอะไรหลายๆอย่างให้กับผม ซึ่งผมไม่ตระหนักเห็นมันในตอนที่ผมยังเด็ก ผมคิดว่าผมควรจะใชัชีวิตอยู่ตามคุณค่าในตัวเองและจุดมุ่งหมายของตัวเอง มันไม่จำเป็นเลยที่จะใช้ชีวิตอยู่และเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับคนอื่น สิ่งที่ชัดเจนเลยคือ งานการแสดงเป็นอาชีพที่โดดเดี่ยว ความเหงานี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นและผมก็เรียนรู้ที่จะเอาชนะก้าวผ่านมันไปได้ ผมแข็งแกร่งขึ้น ซึ่งผมไม่ได้คิดถึงความเหงานี้ในแง่ที่มันเป็นสิ่งเลวร้าย อย่างเดียวหรอกครับ

คุณรับงานแสดงต่อเนื่องจากโปรเจคหนึ่งไปอีกโปรเจคหนึ่งโดยไม่ได้พักเลย คุณคงเหนื่อยมากนะคะ
ผมไม่ชอบคำพูดที่ว่า "ต้องตีเหล็กในขณะที่กำลังร้อน" คือจนถึงตอนนี้ผมก็ยังคงหาทางที่จะพักผ่อนในจุดจุดนึงระหว่างรับงานไป2-3โปรเจคนะครับ เมื่อผู้คนพูดถึงนักแสดงที่ทำงานแบบไม่หยุดเลย ผมก็ยังคงแบ่งรับแบ่งสู้นะครับเพราะผมยังคงจัดการทำงานในแบบปานกลางและพักเล็กน้อยในช่วงต่อโปรเจค แต่หากพูดถึงในช่วงนี้คือผมอยากที่จะทำงานเหล่านี้จริงๆเพราะมันเป็นงานที่เสนอมาให้กับผมและผมไม่อยากจะให้โอกาสมันหลุดลอยไปครับ ถึงแม้ว่ามันจะสร้างความยากลำบากให้กับร่างกายแน่ๆก็ตาม

ผมเคยชินที่จะให้เวลาที่จะเป็น"ผม"อยู่เสมอเพื่อชาร์ตพลังของผมให้กลับมา ซึ่งตัวผมไม่ต้องการที่จะทำอะไรเป็นพิเศษเพื่อจะเรียกพลังกลับมาเลยละครับแค่เวลาที่เป็นตัวเองก็พอ

เหมือนกับ "การทิ้งระยะห่าง" ที่เราได้คุยกันไปคร่าวๆในตอนที่ถ่ายภาพรึเปล่าคะ?
โลกนี้เป็นโลกที่ยุ่งเหยิงนะครับ พวกเราก็ควรที่จะจำเป็นต้องมีบางเวลาที่ไม่ต้องคิดอะไรเลยบ้างรึเปล่าครับ?ยังไงก็ตาม ผมต้องระวังในการที่จะพูดแบบนี้นะครับเนี่ย เพราะว่าอาจจะถูกมองว่าหยิ่งก็ได้

คุณนี่ระมัดระวังในสิ่งต่างๆเยอะมากจริงๆ (หัวเราะ)
เมื่อผมอายุมากขึ้น ผมกลายเป็นระมัดระวังในทุกๆอย่างครับ ความคิดเห็นของผู้คนนั้นกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากหลายสิ่งหลายอย่างถูกบิดเบือนไปในช่วงเวลาอันสั้น มันเป็นโลกที่ไม่ง่ายเลยที่จะยอมรับสิ่งต่างๆในแบบที่มันควรจะเป็น ผมกลายเป็นคนที่พูดน้อยลง ผมไม่ใช้สื่อ SNS มันน่าอายนะครับที่จะอัพโหลดรูปและขอให้ผู้คนเข้าไปดูมัน และผมคิดว่าผมคงจะต้องเป็นคนที่มานั่งกังวลเรื่องตัวเลขของคนฟอลโล่วแน่ๆถ้าหากว่าผมเริ่มที่จะใช้SNS การที่ใช้โซเชี่ยลมีเดียเพื่อแบ่งปันความคิดของผมและจากนั้นคำพูดของผมก็ถูกนำไปบิดเบือนจากผู้คนนับไม่ถ้วนที่ผมไม่รู้จักด้วยซ้ำ ความจริงที่ว่าคนแต่ละคนต่างก็มีการตีความกับสิ่งที่เห็นต่างกันไปมันคือสิ่งที่ทำให้ผมกลัว

แทนที่จะใช้ SNS ผมชอบที่จะดื่มและพูดคุยกับคนที่รู้จักผม คนที่เชื่อในผม คนที่ไม่แปลสิ่งที่ผมพูดออกไปไปในทางที่ผิดๆ คนที่รับฟังเรื่องราวในแบบที่พวกเค้าได้ยิน 


อยากรู้จริงๆนะคะว่าภาพที่สมบูรณ์ของคุณจะดูเป็นยังไงและในชีวิตประจำวันธรรมดาคุณจะเป็นยังไง?
ผมดูหนังอยู่ที่บ้าน เลี้ยงแมว เวลาทั้งหมดของผมถูกใช้ไปแบบนี้ครับ แม้ว่ามันจะดูน่าเบื่อและไม่ตื่นเต้นแต่ผมคิดว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ผมต้องการมากที่สุดครับ เมื่อคุณทำอะไรบางอย่างซ้ำแล้วซ้ำอีก มันจะทำให้คุณผ่อนคลายจากความเครียดแต่สำหรับผมมันไม่ใช่ครับ ผมชอบที่จะออกกำลังด้วย การออกกำลังและทำให้เหงื่อออกเป็นชีวิตประจำวันของผม ผมชอบการออกกำลังกายมาเสมอและมันคือหนทางที่จะจัดการกับตัวเองอย่างเคร่งครัด ผมคิดว่าการออกกำลังกายมันคือความสำเร็จในการได้มาในสิ่งที่คุณต้องการโดยอาศัยน้ำพักน้ำแรงที่คุณลงไปล้วนๆแบบไม่มีเรื่องของโชคชะตามาเกี่ยวข้อง ผมไม่ชอบใช้ลูกเล่นใดๆทั้งนั้น ผมชอบการเข้าหาแบบตรงไปตรงมามากกว่า ผมคิดว่าการออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ยากจะสำเร็จได้หากปราศจากความพยายาม เร็วนี้ๆผมเริ่มที่จะเล่นบาสเกตบอล1ครั้งต่ออาทิตย์กับคนจากเอเจนซี่เดียวกัน จนถึงจุดหนึ่งผมรู้สึกสนุกกับการเล่นบาสแบบนี้มากกว่าไปดื่ม ในตอนเช้าผมตื่นแต่เช้าเหมือนคุณลุงที่อยู่ในวัยเดียวกับผมและดูmajor leagues ที่มีผู้เล่นชาวเกาหลีชั้นยอด และช่วงนี้จะชอบดู NBA เป็นพิเศษครับ (หัวเราะ)  

ปีนี้คงเป็นปีที่หนักหนาสำหรับคุณนะคะเนี่ย 
ผมคิดว่าการทำงานเป็นทั้งหมดที่ผมทำทั้งในปีที่แล้วและในปีนี้ครับ หากผลักความคิดเรื่องที่ผมยังมีความผิดหวังอยู่บ้างในการแสดงของตัวเองออกไป จริงๆแล้วผมก็อยากจะปรบมือให้กับตัวเองดังๆสำหรับงานหนักที่ผ่านมา ผมประสบความสำเร็จในสิ่งที่ผมกระตือรือร้นอยากจะทำ โชคเข้าข้างผมมากๆที่ผมสามารถที่จะทำโปรเจคที่ยิ่งใหญ่ออกมาได้อย่างดี ผมคิดว่าปีนี้คงเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขในชีวิตของผมเพียงเพราะว่าผมยังคงได้ทำงานอย่างต่อเนื่องในโปรเจคที่ผมอยากจะทำครับ

English Translation by @thesunnytown – thesunnytown.wordpress.com
Thai Translation by miss mew
Source:www.marieclairekorea.com


วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559

สัมภาษณ์ G-dragon จากนิตยสาร Nylon Japan / April 2016


ณ สถานที่แห่งหนึ่งในกรุงโตเกียว เราต้องใช้เวลากว่าครึ่งปีในการจัดตารางงานนัดหมายคนคู่นี้ให้มาถ่ายภาพร่วมกัน ฝนตกตลอดทั้งอาทิตย์ แต่ท้องฟ้ากลับร่วมอวยพรเป็นใจในวันนี้พระอาทิตย์โผล่ขึ้นมาให้เห็นหน้าดูเหมือนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้อีกแล้ว และจะไม่มีใครเลยในพวกเราที่จะลืมวันนี้ไปได้ 
(ในการสัมภาษณ์ จีดราก้อนจะตอบเป็นภาษาญี่ปุ่นเป็นครั้งคราว คำตอบเหล่านั้นทางเราจะขีดเส้นใต้เอาไว้ค่ะ ) 
หลังจากที่ถ่ายภาพเสร็จสิ้นลง เราก็ย้ายไปที่ห้องให้สัมภาษณ์ สายตาของจีดราก้อนจับจ้องไปที่ น้ำเมล่อนโซดาโฟลส

GD:เครื่องดื่มนี้ไม่ผสมแอลกฮอลล์ใช่ไม๊ฮะ?
Nylon:ใช่ค่ะ
GD:น่าเสียดายจัง การออกทัวร์สิ้นสุดลงวันนี้และวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการทำงานด้วย ดังนั้นผมจึงอยากจะดื่มละฮะ (หัวเราะ)

(ทุกคนต่างหัวเราะและมุขตลกนี้ของเค้าสร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยมิตรภาพขึ้น ความใจดีของเค้าทำให้นานะซังก็ร่วมยิ้มไปด้วย)



Nylon:ก่อนอื่นเลย ช่วยบอกความรู้สึกจริงๆของคุณให้เรารู้หน่อยว่ารู้สึกยังไงกับการถ่ายแบบครั้งนี้คะ
GD: สนุกมากเลยครับ
Nana:ฉันรู้สึกประหม่าค่ะ
GD:อาจจะดูเหมือนว่าผมจะไม่ประหม่า แต่ผมก็ประหม่าเหมือนกันนะครับ (หัวเราะ)
Nylon:พวกคุณเคยพบกันมาก่อนไม๊คะ?
GD:เราเคยเจอกันเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้วที่เกาหลีครับ ที่งาน Chanel Curise Collection 2015/2016
Nana:ก็เกือบจะปีนึงได้แล้วค่ะ ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่เราพบกัน
GD:แต่เราก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากนะครับ เป็นเหมือนกับการแนะนำตัวกันซะมากกว่า
Nana:ในตอนนั้นฉันได้รับเชิญจากนิตยสารให้ทำหน้าที่รายงานบรรยากาศงานและในตอนที่ฉันพบคุณมีการถ่ายวีดีโอไว้ด้วย ตอนหลังฉันได้ดูวีดีโอนั้นและเห็นว่าตัวเองเขินอายมาก ฉันรู้สึกขายหน้ามากเลยละค่ะ (หัวเราะ)

Nylon:ความประทับใจแรกเมื่อได้เจอกัน คืออะไรคะ?
GD:ในงานนั้นมีผู้ที่มีชื่อเสียงชาวต่างชาติมาร่วมงานมากมายเลยครับ นอกเหนือจากเราแล้วก็มีคนเอเซียมาร่วมงานไม่กี่คน ซึ่ง ความงามแบบเอเซียของเธอโดดเด่นออกมาจากฝูงชนเลยละครับ
Nana: ฉันรู้สึกตื่นเต้นมากในตอนที่เราได้พบกันและพูดคุยกัน แม้ว่าจะเป็นครั้งแรกที่ได้พบ เค้าพูดกับฉันอย่างสุภาพมาก ซึ่งยิ่งตอกย้ำความมั่นใจของฉันในเรื่องที่ว่าเค้าเป็นคนที่น่ารัก
GD:(พูดอย่างเขินอาย) ขอบคุณครับ 


Nylon: ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในการกลับมาพบกันอีกครั้งนึง ความประทับใจเหล่านั้นได้เปลี่ยนแปลงไปบ้างไม๊คะ?
GD:ในตอนที่พบกันครั้งแรกเธอดูเป็นผู้ใหญ่มากๆ ซึ่งผมได้ยินมาว่าเธอพึ่งจะอายุครบ20ปีไปเมื่อไม่นานมานี้เอง หลังจากที่ได้พบกันในวันนี้แล้วผมก็รู้สึกว่าเธอยิ่งเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นอีก
Nana:ขอบคุณมากค่ะ (หัวเราะ) ฉันยังสงสัยตัวเองอยู่ว่าได้โตขึ้นบ้างรึเปล่า (หัวเราะ) จากตอนนั้นฉันได้ตัดผมให้สั้นลงด้วยละค่ะ
GD:อ่า ใช่ครับ ผมยาวกว่านี้มากเลยตอนที่เราพบกันครั้งแรก ผมสั้นดูน่ารักจัง 
Nana:ขอบคุณมากเลยค่ะ วันนี้เหมือนฉันอยู่ในความฝันทั้งวันเลย
GD: (5555) เป็นความฝันทั้งหมดแหละครับ (หัวเราะ)
Nana:มันต้องเป็นความฝันจริงๆนั่นแหละค่ะ (หัวเราะ) ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะประหม่าได้ถึงขนาดนี้ ฉันกังวลมากว่าตัวเองจะตัวแข็งทื่อในตอนถ่ายภาพ แต่คุณจีดราก้อนได้พูดคุยกับฉันพร้อมรอยยิ้มและใจดีคอยอ่านว่าฉันรู้สึกยังไงอยู่ ดังนั้นในบางครั้งฉันก็รู้สึกผ่อนคลายได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วฉันเต็มไปด้วยความประหม่าจริงๆ ค่ะ
GD:ผมคิดว่า เวลาที่คุณจะต้องแสดง หรือโดนถ่ายรูปอยู่ คุณจำเป็นต้องรู้สึกประหม่าบ้างนะครับ ดังนั้นรู้สึกประหม่าแบบนี้ก็เป็นเรื่องดีนะ (หัวเราะ)

Nylon:บิกแบงเดินทางไปหลายๆประเทศเลยในการออกทัวร์รอบโลก คุณมักจะทำอะไรเวลามีเวลาว่างคะ?
GD:ระยะหลังนี้ผมสนใจใน เฟอร์นิเจอร์เก่า งานศิลปะและงานประติมากรรมครับ ในระหว่างออกทัวร์หรือในตอนที่ผมมีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศผมจะไปแกลลอรี่ในประเทศนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็น ปารีส ญี่ปุ่น หรือในอเมริกา ประเทศที่ต้องเดินทางไปถูกเซตเอาไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่มีโอกาสผมก็จะพยายามใช้เวลาของผมออกไปเยี่ยมชมแกลลอรี่ต่างๆ นานะซังได้ออกไปในที่แบบนั้นบ้างไม๊ครับ?
Nana:ไม่ค่อยได้ไปในที่แบบนั้นเลยละค่ะ
GD:เวลาที่ผมมาที่ประเทศญี่ปุ่นผมมักไปแกลลอรี่บ่อยเลยครับ แกลลอรี่ในโตเกียวจะไม่ค่อยบ่อยเท่าไหร่ แต่ไปประจำเลยละครับที่เกียวโตและในแทบคันไซ ล่าสุดผมได้ไปที่เกาะเกาะนึง เอ?? ชื่อว่าเกาะอะไรน้า??เกาะที่มีงานของศิลปินหลายคนเลยรวมอยู่ เช่นคุณ Kusama Yayoi ที่เลยโอซาก้าไปนิดนึง
Nana:เกาะที่ ชินโกกุใช่ไม๊คะ? แต่ก็ยังนึกชื่อเกาะไม่ออกอยู่ดี (หัวเราะ) คุณค้นหาข้อมูลเรื่องเหล่านี้ด้วยตัวคุณเองเลยเหรอคะ?
GD:ครับ ผมชอบพวกปราสาทด้วย ดังนั้นผมจะค้นหาแล้วก็เดินเล่นไปทั่ว ที่แกลลอรี่คนไม่มากดังนั้นผมจึงไปได้โดยไม่ได้สร้างความวุ่นวายอะไร ที่ปารีส พวกเราก็มักจะมีการจองเวลาและไปเยี่ยมชมอะไรแบบนี้ด้วยตัวเราเองอยู่เสมอ ซึ่งในสถานที่เหล่านี้ มักจะห้ามถ่ายรูปอยู่แล้วดังนั้นผมจึงไม่ได้ถ่ายรูปและโพสลงSNS เลย ผมจะจารึกรูปงานเหล่านั้นลงในใจและจากไปครับ
Nana: คุณกระตือรือร้นมากเลยนะคะ 
GD:ครับ อ่าาา ผมจำได้แล้ว ชื่อเกาะ Naoshima ในเขต Kagawa ครับ
Nana: อ่าา คุณจำได้แล้ว (หัวเราะ)


Nylon: นานะซังก็ได้ไปในสถานที่มากมายระหว่างไปถ่ายแบบเหมือนกันนี่นา คุณพึ่งได้ไปถ่ายสมุดภาพ ที่เมือง Trabzonในตุรกีใช่ไม๊คะ??
Nana: ใช่ค่ะ ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่ฉันได้ไปที่ตุรกี สำหรับการถ่ายแบบครั้งนั้นทุกคนอยากจะหาสถานที่ที่ยังไม่ค่อยได้เห็นในการถ่ายแบบ ซึ่งก็เป็นไปตามที่ฉันเคยจินตนาการเอาไว้ ฉันดีใจมากที่ได้ไปตุรกี 
GD:ผมไม่เคยไปตุรกีเลย สนุกไม๊ครับ?
Nana: ที่นั่นน่ารักมากกว่าที่ฉันจินตนาการเอาไว้ซะอีกค่ะ ผู้คนก็อบอุ่นมาก
GD:แล้วได้ลองอะไรใหม่ๆบ้างไม๊ครับ?? อาหารอร่อยไม๊??
Nana: ตอนแรกเราไปที่เมือง Trabzon ทางตะวันออกเฉียงเหนือของตุรกี ที่นั่นมีอาหารอร่อยมากๆ ฉันทานจนปวดท้อง (หัวเราะ) จากนั้นถึงไปที่ อิสตันบลู ซึ่งที่นั่นฉันได้ออกผจญภัยและสนุกมากเลย
GD:ฟังดูสนุกมากเลยฮะ (จียงกำลังดูสมุดภาพครั้งนั้นของนานะอยู่ด้วย) จากรูปดูเป็นเมืองที่น่ารักมากจริงๆฮะ มีพลังในการผ่อนคลายหย่อนใจ แล้วอยู่ที่นั่นนานไม๊ครับ?
Nana: 1อาทิตย์เต็มค่ะ ทั้งสมุดภาพถ่ายที่นั่นทั้งหมด
GD:สถานที่สวยมากครับและมีรูปน่ารักๆเต็มไปหมดเลย แล้วได้มีเวลาว่างบ้างไม๊ครับ?? คุณทำอะไรในช่วงเวลานั้นบ้าง??
Nana: ฉันว่างแค่วันแรกวันเดียว และธีมของสมุดภาพคือ " การเป็นสาวตุรกี" ฉันจึงต้องการซึมซับกับวิวและสถานที่ ฉันจึงไปซื้อผ้าโพกผมมา ( Hijab) ซึ่งฉันใส่ในรูปปกด้วย 
GD:มันเข้ากับปกและบรรยากาศในการถ่ายทำมากๆ เสื้อผ้าพื้นเมืองเหมาะกับคุณมากๆเลย ดูเยี่ยมไปเลย

Nylon : ต่อไป  ช่วยเล่าให้เราฟังถึงโลกดนตรีของจีดราก้อนหน่อยสิคะ?? เวลาคุณทำงานเพลงสภาพแวดล้อมรอบข้างเป็นแบบไหนกันคะ??
GD:ผมไม่ค่อยมีสถานที่เจาะจงเท่าไหร่ครับเวลาจะเขียนเพลง ผมมักจะมีแรงบันดาลใจจากบทสนทนาที่ธรรมดา หรือเวลาที่ทำงานอยู่ในสตูดิโอ หรือ เวลาที่กำลังนอนขี้เกียจบนเตียง ผมคิดว่างานเพลงเป็นอะไรที่จเข้ามาหาคุณเองคุณจะไปบังคับมันไม่ได้หรอกครับ ดังนั้น ถ้าผมเริ่มต้นคิดว่านี่เป็นงานที่จะต้องทำมันก็จะไปได้ไม่ดีเท่าไหร่ มันจะดีที่สุดเวลาที่ไอเดียเหล่านั้นเข้ามาหาผมในตอนที่กำลังมีบทสนทนาที่สนุกสนานอย่างเช่นตอนนี้ 
Nana:แล้วคุณจะทำยังไงคะ ถ้าไอเดียดีๆเกิดขึ้นมาระหว่างการพูดคุยกันแบบนี้?
GD:ผมก็จะจดโน้ตไว้ในโทรศัพท์ของผมก่อน
Nana:วิเศษไปเลย งั้นก็เป็นไปได้ที่หลังจากนี้คุณจะได้แรงบันดาลใจเขียนเพลงจากการพูดคุยกันในวันนี้ใช่ไม๊คะ?? (หัวเราะ)
GD:เป็นไปได้สิครับ (หัวเราะ)
Nana:แล้วมีแบบแผนไม๊คะ ว่าจะต้องเขียนทำนองก่อนหรือเขียนเนื้อเพลงก่อน??
GD:ในแต่ละครั้งก็จะแตกต่างกันไปครับ ถ้าผมมีภาพรวมหรือมีคำเฉพาะเจาะจงที่ผมชอบผมจะเริ่มขยายความจากตรงนั้น แต่ก็มีบางครั้งที่ผมได้ยินทำนองแล้วก็เริ่มคิดเนื้อเพลงใส่ในทำนองนั้นไปเลยก็มี มันจะเปลี่ยนไปตามอารมณ์ของผมในแต่ละวันละครับ 


Nylon เราได้ยินมาว่า นานะซัง ชอบเพลง Haruharu ด้วย
GD:คุณชอบเพลง haruharu เหรอครับ อ่าา แปลกใจมากเลยครับ
Nana:ฉันชอบเพลงโซโล่ของคุณ เพลง Crooked ด้วยค่ะ
GD:เพลงมันเกี่ยวกับผู้ชายที่ถูกทิ้งนะครับ (หัวเราะ)
Nana: จริงด้วยเนอะคะ (หัวเราะ)นอกจากนี้ฉันยังชอบ MV ของบิกแบงด้วยนะคะ พวกคุณคิดกันเองเลยรึเปล่า?
GD:ครับ สมาชิกทุกคนต่างก็คิดกันออกมา แน่นอนว่าก็มีผู้กำกับนะครับ แต่ในตอนที่เราทำเพลงออกมาเราก็จะมีไอเดียในหัวอยู่แล้วว่าอยากจะได้MVออกมาในรูปแบบไหน เพราะเราเขียนเพลงกันออกมาเองเราเลยรู้ดีที่สุดที่จะสื่อเพลงของเราออกมากันเอง แต่เพราะว่าผมไม่ใช่นักแสดง ผมจะรู้สึกเขินทุกครั้งในการถ่ายทำ
Nana:ดูไม่ออกเลยนะคะ ทุกคนดูวิเศษมากเลยละค่ะ  

Nylon:นานะซังเคยไปดูคอนเสริ์ตของบิกแบงด้วยนี่นา
Nana:ใช่ค่ะ ฉันเคยไปคอนเสริต์รอบนึงที่ โตเกียวโดม สองสามปีที่แล้วค่ะ เพื่อนฉันชวนไปดูคอนเสริต์บิกแบงเป็นครั้งแรกฉันสนุกมากๆเลยค่ะ และเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าคอนเสริต์สนุกมากจริงๆ การแสดงเท่มากๆและช่วง MC ก็ตลกมากค่ะ ดังนั้นมันจึงรู้สึกวิเศษมากที่จะได้เห็น สองด้านของพวกเค้าแบบนั้น และรู้สึกตลกมากที่พวกเค้าเลียนแบบของดังชาวญี่ปุ่นแบบนั้น(หัวเราะ)
GD: ( 55555 )
Nana: ทั้งเสียงเพลง ทั้งMVทั้งคอนเสริต์ ทั้งช่วงMC ทุกอย่างน่ารักไปหมดค่ะ
GD:ขอบคุณครับ ขอบคุณมากๆเลย ผมเขินแล้วนะครับเนี่ยที่คุณมาพูดแบบนี้ต่อหน้าเลย (หัวเราะ)

Nylon:นานะซังพึ่งจะฉลองวันเกิดอายุครบ 20 ไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตอนอายุ 20 ของจีดราก้อนเป็นยังไงคะ?
GD:ตอนอายุ 20 เหรอครับ? พูดตามตรงนะครับตลอดปีนั้น มีแต่งาน งาน งาน แล้วก็งานครับ ดังนั้นผมจึงไม่ค่อยมีความทรงจำดีๆเท่าไหร่ (หัวเราะ) เราพึ่งจะเดบิวต์กันดังนั้นผมจึงแค่ทำงานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทุกๆวันมีแต่เรื่องงานดังนั้นผมจึงไม่ค่อยมีความทรงจำดีๆจากปีนั้นเท่าไหร่ครับ อืม ไม่รู้สิครับ ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะเสียดายเหมือนกัน ช่วงอายุนั้นเป็นวัยที่เป็นเอกลักษณ์มาก อย่างเช่นเป็นวัยเพื่อมีความรักและเล่นสนุก แต่เรากลับไม่มีเวลาเพื่อสิ่งเหล่านั้นเลย แต่การทำงานก็สำคัญ ดังนั้นในตอนนี้ถ้าผมพอจะมีเวลาว่างผมจะเดินทางไปในที่ต่างๆ และทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ เมื่อเวลาผ่านไปแล้วคุณไม่สามารถเรียกมันกลับคืนมาได้ ดังนั้นจงใช้ชีวิตให้มีความสุขในวันนี้ เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วนะครับ อ่าา ผมพูดเหมือนกับชายแก่เลยละครับเนี่ย (หัวเราะ) 
ทุกคน:(หัวเราะ)


Nylon:นานะซังเมื่ออายุ20 แล้ว สภาพจิตใจมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปไม๊คะ?
Nana:เมื่อตอนที่เป็นเด็กฉันมักจะคิดว่าอายุ 20 นั้นเป็นวัยที่โตเป็นผู้ใหญ่มากเลย แต่พอตัวเองมีอายุ20 ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปค่ะ นอกเหนือจากว่ามีหลายๆสิ่งที่ฉันสามารถทำได้แล้ว เช่น ดื่มแอลกฮอลก์ และเหมือนกับที่เราคุยกันก่อนหน้านี้มีหลายๆที่ที่ฉันอยากจะไป ฉันอยากจะทะนุทะนอมช่วงเวลานี้ไว้ ฉันอยากจะแก้ปัญหาด้วยตัวเอง อยากจะพบปะผู้คนที่หลากหลาย อยากลองทำอะไรหลายๆอย่างที่นอกเหนือจากการเป็นนักแสดงและนางแบบ ฉันพึ่งจะอายุ20 และอย่างที่คุณจีดราก้อนพูด ตอนนี้ฉันทำอะไรก็ได้แบบไม่มีลิมิตแล้ว
GD:ใช่เลยครับ มันสำคัญนะที่จะทำสิ่งที่คุณพูดออกมาให้มันเป็นความจริงให้ได้ ผมก็เป็นคนที่ชอบท่องเที่ยวเหมือนกัน แต่มันก็เป็นเรื่องสำคัญเหมือนกันนะที่ไม่ใช่เลือกไปแต่ในที่ที่ดีๆแต่ให้ลองไปในที่ที่เราไม่คุ้นเคยดูด้วยซึ่งผมคิดว่าคุณจะได้เรียนรู้อะไรมากมายเลยในที่แบบนั้น และลองไปในที่เหล่านั้นด้วยตัวคุณเองดูไปแบบไม่มีผู้จัดการหรือทีมงานไปด้วย จะมีสิ่งสำคัญมากๆที่คุณจะได้รับจากผู้คนในที่เหล่านั้น มันเป็นเรื่องสำคัญนะครับที่จะใช้ชีวิตให้มีความสุขไม่ใช่ในฐานะนักแสดงแต่ในฐานะมนุษย์คนนึงเหมือนกัน เพราะชีวิตนี้ไม่ใช่ของใครที่ไหนแต่เป็นของคุณเอง

เมื่อเค้าพูดประโยคนี้จบลง เป็นเพราะทั้งคู่ต่างก็ยุ่งมากทำให้การสัมภาษณ์ต้องจบลง คุณจีดราก้อนที่เดินทางไปแล้วทั่วโลกได้ทำการสัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายจบลงแล้วด้วย เค้าชูมือขึ้นแล้วร้องประกาศชัยชนะ "YES" ในขณะที่นานะปรบมือ แม้ว่าจะเป็นชั่วขณะสั้นๆแต่ในตอนนั้น เราได้เห็นรอยยิ้มที่กระจ่างชัดและด้านที่ไร้เดียงสาของพวกเค้าทั้งคู่

===================================

Japanese version cr: to UTOPIA
English translation by TopsDayDream
Thai translation by miss_mew 
Photo scans by @AeuyTLiN (Brin)


วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

สัมภาษณ์ TOP จากนิตยสาร ARENA HOMME กุมภาพันธ์2016




Q:ฉันรู้มาว่าคุณมีความเกี่ยวพันธ์กับงานศิลปะเป็นอย่างมาก ปารีสมีงานนิทรรศการศิลปะมากมายหลากหลายกว่าที่เกาหลีใต้ ดังนั้นมันคงเพลิดเพลินมากในการมาที่นี่ ถึงแม้ว่าพอมาถึงที่นี่คุณจะไม่มีเวลาเป็นส่วนตัวเลย แต่คุณได้ไปเยี่ยมชมงานนิทรรศการศิลปะบ้างแล้วรึยังคะ?
TOP: ยังเลยครับ แต่ผมตั้งใจว่าจะไปเยี่ยมชมในวันพรุ่งนี้ก่อนที่จะกลับประเทศเกาหลี

Q:ได้ยินมาว่าเมื่อวานคุณไปที่ Centre Georges Pompidou ใช่ไม๊คะ?
TOP:คือทำไม่สำเร็จครับ ไม่สามารถไปได้เพราะมีคนเยอะมากไปครับ จริงๆแล้วถ้าผมเดินทางไปต่างประเทศเพื่อทำงาน ผมชอบมากกว่าที่จะมุ่งความตั้งใจลงไปในงานที่มาทำ ถึงแม้ว่าจะออกไปข้างนอกก็เป็นการออกไปข้างนอกเพื่อการทำงานเท่านั้นครับ ก็เหมือนกับครั้งนี้ ส่วนใหญ่ผมจะอยู่แต่ในห้องที่โรงแรมครับ

Q:ฉันเห็นว่าคุณเป็นคนประเภทที่อุทิศตัวทุ่มเทมากเลยนะคะ งั้นเรามาพูดเรื่องงานกันดีกว่าไม๊คะ? เมื่อวานนี้เราได้ดูโชว์จาก Dior กันไปแล้ว คุณมีความรู้สึกยังไงบ้างคะ?
TOP:ผมรัก Dior Homme ตั้งแต่พวกเค้าเปิดตัวเลยละครับ ซึ่งเป็นช่วงแรกๆที่เริ่มต้นทำวงบิกแบงในตอนนั้นความเป็นอยู่ยังไม่ได้ดีเท่าไหร่นัก ผมต้องใช้เงินที่ผมเก็บมาเพื่อซื้อกางเกงดิออร์ตัวแรกให้กับตัวเอง ผมเป็นผู้ที่คอยสนับสนุนดิออร์นะครับ

Q:เมื่อวานนี้คุณได้พบกับดีไซเนอร์ คุณ Kris Van Assche ด้วย
TOP:ผมได้พบเค้าหลังจากโชว์จบครับ ผมชอบงานดีไซเนอร์รองเท้าผ้าใบและเสื้อผ้าลำลองของเค้าครับ ผมตะลึงงันอึ้งไปเลยหลังจากดูโชว์ มันมักจะดูเท่มากกว่าที่ผมคิดเอาไว้ในใจเสมอ ไม่ได้ดูง่ายๆสบายๆเลย มันเหมือนให้ความรู้สึกที่ทำให้เราหนุ่มขึ้นอีกครั้ง

Q:คุณรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับเสื้อผ้าเหล่านั้น แต่ฉันเห็นว่าคนที่มาร่วมนั่งกับคุณในการดูโชว์ยิ่งทำให้อึ้งตะลึงงันมากขึ้นไปอีกนะคะ เช่น คุณ Ben Godham จาก Byredo , ดีไซเนอร์ชื่อดัง คุณ Karl Lagerfeld
คุณ Bernard Arnault จาก LVMH และคนอื่นๆอีกมากมายเลย  ในฐานะที่เป็นคนเกาหลีและได้ไปนั่งตรงนั้นสง่างามเต็มภาคภูมิ คุณทำให้พวกเราภูมิใจนะคะ
TOP:  จริงๆก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไรนะครับ ผมไม่มีอะไรที่จะต้องคิดมากนัก จริงๆแล้วผมรู้สึกไม่ค่อยสบายเท่าไหร่เวลาที่ต้องไปในที่ที่มีคนเยอะๆ  "ทำไมคุณไม่เคยไปร่วมงานแฟชั่นโชว์ในต่างประเทศเลยละ??" ผมมักจะได้รับคำถามแบบนั้นมาเสมอ บอกตามตรงนะครับ นอกจากการขึ้นเวทีแสดงแล้ว ผมเกลียดที่จะไปในที่ที่มีคนเยอะๆ การแสดงบนเวทีเป็นที่ที่ทำให้ผมได้แสดงออก นอกนั้นแล้วที่อื่นทำให้ผมรู้สึกเหนื่อยครับ เมื่อก่อนผมเคยมีอาการกระสับกระส่ายตื่นตระหนก (Panic Disorder) แต่ในตอนนี้ผมไม่มีอาการเหล่านั้นแล้วครับ ดังนั้นผมจึงสามารถพูดถึงมันออกมาได้อย่างสงบ



Q:คุณเดบิวต์มากว่า 10 ปีแล้วคุณชอบแฟชั่นแต่นี่เป็นครั้งแรกที่คุณเดินทางมาดูโชว์ด้วยตัวเองค่อนข้างเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายนะคะ 
TOP:ผมรู้ว่าการมาดูโชว์ด้วยตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแต่เราอยู่ในยุคที่เราสามารถดูคอลเลคชั่นแฟชั่นได้ง่ายๆผ่านรูปถ่ายนะครับ แต่กับภาพวาด งานประติมากรรม และ เฟอร์นิเจอร์นั้น ผมจำเป็นต้องมาดูชิ้นงานเหล่านั้นจริงๆด้วยตาของตัวเอง การที่จะดูพวกมันผ่านรูปถ่ายนั้นผมไม่สามารถที่จะชื่นชมความงามและได้รับความตื่นเต้นเร้าใจได้เต็มที่จากความสนใจในงานในสาขานี้ หากผมได้เห็นพวกมันจริงๆด้วยตัวเองผมจะรู้สึกประหลาดใจอย่างมากและได้รับความคิดที่น่าสนใจเกิดขึ้นในใจ เช่น "สิ่งเหล่านี้ทำไมถึงสามารถเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจเช่นนี้ได้ยังไงเนี่ย"

ในตอนที่ผมยังอายุน้อย ผมชอบเสื้อผ้าตามแฟชั่น การได้มองพวกมันผ่านรูปถ่าย ณจุดจุดนึง ผมสามารถที่จะบ่งบอกรายละเอียดเกี่ยวกับพวกมันได้อย่างถูกต้อง เช่นพวกมันมีเนื้อผ้าอย่างไรและจะให้ความรู้สึกแบบไหนเวลาที่สวมใส่

Q:แค่ได้ดูผ่านรูปถ่าย ในใจของคุณสามารถที่จะร่างภาพความรู้สึกจากการสวมใส่และการเดินบนรันเวย์ออกมาได้เลยเหรอคะ?
TOP:ครับถูกต้องครับ เพราะผมจำเป็นต้องเอารูปร่างหน้าตาของตัวเองออกโชว์ให้สาธารณชนเห็นและมันก็เป็นงานที่สำคัญ จากการที่มองไปแว้บแรกผมจำเป็นต้องรู้ว่าอะไรที่เหมาะกับตัวเองผมไปที่งานแฟชั่นโชว์เมื่อวานนี้และวันนี้ผมก็สวมใส่เสื้อผ้าของดิออร์ คอลเลคชั่นซัมเมอร์2016 เพื่อการถ่ายภาพแฟชั่นครับ ซึ่งผมสนใจชุดเหล่านี้มาก่อนแล้วตั้งแต่เห็นมันบนรันเวย์แฟชั่นโชว์เมื่อวาน

Q:เสื้อผ้าเหล่านั้นพวกมันทำให้คุณสนใจ และยังเหมาะกับตัวคุณได้ดีอีกด้วยคุณเป็นคนที่มีรสนิยมดีจริงๆนะคะ 
TOP:การที่ได้รับการยกย่องว่าผมมองมันได้อย่างถูกต้องเหมาะกับตัวเองแบบนี้ก็นับว่าผมก็มองมันได้อย่างแม่นยำนะครับเนี่ย 


Q:คุณมีเซ้นต์ที่ดีในทางแฟชั่นนะคะ ฉันได้ยินมาว่าคุณรักงานศิลปะมากๆด้วยเช่นเดียวกับรักในเฟอร์นิเจอร์อีกด้วยถึงขั้นที่ลงมือค้นคว้าเชิงลึกในเรื่องเหล่านั้นเลยคุณเรียนรู้ด้วยวิธีไหนคะ?
TOP:ผู้หญิงในครอบครัวของผมต่างก็มีความเกี่ยวเนื่องกับงานในด้านศิลปะทั้งนั้นครับผมมักจะได้คลุกคลีกับพวกศิลปินและได้เห็นภาพวาดมาแล้วมากมาย ผมถูกบังคับให้เรียนเกี่ยวกับศิลปะในตอนที่ยังเป็นเด็ก  หากเทียบกับการวาดภาพผมชอบที่จะมองผ่านภาพและทำความเข้าใจผ่านการใช้ประสาทสัมผัสในการรับประสบการณ์ในการมองสิ่งต่างๆมากกว่าสำหรับผมแล้วผมมีความสนใจในเรื่องของดนตรีและภาพยนตร์มากกว่า ผมคิดว่าบางอย่างสามารถถ่ายทอดออกมาได้โดยใช้การแสดงออกทางร่างกาย ซึ่งผมว่ามันเหมาะกับผมมากกว่า ถึงแม้ว่าความสมบูรณ์แบบของตัวงานศิลปะเองจะสามารถบรรยายผ่านภาพวาดหรืองานประติมากรรม ถึงยังไงแล้วผมก็ชอบมากกว่าที่จะบรรยายความงามเหล่านั้นผ่านตัวของผมเอง 

ในตอนที่ผมเป็นเด็ก ครอบครัวของผมต่างตั้งความหวังในเรื่องศิลปะในตัวผมเอาไว้สูงมากซึ่งผมมักจะมองขัดกับพวกเค้าเสมอ มันไม่ใช่ว่าพวกผู้ใหญ่จะรับไม่ได้กับความจริงที่ว่าผมกำลังทำงานในวงการดนตรีนะครับไม่ใช่ว่าพวกเค้าเป็นผู้ใหญ่แล้วจะรับไม่ได้ แต่ผมว่ามันเป็นงานที่ไม่ง่ายเลยที่จะทำใจยอมรับง่ายๆว่ายุคสมัยมันกำลังจะเปลี่ยนไปแล้ว ผมว่ามันเป็นเพราะ เรื่องนี้มากกว่า

Q:เป็นเพราะความต้องการของคุณ คุณได้ทำงานทั้งการแสดงและการร้องเพลงมาอย่างเหน็ดเหนื่อยนี่เรียกได้ว่า คุณประสบความสำเร็จทำได้ดีในทั้ง2งานเคยมีใครมาพูดอะไรแบบนี้ไม๊คะว่า"เค้าไม่เพียงแต่ร้องเพลงเก่งเท่านั้นนะแต่ยังมีพรสวรรค์ในด้านอื่นๆอีกด้วย"
TOP:มีครับ และผมก็รู้สึกมันด้วยตัวเองเหมือนกัน ครั้งนี้เป็นครั้งแรกจริงๆที่ผมพูดมันออกมาในช่วงเวลาที่ผมเริ่มเข้าเรียนชั้นมัธยม ผมเข้าสังคมไม่เก่งเท่าไหร่ดังนั้นเลยจะโดดเรียนบ่อยๆไม่ได้มีกรณีอะไรที่ผมต่อต้านเป็นพิเศษหรอกครับ แต่นี่ก็ทำให้ผมรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเบื่อหน่าย เราถูกบังคับให้เรียนในวิชาที่เราไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย ระบบการเรียนแบบนี้ทำให้ผมเป็นทุกข์ในตอนนี้เพื่อนๆของผมมักจะพูดว่า "นายมีความมั่นใจสูงมากมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก" ในตอนนั้นเพื่อนๆมักจะคิดว่าผมเป็นพวกหลงตัวเอง เพราะผมเอาแต่พูดว่า "ฉันจะต้องประสบความสำเร็จในวงการเพลงได้แน่ๆ " 

พวกเค้าอาจจะคิดว่าผมมีความฝันที่เหลวไหลไร้สาระ แต่ถ้าผมพูดประโยคนั้นออกมาในตอนนี้ก็อาจจะดูเหมือนว่าหยิ่งทะนงตัวไป ดูเหมือนว่าผมจะมีความมั่นใจแน่วแน่แบบนั้นมาตั้งแต่ในช่วงอายุยังน้อย ในตอนที่ผมอายุ 13-14 ในใจผมก็มีหนทางที่ผมต้องการจะเดินไปในอนาคตอยู่ในใจเอาไว้แล้ว ซึ่งในเวลานั้นมันอาจจะดูเป็นเรื่องเหลวไหล

Q:ในวัยนั้นการที่ออกไปคลุกคลีเที่ยวเล่นกับเพื่อนๆกลายเป็นว่าทำให้เราเหลือเวลาน้อยมากในการที่จะย้อนคิดทบทวนเรื่องของตัวเองนะคะการที่ใช้เวลาอยู่กับตัวเองคนเดียวเพื่อย้อนมองสิ่งที่อยู่ภายในและไตรตรองมากเท่าไหร่มันก็จะยิ่งสามารถช่วยเราในการมองไปในอนาคตข้างหน้าได้  
TOP:ยิ่งย้อนทบทวนมองตัวเองมากเท่าไหร่ความสำเร็จก็จะมีความเป็นไปได้ตามมาครับ

Q:คุณมีความคิดมากมายในหัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนังหรือเพลงดูเหมือนว่าจะผ่านการพิจารณามาอย่างสุขุมรอบคอบอย่างมากแล้วทั้งนั้น
TOP:ในตอนที่ผมทำงานเพลงและในตอนที่เลือกชิ้นงานโบแดงออกขึ้นแสดงนั้นผมหวังว่ามันจะซึบซับเข้าสู่ตัวผมเหมือนดั่งพรหมลิขิตมากกว่า ผมจะไม่ไปขึ้นแสดงโดยคิดวางแผนเอาไว้ก่อนว่าจะถ่ายทอดมันออกมายังไงบนเวทีแต่ผมจะคิดถึงสิ่งที่ผมกำลังจะลงมือทำ ณ เวลานั้น และผมจะรู้สึกว่าผมถูกเติมเต็มซึ่งผมว่านี่แหละคือ โชคชะตาพรหมลิขิต


Q:บิกแบงไม่ได้ถูกต้องลงตัวแบบนี้มาตั้งแต่เริ่มต้น แต่แทนที่จะจงใจปรับเปลี่ยนตัวเองไป สมาชิกในวงแต่ละคนดูเติบโตขึ้นใน เรื่องของอารมณ์ความรู้สึกและมีแนวโน้มว่าจะเติบโตขึ้นไปได้ด้วยดีนะคะ
TOP:เราเขียนเพลงด้วยตัวเองมาตลอดตั้งแต่ยังเป็นเด็กฝึกครับ ตั้งแต่ตอนนั้นเราก็ทำเพลงในแบบที่เราอยากจะทำมาเสมอ เราส่งเพลงให้ท่านหยางกว่า 20 เพลงเค้าก็จะวิเคราะห์เพลงเหล่านั้นตามความเป็นจริงไม่ลำเอียงเพราะเราเป็นคนลงมือทำดังนั้นปกติแล้วเราจะไม่สามารถเห็นปัญหาได้ด้วยตัวเองการจะเอาพวกเราไปเทียบกับวงไอดอลวงอื่นนั้นเป็นเรื่องที่แตกต่างไปนะครับ เพราะระบบการเทรนที่เข้มงวดนั้นไม่เหมือนกัน บางทีนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมพวกเราถึงทำงานกันมาได้จนถึงทุกวันนี้นะครับ 

Q:บิกแบงไม่ใช่วงที่สามัญตามคตินิยมตามแบบฉบับวงไอดอลทั่วไปพวกเค้าเป็นวงที่ไม่เคยมีวงลักษณะแบบนี้มาก่อนและไม่มีวงไหนที่จะสามารถประสบความสำเร็จเหนือพวกเค้าได้อีกแล้วในเกาหลี นอกจากนี้พวกเค้ายังได้รับการยอมรับและเป็นที่จดจำในระดับโลกอีกด้วย
TOP:ไม่มีใครคาดหวังกับผลที่จะออกมาเลยครับ ท่านหยางอาจจะไม่ค่อยพอใจนักถ้ามาได้ยินผมพูดแบบนี้ แต่ยังไงก็ตามแต่ ผมไม่ได้คิดว่าเราทำได้เพราะพลังความหลงใหล มันเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งนะครับการที่จะก้าวผ่านยืนหยัดในความสัตย์จริงของตัวเองจนได้รับการจดจำและเข้าถึงการสื่อสารกับผู้คนในที่สุด

Q:ในการเป็นนักร้อง บิกแบงถือว่าอยู่ในจุดสูงสุดแล้วคุณยังคงมีความปรารถนาอะไรอีกรึเปล่าคะ??
TOP:ความคิดที่เกี่ยวกับความปรารถนาอยากนั้นไม่เคยผ่านเข้ามาในใจผมเลยแม้แต่ครั้งเดียวแม้แต่ในช่วงที่อายุยังน้อยก็ไม่เคยคิดเลยครับ หลังจากที่ขอบเขตวิสัยทัศน์ของผมมีขอบเขตแคบลงผมก็จะคิดถึงแต่สิ่งที่อยู่ในขอบเขตที่ผมรู้อย่างสร้างสรรค์และมันทำให้สนใจแต่สิ่งนั้นโดยเฉพาะเท่านั้นโดยที่ผมไม่เคยไปคิดถึงความปรารถนาอื่นใดที่ไร้ประโยชน์เลย คุณอาจจะคิดว่าผมโกหกนะครับแต่พลังงานที่นับไม่ถ้วนและเปล่าประโยชน์เหล่านั้นมันไม่สามารถที่จะมีทางระบายออกไปได้ พวกเราทบทวนความคิดและสะท้อนความคิดในใจของเราลงไปในงานเพลงของพวกเราครับ ดังนั้นเรารู้สึกเป็นเกียรตินะที่เรามาจนถึงจุดนี้ได้

Q:คุณเป็นคนตั้งมาตรฐานความพอใจที่จับต้องได้จริงๆเอาไว้สูงไม๊คะ?? 
TOP:ถ้าเป็นเรื่องงานไม่มีคำว่าจุดพึ่งพอใจครับ และผมก็จะไม่วัดมันจากความทะเยอทะยานในเชิงพาณิชย์ด้วยครับ
(หมายถึงความพอใจเป็นเรื่องของจิตใจหากถามถึงจุดมาตรฐานที่จับต้องได้ทาบิว่าเค้าไม่มีการตั้งจุดแบบนั้นเอาไว้ในเรื่องของการทำงาน ซึ่งเค้าก็คงจะไม่วัดความพอใจนั้นในเชิงธุรกิจผ่านการค้าขายว่าขายได้มากน้อยทำนองนั้นด้วยค่ะ )

Q:เป็นสิ่งที่บริสุทธิ์มากจริงๆค่ะ
TOP:ความแข็งแกร่งของความบริสุทธิ์นั้นยอดเยี่ยมที่สุดครับ ถ้าคุณจะเอาทุกสิ่งทุกอย่างมาใส่ใจไปหมดนั้นจะต้องหมายถึงว่าคุณต้องเป็นอัจฉริยะแบบไอสไตน์แล้วละครับ


Q:ได้ยินมาว่าระหว่างทางจากเกาหลีมาที่นี่คุณอ่านบทภาพยนตร์ในช่วงเวลาที่อยู่บนเครื่องบินใช่ไม๊คะ?
TOP:จริงๆมีการตอบรับแสดงตั้งแต่ช่วงปลายปีแล้วละครับ ค่อนข้างจะน่าหดหู่ซักหน่อยเพราะมีบทไม่มากเท่าไหร่มาให้พิจารณาครับ
  
Q:มีบทบาทไหนที่คุณอยากจะแสดงเป็นพิเศษไม๊คะ?
TOP:ไม่ มีครับ ผมชอบอะไรที่ซื่อตรงจริงใจ สิ่งที่ซื่อตรงนั้นจะประทับใจผมได้ง่ายๆ จนถึงตอนนี้ถ้ามีใครทำในสิ่งนั้นๆได้ออกมาดีอยู่แล้ว ผมจะดื้อไม่อยากทำซ้ำอีก และนี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมหลีกเลี่ยงทำในสิ่งที่ธรรมดาๆสามัญ ในวงการอุตสาหกรรมหนังบ้านเรา มีหนังเพียงไม่กี่ประเภทที่จะเหมาะกับนักแสดงอายุ 20-30 ปี ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผมเสียใจมากครับ

Q:ได้ยินมาว่าหลังจากการถ่ายทำภาพยนตร์สิ้นสุดลงคุณมักจะมีช่วงเวลาที่ยากลำบากเพราะคุณยังคงติดอยู่กับบทบาทที่คุณแสดงอยู่ 
TOP:ผมมักจะเป็นแบบนั้นครับ

Q:ไม่รู้สึกว่ามันยากเกินไปเหรอคะ?
TOP:มัน ทรมาณมากจริงๆครับแต่ถ้าไม่มีแรงกระตุ้นแบบนั้นแล้วก็จะไม่สนุกเลย ในระหว่างการทำอัลบั้มของบิกแบงผมปรับเปลี่ยนท่อนแร๊พของผมในเพลง Loser ไปกว่า 30 ครั้งผมตั้งใจไปกับมันมากเกินไปผมรู้สึกหดหู่ในช่วง2-3เดือนนั้นฮะ ความต้องการของผมมันเปลี่ยนไปเป็นความเศร้าหดหู่เช่นกัน ยังไงก็ตามแต่ผมแก้ไขอะไรกับสถานการณ์แบบนี้ไม่ได้เพราะผมผมคนประเภทที่ว่า ผมจะไม่รู้สึกถึงแรงกระตุ้นใดๆเลยหากไม่พาตัวเองเข้าใจเจอสถานการณ์ที่บีบ คั้นสุดโต่งแบบนั้น

Q:คนที่ได้ชื่อว่าเป็น"ศิลปิน"นั้นมักอยากจะสร้างความประทับโดยการเป็นคนช่างติช่างวิจารณ์แต่จากที่ฉันดูคุณแล้วคุณไม่ได้เป็นแบบนั้นเลยเวลาอยู่ในกองถ่ายทำภาพยนตร์
TOP:ผมเป็นคนที่มีความอ่อนไหวมากที่สุดเลยครับผมตระหนักได้ว่าผมเป็นของผมแบบนี้ตั้งแต่ยังเด็ก การที่จะเอาชนะอาการเหล่านี้และทำให้ข้อบกพร่องนี้หายไป ผมพยายามอย่างมากที่จะเปลี่ยนแปลงมัน แต่ยังไงก็ตามแต่ส่วนที่อ่อนไหวเหล่านั้นในตัวของผมมันก็ยังอยู่ ผมเข้าใจตัวเองว่าตัวเองเป็นคนอ่อนไหวมากดังนั้นผมชอบที่จะหยอกล้อคนอื่นเล่นเพราะถ้าผมไม่หยอกล้อเล่นกับพวกเค้า พวกเค้าก็จะเริ่มมีเรื่องมากมายให้คิดและเมื่อนั้นมันจะทำให้ผมหนักใจไปโดยปริยาย ดังนั้นการที่ผมหยอกล้อพวกเค้าเล่นมันเป็นการกระทำเพื่อป้องกันตัวผมเองไม่ให้คิดอะไรที่ยุ่งยากซับซ้อนเกินจำเป็นด้วยครับ 

Q:คุณต้องอดทนความยากลำบากมากนะคะ
TOP:ผมเป็นของผมแบบนี้มาตั้งแต่ยังเด็กแล้วละครับ แต่ตอนนี้ผมมีเคล็ดลับในการที่ปกปิดมันเอาไว้ 
 
Q:จากIG ของคุณฉันเห็นว่าคุณมีความรู้และความสนใจเกี่ยวกับศิลปินต่างๆเยอะมาก ดูเหมือนว่าคุณมีแนวคิดของตัวเองในงานที่เกี่ยวข้องกับงานศิลปะ
TOP:ผม อยากที่จะแนะนำศิลปินชาวเกาหลีและชาวญี่ปุ่นไปอย่างต่อเนื่องครับ แม้ว่าจะมีศิลปินรุ่นใหม่อายุน้อยที่มีชิ้นงานที่เปี่ยมไปด้วยความหมายแต่ กลับน่าเสียดายที่พวกเค้าไม่ได้รับความดึงดูดใจผู้คนเพราะไม่ได้รับความสนใจ จากสาธารณชน ตอนนี้ดูเหมือนว่าผมจะได้รับโอกาสมากขึ้นในการที่จะนำเสนอแนะนำตัวศิลปินบาง คนในปีนี้ ในตอนนี้ยังเป็นความลับอยู่ครับแต่ผมพบว่ามันจะเป็นโครงการที่ยอดเยี่ยมแน่ๆ

Q:ฉันตีพิมพ์เรื่องนี้ลงไปในบทสัมภาษณ์ได้ใช่ไม๊คะ?
TOP:แน่ นอนครับ คุณอาจจะต้องประหลาดใจมากเลยทีเดียวละครับ ที่โครงการดีๆที่จะช่วยสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่นั้นได้มีการวางแผนเตรียมการ กันออกมาแล้ว 



Q:ในระหว่างการถ่ายแบบก่อนหน้านี้ คุณเล่นมุข เรื่องครัวซองค์โดยการเอาขนมจากฝรั่งเคสมาเล่นพร้องเสียงกับคนว่า "ซัง" ที่เป็นคำลงท้ายชื่อคนในภาษาญี่ปุ่นเพื่อเล่นมุขออกมา จริงๆฉันไม่เข้าใจมุขนี้หรอกนะคะ แต่ฉันรู้ว่าถ้านายแบบอารมณ์ไม่ดีทีมงานก็จะทำงานกันไม่สะดวก ซึ่งก็ต้องขอบคุณ คุณมากจริงๆนะคะที่ทำให้บรรยากาศในการทำงานออกมาสมบูรณ์แบบจริงๆ 
TOP:ผมว่าคนคนนั้นคงไม่รู้เรื่องการปล่อยมุขนะครับ ถ้าตัวผมไม่เบิกบานไม่มีความสุขและไม่หัวเราะเสียงดังกับมุขตลกต่างๆมันอาจจะทำให้ผมดูเป็นคนล้ำลึกเกินไปซึ่งผมก็อาจจะไม่โอเคถ้าเป็นอย่างงั้น ดังนั้นผมจึงพยายามสร้างบรรยากาศให้ดีขึ้น ถ้านายแบบกำลังเต๊ะท่าอยู่ ผมจะทำลายกำแพงระหว่างกันโดย ผมก็จะพูดว่า " ช่วยเล่นมุขให้ฟังหน่อยครับ" อาการหวาดระแวงต่างๆก็จะหายไปจริงไม๊ครับ  555+  

==================

Korean to Chinese translation by choitopop 
Chinese to English translation by pinkymomo
English to Thai translation by miss mew
Photo credit to label in the picture