วันเสาร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2556

โปรเจค เลี้ยงอาหารที่กอง Alumni กับ UTOPIA


เราได้ยินมาว่าเมื่อการถ่ายทำใกล้จะถึงวันปิดกล้อง 
เรื่องอาหารการกินก็มักจะเป็นเรื่องที่ถูกมองข้ามไป 
ดังนั้นเราจึงตั้งใจจะทำ โปรเจค เลี้ยงอาหารให้พวกเค้ากันค่ะ 

ด้วยสภาพอากาศที่ค่อนข้างหนาวเย็น 
ดังนั้นเราจึงเตรียมทำซุบกระดูกร้อนๆและสตูเนื้อ (Seolleongtang) ไปเลี้ยงที่กองกัน
Selleongtang ของเราไม่ธรรมดานะคะ มันเป็นซุปพิเศษที่มีเนื้อเยอะเป็นพิเศษ
ดังนั้นในอาหารจานนี้เราจึงต้องจ่ายเพิ่มอีกหน่อย

เราได้ยินมาว่าซึงฮยอนและทีมงานทุกคนต่างก็ชอบดื่มกาแฟ 
ดังนั้นเราจึงพยายามที่จะเตรียมหาหน่วยบริการที่จะไปชงให้ดื่มถึงที่
แต่เราก็ไม่สามารถหาได้ ดังนั้นเราจึงเตรียมการแฟสำเร็จรูป Starbucks Via จากสตาร์บัคไปแทน
เพื่อทีมงานทุกๆคน และแน่นอน มีกาแฟสำหรับซึงฮยอนด้วยเหมือนกัน

เราเตรียมถุงร้อนไปด้วย 400 ห่อ (ทั้งแบบแปะตัวได้และแบบธรรมดา)
แต่หัวหน้าทีมที่จัดการเรื่องแฟนคลับ บอกกับเราว่าเราเตรียมามากเกินไป 
ดังนั้นพวกเค้าจะเก็บที่เหลือเอาไว้ใช้ในช่วงคอนเสริต์ปิดทัวร์ที่โซลแทน ㅠ_ㅠ

นอกจากนี้เราอยากจะทำอะไรเพิ่มให้กับซึงฮยอนเป็นพิเศษ
ดังนั้นเราจึงถามไปว่าเค้าอยากได้อะไรเพิ่มไม๊ เช่น อาหารเสริม ของบำรุงต่างๆ 
เค้าตอบมาว่า เค้าไม่ต้องการอะไรเพิ่มเติมเลย 
เค้าบอกให้เราไปเพิ่มเติมให้กับทีมงานแทนจะดีกว่า ㅠ_ㅠ

มันเป็นเรื่องที่ดีจริงๆที่ได้เห็นเค้าคอยเป็นห่วงเป็นใยทีมงาน 
เราจะมานิ่งดูดายอยู่เฉยๆได้ยังไง !!
ดังนั้นเราจึงตัดสินใจที่จะจัดอาหารมื้อดึกอีกมื้อให้กับทีมงานทุกคน 
แทนที่จะทำโปรเจคให้กับซึงฮยอนคนเดียว 
เราจะจัดเลี้ยงอาหารรอบดื้อในวันสุดท้ายของการถ่ายทำ 
และแน่นอนเราก็จัดเตรียมของว่างไว้ให้ซึงฮยอนด้วยเหมือนกัน 

ยังไงก็ขอให้รออีกหน่อยนะค่ะ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมในโปรเจคเลี้ยงอาหารนี้ 

เราใช้รายได้ที่ได้รับมาจากการจำหน่ายผ้า slogan ทั้ง 3 ครั้งของเรา
เพื่อโปรเจค Alumni และ โปรเจคในวันเกิดของซึงฮยอน 
ซึ่งนั่นหมายความว่า ทุกคนที่ซื้อผ้าเชียร์ก็มีส่วนร่วมในโปรเจคเหล่านี้ด้วย 

ขอบคุณทุกคนค่ะ  ^-^

!!รายได้จากการจำหน่าย ผ้า slogans จะนำไปใช้เพื่อซึงฮยอนทั้งหมด 

source: UTOPIA
Thai Translation by mew

Movie Week Magazine : Preview Alumni


[มีเพียงเพื่อนที่เคยร่วมชั้นเรียนด้วยกันคนเดียวเท่านั้นที่เข้าใจผม]

ภาพยนตร์เรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ 
ตัวละครหลักของเรื่องคือชายคนนึงที่มาจากเกาหลีเหนือพร้อมกับภารกิจลับ 
แต่ชายคนนั้นกลับเป็นเพียงเด็กนักเรียนชั้นมัธยมที่ไม่เคยถูกฝึกในเรื่องการทหารมาก่อน
และเค้าไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าจะต้องกลายมาเป็นนักฆ่า 
จุดสำคัญในเรื่องที่คุณจะได้พบในภาพยนตร์เรื่องนี้คือ
ภายใต้สถานการณ์แบบนั้น เด็กผู้ชายคนนี้จะมีรักแรกได้ยังไง?? 
เนื้อเรื่องในภาพยนตร์เรื่องนี้จะทำให้หัวใจของคุณปวดร้าวมากกว่าจะเป็นหนังบู๊ต่อสู้กันดุเดือด

เด็กผู้ชายคนนั้น ชื่อ  MyungHoon เค้าต้องฆ่าคนเพื่อปกป้องน้องสาวเพียงคนเดียวของเค้า 
เค้ามีอายุ 19 ปี ก่อนที่จะมาทำภารกิจที่เกาหลีใต้ เค้าไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าจะต้องมาเป็นนักฆ่า
เค้าเกิดในครอบครัวที่ดีมีฐานะ และมีความฝันว่าอยากจะเป็นนักเปียโน
แต่หลังจากที่คุณพ่อของเค้าเสียชีวิตเพราะการใส่ความอย่างไร้ความเป็นธรรม 
ความฝันของเค้าก็สลายไป

เค้าเดินทางไปที่เกาหลีใต้และกลายเป็นนักฆ่าเพื่อช่วยชีวิตน้องสาว 
วันคืนผ่านไปอย่างยากลำบากเค้าต้องลงมือฆ่าเมื่อได้รับคำสั่ง 

หนุ่มนักฆ่า  MyungHoon มีเพื่อนเพียงคนเดียวคือ Hyein 
หญิงสาวที่มีชื่อเหมือนกับน้องสาวของเค้า เค้าเปิดใจให้เธอ

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ 
แต่ไม่ใช่เรื่องราวที่เกี่ยวกับความเชื่อทางการเมือง 
แต่เป็นเรื่องราวของคนรุ่นหลังที่ต้องมาเผชิญกับเรื่องราวต่างๆหลังที่มีการแยกประเทศ
ชีวิตของเด็กเหล่านี้จะต้องเปลี่ยนแปลงไปเพราะประวัติศาตร์
เรื่องราวที่เค้าไม่ได้มีส่วนร่วมและไม่เคยได้ยินมาก่อน 
ดังนั้น เรื่องราวของพวกเค้าจึงน่าเห็นใจอย่างมาก 

ผู้ชมจะรู้สึกได้ถึงความน่าสงสารของเด็กชายคนนึงที่เค้าต้องลงมือฆ่าคน ทั้งๆที่เค้าก็ไม่ได้ต้องการ
แทนที่จะนำเสนอถึงความตื่นเต้นกับบทแอคชั่นต่อสู้กัน 
ทางเราเน้นไปที่ความรู้สึกของ MyungHoonมากกว่าที่จะไปเน้นฉากต่อสู้

MyungHoon และ HyeIn กลายมาเป็นเพื่อนกัน เข้าใจซึ่งกันและกัน 
และร่วมเสียสละเพื่อกันและกัน พวกเค้าพยายามที่จะค้นหาตัวตนที่แท้จริงของตนเอง
HyeIn ก็เป็นสาวน้อยที่โดดเดี่ยวและถูกเพื่อนแกล้งที่โรงเรียน
เมื่อคนเหงาสองคนมาพบกับ และได้รู้จักตัวเองและหาสิ่งที่จะมาเต็มเติมพวกเค้าทั้งคู่ร่วมกัน
ดังนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ การเสียสละและการช่วยเหลือ 


ชเวซึงฮยอนเป็นหนึ่งในนักเรียนทหารในภาพยนตร์เรื่อง 71 <Into the fire>
มาในเรื่องนี้ เค้ามารับบทนำในภาพยนตร์เรื่อง Alumni
เค้าเป็นคนที่แสดงออกความรู้สึกได้ดีมาก 
ในภาพยนตร์เรื่องนี้คุณจะได้เห็นเค้าในมาดนักแสดงฝีมือเยี่ยม

 

 Myunghoon:เมื่อทำภารกิจสำเร็จเค้ามองเห็นเลือดคนที่เค้าสังหารที่แขนเสื้อ 
เค้าคิดถึงโชคชะตาของตัวเอง "นี่เราคิดถูกแล้วใช่ไม๊ที่จะเดินหน้าทำสิ่งนี้ต่อไป??" 

=======================

Eng translation by Lucy
Thai Translation by mew 
photo scan by DCTOP 

วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2556

ซึงจังไดอารี่ 18 มกราคม 2013


วันนี้ มีถ่ายรายการกับพิธีกรที่ผมชอบคุณ  Acasiya Sanma ครับ
การที่ต้องมาเจอพายุหนักในเดือนมกราคมนี้กับ  Sanma !! ผมเครียดมากเลยครับ 
เมื่อปีที่แล้วผมคิดว่า "ผมคุ้นเคยกับรายการวาไรตี้ที่ญี่ปุ่นมากขึ้นแล้ว 
ต้องขอบคุณคุณ Sanma ผมอยากจะเป็นได้เหมือนเค้าที่สามารถทำให้คนมีความสุขได้"
เค้าเป็นคนที่เต็มไปด้วยทักษะในการดึงเอาบุคคลิกเฉพาะตัวของคนออกมาไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร
ผมรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่วิเศษจริงๆ และก็อยากจะทำให้ได้แบบเค้า 
เค้าทำให้ผมทำงานได้ดีทั้งๆที่วันนี้ผมไม่ได้ใช้บทพูดอะไรที่เตรียมไว้เป็นพิเศษ 
ผมดีใจมากๆจนอยากจะร้องไห้เลยครับ 

คุณ Sakine, คุณ Jakiyama, และคุณ Hisamodo ต่างก็เอ็นดูผม T.T
นอกจากนี้ผมได้คุยกับคุณ Sanma เป็นการส่วนตัวในการประชุมช่วงปีใหม่ 
ผมบอกกับเค้าว่า "ถึงแม้ว่าผมจะเป็นนักร้อง 
แต่ผมก็ชอบที่จะทำให้คนพอใจและหัวเราะออกมาได้ ผมชอบทำงานนี้มาก"  
เค้ารีบพูดตอบผมว่า "ผมรู้สึกดีใจมากที่คุณมาทำงานในรายการของผมแต่คุณต้องพยายามให้มากขึ้นอีก" 
บางทีเค้าอาจจะรู้ถึงความรู้สึกของผมก็เป็นได้ ความรู้สึกในการอยากจะทำให้คนอื่นมีความสุข


ในการประชุมเมื่อตอนปีใหม่ 

ผมบอกกับทุกคนว่า "ทุกคนครับ ขอบคุณที่ให้ผมได้ทำงานร่วมกับคุณและเหล่าทีมงานด้วยนะครับ 
ถึงแม้ว่าผมจะไม่มีพรสวรรค์ในด้านนี้ ผมก็จะพยายามให้มากขึ้นอีกเพื่อจะได้เป็นที่จดจำได้เหมือนคุณ Sanma ไม่วันใดก็วันหนึ่ง "

ทุกคนต่างก็พูดว่า "วีไอสู้ๆนะ"และปรบมือให้ผม 
ผมควรจะเรียนให้มากขึ้นอีกๆ ไม่ว่าผู้คนอยากจะเห็นอะไรผมจะทำออกมา
หัวใจของผมร้อนระอุด้วยแรงเชียร์จาก Sanma 
ซึงจังก็ยังเดินหน้าต่อไปเหมือนเดิมครับ 


EngTranslation by Shrimpljy
Thai Translation by mew
Photo credit to partner VI

ซึงรี : Star Column เบื้องหลัง Alive World Tour

สวัสดีครับ ผม น้องเล็กตลอดกาลจากวง Bigbang
[ในห้องรอที่นิวยอร์ก]

ผมมาทักทายทุกคนในวันนี้เพื่อจะมาบอกเล่า
เรื่องราวลับๆใน BIGBANG World Tourกับ Star Column ครับ 
ผมได้เดินทางไปในหลายๆประเทศผ่าน World tour นี้ 
ผมจะไม่เล่าให้พวกคุณฟังแค่ประเทศเดียวหรอกครับ 
แต่มีเรื่องราวเล็กน้อยๆเกิดขึ้นในหลายๆที่ที่เราไป
ผมจะเล่าแบบสั้นๆแต่เป็นเรื่องสำคัญที่ได้ใจความทั้งนั้น 
และนี่คือ เรื่องราวที่ผมอยากจะเล่าครับ 


[ด้านนอกโตเกียวโดม ก่อนที่คอนเสริต์จะเริ่ม มีแฟนๆมากมายอยู่ที่นี่ครับ] ^^

ก่อนอื่นเลย เรามีคอนเสริต์ในโดมที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นถึง 3 โดม
ก่อนที่เราจะเข้าไปซ้อมกัน เราเดินทางไปที่โดมเพื่อสังเกตการณ์รอบๆก่อน 
ในตอนนั้นเอง ความทรงจำเมื่อครั้งที่เราแสดงที่ญี่ปุ่นครั้งแรกก็แว้บเข้ามาในใจผม 
ข้างๆโตเกียวโดมจะมีฮอลเล็กๆอยู่ครับ 
เราจัด showcase เปิดตัวเดบิวที่ญี่ปุ่นต่อหน้าแฟนๆ 2000 คนที่นั่น 
ในวันนั้นผมคิดว่า "ซักวันนึง BBจะต้องจัดคอนเสิติ์ที่โดมให้ได้"
ดังนั้นในวันที่เราจัดคอนเสริต์ที่โดมผมจึงรู้สึกตื่นเต้นและภูมิใจในตัวเองมากครับ 


[ภายในโตเกียวโดม]

[ขอบคุณอีกครั้งที่ฉลองวันเกิดให้ผมครับ  ^^]

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันนั้นมีปาร์ตี้เซอร์ไพล์วันเกิดของผมที่โตเกียวโดมด้วย  ㅠㅠ
ผมเดาๆเอาไว้ว่าน่าจะมีปาร์ตี้เซอร์ไพล์ให้กับผมที่ฮ่องกง แต่ไม่ได้คาดหวังว่าจะมีที่ญี่ปุ่นเลย
ผมได้ยินมาว่าทีมงานที่ญี่ปุ่นเป็นคนจัดการเตรียมงานเพราะเห็นว่าผมทำงานหนักมาตลอดที่ญี่ปุ่น
ขอบคุณอีกครั้งนะครับ ผมจะไม่ลืมทุกคนที่ร่วมฉลองวันเกิดกับผมในวันนั้นครับ 


[ถ่ายตอนที่ผมกำลังตามหาเทียนของผมบนเวทีที่ฮ่องกง] ^^;;

อ่า ~~ เมื่อพูดถึงวันเกิด ก็ทำให้ผมนึกถึงเรื่องนึงที่ฮ่องกงครับ 
เค้กนั้นมีขนาดใหญ่และน่ารักมาก ผมรู้สึกดีใจมากและอยากเป่าเทียน
แต่บนเค้กนั้นกลับไม่มีเทียนครับ ดังนั้นผมจึงตะโกนออกไปให้ช่วยเอาเทียนมาให้ผมที
ด้วยภาษาอังกฤษแบบกระท่อนกระแท่นของผมนี่แหละ 
ผมมาได้ยินทีหลังว่า เทียนนั้นหล่นตอนที่เข็นเค้กออกมาหน้าเวทีครับ 
“where is my candle!?!? where is my candle~~~~~!!”


ผมมีนิสัยอย่างนึงคือ ผมชอบที่จะไปเดินรอบๆเวทีที่ว่างเปล่าก่อนที่จะทำการซ้อม 
มันเป็นการรวบรวมกำลังใจอีกครั้งกับการแสดงบนเวทีก่อนที่จะได้ขึ้นไปบนเวทีที่สมบูรณ์แล้ว
ในระหว่างที่กำลังมอบไปรอบๆ ผมเห็นทีมงานเบื้องหลังมากมายที่ทำงานหนักเพื่อเรา 

ครั้งนึงที่สิงคโปร์ ระหว่างทางที่จะไปห้องรอ 
ผมผ่านไปเจอทีมงานคนนึง และทักทายสวัสดีเค้า 
จากนั้นทีมงานคนนั้นก็เรียกให้ผมหยุดผมถามเค้าว่ามีอะไรรึเปล่า??
เค้าก็พูดกับผมว่า " ซึงรีครับ เป็นเกียรติอย่างมากที่ผมได้ทำงานให้กับคอนเสริต์ของบิกแบงครับ"
ผมรู้สึกอึ้งไปเหมือนกันเมื่อได้ยินสิ่งที่เค้าพูดมา 
ผมขอบคุณทุกคนที่ได้ทำสิ่งต่างๆมากมายเพื่อเรานะครับ


จริงๆแล้ว การที่จะทำคอนเสริต์ได้ เราจำเป็นที่จะต้องมีทีมงานมากมายคอยช่วยเหลือ
ทีมงานที่คอยช่วยเหลือนำทางเราจากประเทศเกาหลีไปยังประเทศต่างๆ
ทีมงานพื้นถิ่นที่ประจำอยู่ในแต่ละประเทศที่เราไป และมีอีกหลายๆคน 
ผมรู้สึกขอบคุณพวกเค้ามาก เป็นเพราะพวกเค้าเราถึงสามารถแสดงได้อย่างราบรื่นให้แฟนๆได้ชมกัน
ผมขอโทษที่ไม่สามารถขอบคุณทุกคนแต่ละคนเป็นการส่วนตัวได้ 
แต่ผมก็อยากจะขอบคุณผ่าน Star Column นี้นะครับ ^^ 
 GoMabSeumNiDa. Thank you ! ありがとうございます~ 
谢谢 !! ขอบคุณ~ Terima kasih~ และอีกมากมายเลย^^

เมื่อพูดถึงทีมงาน ระหว่างคอนเสริต์ทัวร์ที่โดมเราเจอคนนวดคลายเส้นชาวญี่ปุ่นคนนึง
(เรามักจะมีคนนวดคลายเส้นประจำตัวในทุกๆประเทศ)
ก่อนคอนเสริต์ผมรู้สึกตัวเบาเหมือนจะบินได้เลยทีเดียวหลังจากได้นวดคลายเส้น
พี่ๆในวงเรียกเค้าว่าเป็น " หัตถ์เทพเจ้า" เราต่างแย่งกันเพื่อที่จะได้นวดกับเค้าก่อน

ตอนนี้ผมจะเล่าเรื่องราวคอนเสริต์ที่อเมริกานะครับ 
หลังจากที่เราเสร็จคอนเสริต์ที่ LA, New York, Peru 
(ซึ่งเที่ยวบินที่ใช้บินไปที่นิวยอร์กทำเอาเรารู้สึกกลัวกันมากอย่างที่แดซองได้เล่าไปแล้วㅠㅠ) 
ผมตัดสินใจที่จะเที่ยวเล่นที่ LA ให้มากขึ้น 
ดังนั้นในวันรุ่งขึ้นผมจึงไปที่ร้านอาหารที่โรงแรมเพื่อทานอาหารเช้า 
(ผมจะไม่ใช้บริการ room service,ผมชอบที่จะไปที่ร้านเอง ถ้ามันไม่ได้อันตรายอะไร~^^) 
ระหว่างที่จะไปที่ร้าน ผมเห็นคนคนนึงคุ้นหน้ามากๆครับ 
ผมเลยแบบ "เอ??นั่นใครน้า โอ้ นั่นมัน Ashton Kutcher !!!นี่นา”

[กับ  Ashoton Kutcher ! พี่สบายนะครับ?? ? ^^]

มันเป็นเรื่องเซอร์ไพล์มากๆเลยครับ ผมเข้าไปหาเค้าและบอกว่าผมเป็นแฟนหนังของเค้า
และขอถ่ายรูปด้วย เค้าเต็มใจถ่ายรูปกับผม ขอบคุณนะครับ  Ashton Kutcher !!^^ 
ผมมักจะอยู่ในด้านที่ได้รับความสนใจจากผู้คนมาตลอด
แต่ในครั้งนั้นผมกำลังมองดูผ่านด้านตรงข้าม ผมกำลังมองดูคนที่พิเศษ 
ผมคิดว่า "ผมควรจะใจดีกับแฟนๆของเราให้มากขึ้นอีกจากนี้ไป"


[ระหว่างคอนเสริต์ที่มาเลเซีย เราใช้เวลากับทีมงานในห้องรอ 
ทักษะเฉพาะตัวของแดซองทำให้ทุกคนพอใจ^^]

พวกคุณสงสัยกันใช่ไม๊ละครับว่าเรามักจะทำอะไรในห้องรอ~? 
ผมจะบอกให้ครับ~^^ 
เรามักจะทาน พูดเล่นกัน นอนหลับ ออกกำลังกาย และนวดคลายเส้น

[พี่แดซองกำลังออกกำลังกายเพื่อคอนเสริต์ที่ NY เค้าดูดีมากเลยใช่ไม๊ครับ??]

เพื่อการทัวร์คอนเสริต์นี้  มีการเตรียมเครื่องเกมส์เอาไว้ให้เล่นด้วยครับ 
สมาชิกในวงเล่นเกมส์ด้วยกันอย่างเอาเป็นเอาตายเหมือนว่าพรุ่งนี้จะเป็นจุดจบของโลก
ครั้งนึงที่เมืองไทย พี่แทยังกับผมเล่นเกมกันอย่างผู้เล่นมืออาชีพทีเดียว 
[พี่ GD, YB กำลังบ้าคลั่งในการเล่นเกม]

ดูจากรูปนี้ คุณไม่รู้สึกเหรอว่าเราจริงจังกันมากเลย~? 
ㅎㅎ ผมจำไม่ได้แล้วว่าผมเล่นชนะรึเปล่า?? (จริงๆเปอร์เซ็นต์ที่ผมจะชนะมีสูงมากเลยนะ) 

และนี่เป็นตอนสุดท้ายแล้วเกี่ยวกับ World Tour จาก SeungRi~!! 
ผมไปที่ตลาดนัดกับทีมงานที่ NottingHill ซึ่งย่านนี้ดังมากๆเพราะภาพยนตร์ 
ย่านนี้อยู่ใกล้กับลอนดอนในอังกฤษครับ อากาศเฉอะฉะเล็กน้อย 
(ผมไม่รู้จะอธิบายออกมายังไง มันเป็นอากาศในแบบของลอนดอน ) 
ผมคิดว่าเป็นเพราะผมมักจะขับรถไปในที่ต่างๆจึงไม่ีมีโอกาสได้มีความสุขในการเดินเล่นแบบนี้
หลังจากที่กำลังผ่อนคลายเดินเล่นมีความสุข ผมก็รู้สึกหิวแล้วละครับ 
ผมหาร้านอาหารที่จะเข้าไปทานและเจอร้านเบอร์เกอร์จึงเข้าไปทานกัน 
เบอร์เกอร์อร่อยมากเลยครับ ~~^^)
หลังจากที่ทานกันเสร็จแล้ว ผมก็มีอารมณ์อยากจะถ่ายรูป 
และนี่คือรูปที่ผมถ่ายครับ รูปนี้วิเศษจริงๆ

[ที่ถนน NottingHill ]


  [กับกลุ่มคนที่NottingHill ~^^]

มันเป็นสิ่งที่มีค่ามากๆที่ผมได้มีช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมระหว่าง Worldtour ในหลายๆประเทศ
ผมดีใจที่ได้มีโอกาสได้พบกับแฟนๆมากมาย 
ผมสัญญาว่าเราจะมี   World Tour อีกครั้งนะครับ 
แล้วเจอกันครับทุกคน อันยอง ~~^^



Eng Translation by ShrimpLJY+LUCY
Thai Translation by mew 

====================

สามารถตามอ่าน Star Column ของสมาชิกคนอื่นๆในวงได้ตามนี้นะคะ

ยองเบ:Star Column
แดซอง (ตอนที่ 1) : Star Column

แดซอง(ตอน2):Star Column เบื้องหลัง Alive World Tour

เดี๋ยวก่อนฮะ..แดซองอีกแล้วครับ
ผมจะมาปรากฏตัวในStarColumn นี่หลายๆตอนหน่อยนะครับผมไม่ได้บอกไว้ก่อน ^^ 

คราวนี้เป็นตอนที่เราต้องย้ายไปที่นิวยอร์กหลังจากที่เสร็จคอนเสริ์ตที่นิวเจอร์, LA 
เป็นเพราะหิมะที่ตกหนักที่นิวยอร์ก ทำให้ทุกเที่ยวบินต้องยกเลิก
แต่มีอยู่เที่ยวบินเดียวเท่านั้นไม่ได้ยกเลิกซึ่งเราเดินทางไปที่NYด้วยเที่ยวบินนี้แหละครับ
แต่เราไม่ได้ลงจอดที่สนามบิน JFK แต่ต้องไปลงที่ สนามบิน Buffalo แทน
ระหว่างที่เรากำลังสับสนว่าเกิดอะไรขึ้น เราก็ได้ยินเสียงประกาศบนเครื่อง 
ว่าเราไม่สามารถที่จะไปถึง JFK ได้เพราะสภาพอากาศที่เลวร้ายมาก 

เรามีคอนเสริต์ที่จะต้องไปจัดแสดง จึงต้องหาทางจาก Buffalo ไปที่นิวยอร์กกัน
ซึ่งมีหนทางเดียวเท่านั้นคือ การนั่งรถบัสไป ซึ่งใช้เวลามากกว่า 10 ชั่วโมงㅠㅠ 
ถ้าเราเลือกเดินทางด้วยวิธีนี้เราต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าและขึ้นเวทีเลยทันทีที่ไปถึง 
ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ พี่ๆของเราและทีมงานต่างก็ปรึกษากัน 
ในตอนนั้นเอง เสียงประกาศบนเครื่องก็ประกาศอีกครั้ง 
คราวนี้ประกาศที่ได้ยินบอกว่า อีกหนึ่งชั่วโมงเราก็จะถึงสนามบินที่นิวยอร์กกันแล้ว 


[ในห้องรอที่ นิวยอร์ก  ^^]

เราต่างก็กังวลกันมากแต่ก็ยังพอจะมีความหวังกันอยู่ 
ในระหว่างที่ใช้เวลาอยู่บนเครื่องบิน ซึงรีพูดคุยกับชาวต่างชาติที่นั่งข้างๆผม 
พี่จียงนั่งฟังเพลง พี่ยองเบและพี่ๆแด็นซ์เซอร์นั่งคุยกัน 
ส่วนผมก็นั่งทานสาหร่ายรสวาซาบิไป ,และแล้ว 1 ชั่วโมงก็ผ่านไป
หลังจากที่เจอปัญหา เครื่องบินก็กำลังจะลงจอดที่นิวยอร์กแล้ว 
ทันทีที่ผมคิดในใจว่า "ในที่สุดเราก็มาถึงจนได้" เครื่องบินก็เริ่มสั่นอย่างรุนแรง 
เราเคยเจอสภาพที่เครื่องบินเจอหลุมอากาศมาบ้าง 
แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เจอเครื่องบินสั่นอย่างรุนแรงแบบนั้น 
ในช่วงเวลาสั้นๆไม่กี่นาที ผมคิดอะไรหลายอย่างด้วยความกลัว 
แต่โชคดีจริงๆ เราลงจอดอย่างปลอดภัย 
ไม่ใช่ผมคนเดียวที่กำลังรู้สึกกลัวนะครับ 
ในตอนที่เครื่องลงจอดทุกคนต่างลุกขึ้นยืนปรบมือกันเสียงดัง  hahaha~^^ 

[คอนเสริต์ที่ New Jersey  ^^]

กว่าจะได้มาที่นิวยอร์กไม่ใช่ง่ายเลย 
เราทุ่มเทความพยายามในการแสดงคอนเสริต์ให้มากขึ้นอีก
เพราะจะมาที่นี่นั้นลำบากทีเดียว และแฟนๆต่างก็สนุกกับคอนเสริต์อย่างมาก
(เหมือนกับพวกเค้าจะรู้เลยว่ากว่าเราจะมาได้ลำบากขนาดไหน)
แฟนๆที่นิวยอรกครับ สู้ๆนะ

เรื่องราวที่จะได้อ่านต่อไปเป็นของพี่ท็อปครับ^^~

Source:http://news.naver.com/main/hotissue/read.nhn?mid=hot&sid1=106&cid=918005&iid=41386208&oid=420&aid=0000000064&ptype=011
English translation by Shrimpljy+Lucy 
Thai Translation by mew

==========================

สามารถตามอ่าน Star Column ของสมาชิกคนอื่นๆในวงได้ตามนี้นะคะ

ยองเบ:Star Column
แดซอง (ตอนที่ 1) : Star Column

วันอังคารที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556

แดซอง:Star Column เบื้องหลัง Alive World Tour

สวัสดีคร้าบบบบ ผมแดซองงงงง คร้าบบบ  
ผมกำลังสงสัยนะครับว่าพี่ยองเบกำลังทำอะไรอยู่ 
ปรากฏว่าเค้ากำลังเขียนไดอารี่เพื่อ  Star Column อยู่~!

สำหรับผมการได้ทำทัวร์คอนเสริต์รอบโลกเป็นประสบการณ์ใหม่ครับ
เพราะมีหลายประเทศที่ผมไม่เคยไปมาก่อน ซึ่งผมจะเล่าเรื่องราวให้ทุกคนฟังนะครับ 

ผมเป็นคนที่มักจะใช้เวลาในช่วงวันหยุดคนเดียว 
ดังนั้นจะเป็นที่รู้กันดีว่าผมจะเป็นสมาชิกในวงที่แทบจะไม่ก้าวเท้าออกจากโรงแรมเลยครับ 
หลังจากเสร็จคอนเสริต์ที่ LA เรามีวันหยุด 2-3 วันครับ 
จียงฮยองและยองเบฮยองออกไปถ่ายแบบ 
ซึงรีออกไปเที่ยวสวนสนุกกับพี่ผู้จัดการ 
พี่ท็อปเดินทางล่วงหน้าไปที่นิวยอร์กก่อน.....
จริงๆตัวผมควรจะพักผ่อนอยู่ในห้องที่โรงแรม 
แต่ทีมงานบอกกับผมว่าผมใช้เวลาอยู่แต่ในห้องมากเกินไปแล้ว
เค้าจึงชวนผมออกไปเที่ยวเล่นดูเมือง LA 
ดังนั้นผมจึงออกไปข้างนอก อากาศดีสดชื่นมากๆครับ 

ที่แรกที่เราไปคือ ร้านอาหารเกาหลี ^^; 
ร้านอาหารร้านนี้ทีมงานที่เป็นคนพื้นถิ่นได้แนะนำมาว่าเป็นร้านที่มีปลา Sciaenid อร่อย 
เวลาที่ได้ทานอะไรอร่อยๆ มักจะมีไม่กี่ชื่อที่มักจะเข้ามาในใจผมเสมอ
ชื่อเหล่านั้นคือชื่อสมาชิกในวงครับ เพราะพวกเรามักชอบทานอาหารที่อร่อยๆกัน 
ผมคิดว่ามันเป็นเคล็ดลับของการทำงานเป็นทีมนะครับ
ที่เรามักจะแบ่งปันข้อมูลเรื่องร้านอาหารที่มีอาหารอร่อยให้แก่กันและกันและชวนกันไปทาน
ผมสัญญากับตัวเองนะครับว่าจะมาที่นี่อีกกับสมาชิกในวงถ้าเราได้มาที่นี่อีก
จริงๆแล้วเรามาที่นี่กันอีกในวันถัดไปครับ

หลังจากที่ได้ทานอาหารอร่อยๆ เราก็มานั่งคิดกันว่าจะไปไหนต่อ
และได้ยินมาว่าที่นี่มีชายหาดที่สวย ดังนั้นเราจึงย้ายไปที่นั่นกัน 
มันเหมือนกับเป็นความรู้สึกอีกความรู้สึกสำหรับผม 
เพราะครั้งนี้ไม่ได้มาเพื่อการถ่ายแบบ 
การได้เห็นคนสนุกเล่นโต้คลื่นและนอนอาบแดดกัน ผมรู้สึกว่าอยากจะทำอะไรแบบนี้บ้าง
และเกิดอิจฉาพวกเค้าเหล่านั้นด้วย 
ในขณะที่เดินเล่นไปบนสะพานในทะเลและพูดคุยกับทีมงานไปด้วย ผมเห็นชายทะเลที่สวยมาก
คือ ผมไม่ค่อยมีทักษะในการถ่ายรูปหรอกนะครับ แต่นี่ครับ รูปนี้เพื่อทุกคน ^^ 

 [ภาพชายหาดที่ผมถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือของผมครับ ของจริงสวยกว่านี้เยอะเลยครับ]

 หลังจากที่เรามีช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมที่ชายหาดแล้ว เราได้ยินว่า มีดาดฟ้าสังเกตการณ์
ที่เราจะสามารถเห็นวิวเมือง LA ได้ทั้งหมด เราจึงไปที่นั่นกันด้วยครับ 
ในระหว่างที่จะขึ้นไปบนดาดฟ้า ผมถามนูน่าทีมงานว่า 
การชมวิวที่เราจะได้เห็นที่นี่นั้นแตกต่างยังไงกับ วิวที่เรามองที่โซล 
แล้วผมก็ต้องรู้สึกอายที่ถามคำถามนั้นออกไประหว่างที่ได้เห็นวิวยามค่ำคืนของ LA 
มันค่อนข้างแตกต่างกับวิวที่เรามองที่โซลนะครับ 
ผมอยากจะบรรยายในสิ่งที่ผมเห็นนะครับ แต่ผมเป็นคนที่แย่ในเรื่องนี้จริงๆ 
ดังนั้น นี่ครับคือสิ่งที่ผมเห็น 

 [ผมถ่ายภาพนี้ด้วยโทรศัพท์มือถือเช่นกันครับ พื้นที่กว้างใหญ่ดูดีมากครับ]


และนี่คือไดอารี่ทริปที่ LA ของแดซองครับ ~! ^.^ 
ผมสงสัยว่ามันจะมีอะไรที่ดูพิเศษบ้างรึเปล่า 
แต่ผมสามารถรู้สึกถึงความผ่อนคลายสบายๆจากความเรียบง่ายของไดอารี่นี้นะครับ

ต่อไปใน Star Column ซึงรีจะมาเล่าเรื่องราวมากมายที่เค้าได้ไปเจอมาในประเทศต่างๆ
ยังไงได้โปรดตั้งใจรอคอยด้วยนะครับ 


[บรรยากาศภายในคอนเสริต์ที่ LA ขอบคุณแฟนๆที่มารวมตัวกันนะครับ^^]

[เป็นยังไงบ้างครับ แฟนที่ LA??]

[วันที่ 4พฤศจิกาเป็นวันเกิดพี่ท็อปครับ เราฉลองกันในคอนเสริต์ที่ LA
สุขสันต์วันเกิดอีกครั้งนะครับ ฮยอง ~^^]
[ผมในคอนเสริต์ครับ ปีกนี่ดูเท่ดี จริงไม๊ครับ??^^]


Source: http://news.naver.com/main/read.nhn?mode=LSD&mid=sec&sid1=106&oid=420&aid=0000000062
Eng translation by Lucy 
Thai Translation by mew

แทยัง:Star Column เบื้องหลัง Alive World Tour

สวัสดีครับ ผมแทยังแห่งวงบิกแบงครับ 
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสมาทักทายผู้อ่านStar Column นะครับ 
พวกเราบิกแบงจะมาเล่าถึงเรื่องราวการทัวร์คอนเสริต์ที่เราได้ทำมาในปี 2012
ไม่ใช่เรื่องเบื้องหน้าที่สมบูรณ์แบบหรอกนะครับแต่เป็นเรื่องเบื้องหลังที่แฟนๆอยากรู้กันตั้งหาก
แต่ตอนนี้ผมกังวลไม่รู้จะเริ่มยังไงดี ผมเลยจะเขียนเป็นแบบไดอารี่ละกันนะครับ 
โปรดตั้งใจรออ่านกันด้วยครับ 

เรามีโอกาสได้ไปเยียนในที่ต่างๆในการทำ world tour ในปี 2012 
และผมก็จดจำประเทศเปรูได้ครับ 
จริงๆแล้วผมคิดว่าผมคงไม่มีโอกาสได้ไปเปรูแน่ๆถ้าไม่มี Worldtour 
เพราะประเทศอย่างประเทศเปรูเป็นประเทศที่ผมจะไม่ไปแน่หากไม่ได้หาข้อมูลดีๆก่อน 
ผมสนใจในประเทศเปรูนี้อยู่แล้วก่อนที่จะได้ไปทัวร์ครับ 
ประเทศนี้ไม่ใช่ประเทศที่จะไปเที่ยวกันได้ง่ายๆ 

เราต้องรอถึง 10 ชั่วโมงเพราะสภาพอากาศที่เลวร้าย
และมาถึงที่ประเทศเปรูหลังจากบินยาวนาน 10 ชั่วโมง
ความประทับใจแรกที่มาถึงเปรูคือ ว้าววว มีแฟนๆมากมายมารอเราที่สนามบิน
มากกว่าประเทศไหนๆที่ผ่านมาเลย 
แต่หลังจากที่เรามาถึงโรงแรม เราก็ต้องประหลาดใจอีกครั้ง 
เรากำลังพักผ่อนกันและได้ยินเสียงร้องเพลงและตะโกน
ผมคิดว่าคงจะมีสวนสนุกขนาดใหญ่ใกล้กับโรงแรมละมั้ง
แต่จริงๆแล้วกลับเป็นแฟนๆที่มารอพวกเรากำลังร้องเพลงและตะโกนกันอยู่ 
ซึ่งการแสดงนี้ของแฟนๆนั้นมีต่อเนื่องไปจนดึกดื่น
พวกเราสมาชิกในวงและทีมงาน พูดคุยกันที่ฮอลล์คอนเสริต์ในวันรุ่งขึ้นว่า 
มันเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่สำหรับเราจริงๆ 
ความประทับใจแรกที่ได้จากเปรูนั้น มันตราตรึงใจจริงๆครับ 

 [มาถึงที่สนามบินเปรู ยินดีที่ได้พบทุกคนนะครับ]


 [รูปแฟนๆที่หน้าโรงแรมครับ ที่นี่คนเยอะจริงๆใช่ไม๊ละครับ ^^??]

พวกคุณคงสงสัยใช่ไม๊ละครับว่าปกติแล้วเราทำอะไรกัน
ในระหว่างที่ต้องอยู่ที่โรงแรมเวลาออกทัวร์ในต่างประเทศ  ใช่ไม๊ฮะ??
ส่วนใหญ่แล้วสมาชิกวงก็จะพักผ่อนเตรียมตัวเพื่อคอนเสริต์ในห้องของตัวเอง 
เวลานี้แหละที่เรามักจะดูรายการต่างๆที่เกาหลีที่เราพลาดไป
ไม่ก็ดูหนัง (ซึ่งหนังที่เราดูมักจะไม่ใช่หนังใหม่ๆที่พึ่งออกฉายแต่เป็นหนังคลาสลิกนะครับ)
และพวกเราก็มักจะนอนหลับ ไม่ก็ไปรวมตัวกันในห้องห้องหนึ่ง
ทานของว่างที่ให้ความสดชื่นและนั่งคุยกัน 
หัวข้อที่คุยกันก็มักจะเป็นเรื่องเบาๆ อย่างรายการไหนที่สนุกน่าดูบ้าง 
ไม่งั้นก็เกี่ยวกับหนังที่เราพึ่งดูกันไป 
แต่ผมคิดเสมอว่าช่วงเวลาที่เราพูดคุยกันนี้เป็นเวลาที่มีค่าเหลือเกิน 

ผมขอร้องให้ทีมงานช่วยเหลือผมหน่อยในการที่จะหลบออกจากโรงแรม 
เพราะผมคิดว่ามาเปรูทั้งทีควรจะออกไปข้างนอกมากกว่าที่จะมาอยู่แต่ในโรงแรม 
มันกลายเป็นภารกิจที่จะต้องออกไปแบบลับๆครับ 
เพราะผมเป็นห่วงในเรื่องความปลอดภัยของแฟนๆที่มารออยู่หน้าโรงแรม เผื่อไว้นะครับ 
ในที่สุดผมก็ออกจากโรงแรมได้สำเร็จ ผมเรียกภารกิจนี้ว่าเป็นภารกิจ 007 
ผมรู้สึกผิดต่อแฟนๆที่มารอผมอยู่หน้าโรงแรมนะครับ แต่เพื่อความปลอดภัยของพวกคุณ
ดังนั้นผมคิดว่าพวกคุณคงจะเข้าใจผมนะครับ อย่าโมโหนะครับ 


ผมออกมาข้างนอกได้สำเร็จและได้ไปที่ตลาดพื้นเมืองของชาวอินคา 
เพราะผมสนใจในเรื่องอารยธรรมของชาวอินคามาตั้งแต่ไหนแต่ไร 
แต่เสียดายมากเลยครับ ผมมัวแต่ยุ่งดูโ่น่นดูนี่เลยไม่ได้ถ่ายรูปมาเลย ㅠㅠ 
ทันทีที่ผมเข้าไปในตลาดอินคา ผมรู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้เห็นสินค้าที่ไม่เคยเห็นมาก่อน 
ผมเอาแต่ดูไปรอบๆและจับจ่ายซื้อของ 
พอได้เห็นงานฝีมือของทำมือคุณภาพยอดเยี่ยมที่ผมชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว 
ผมก็ไม่ได้คิดหน้าคิดหลังถึงผลที่จะตามมา เหมาซื้อมาอย่างมีความสุขเลยครับ 
พอมารู้ทีหลังว่าสัมภาระทั้งหมดจะต้องถูกแกะออกมาตรวจทีละชิ้นๆที่สนามบิน 
ผมถึงกับรู้สึกหดหู่ท้อใจเลยทีเดียวครับ ต้องแกะออกมาแล้วห่อกลับเข้าไปใหม่ ทีละชิ้นๆ T_T

ผมคิดว่าเปรูเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมที่ผสมผสานวัฒนธรรมจากหลายๆที่เข้าไว้ด้วยกัน 
ของทำมืองานฝีมือของที่นี่สวยมากจริงๆ สวยพอที่จะอวดคนอื่นได้ 
เอาไว้ถ้ามีโอกาสผมจะเอามาให้ทุกคนดูนะครับว่าผมซื้ออะไรที่นั่นบ้าง  ~^^ 

หลังจากที่ตื่นเต้นได้ช้อปปิ้ง ผมกับทีมงานก็ได้ไปลองทาน SEVICHE 
ซึ่งเป็นครั้งแรกของผมที่ได้ทานอาหารที่เลื่องชื่อจานนี้ของเปรู 

จากนั้นผมกลับเข้าโรงแรมด้วยภารกิจ 007 เหมือนตอนขาออกมา 
ผมที่ได้ช้อปปิ้งอย่างเต็มอิ่มและยังได้ทานอาหารอร่อยๆ 
อยากจะจบวันแรกในเปรูด้วยการตอบแทนแฟนๆที่ได้มารอยคอยผม
ผมตัดสินใจที่จะออกไปทำให้แฟนๆประหลาดใจ โดยการออกไปทักทายแฟนๆที่ระเบียง 
ซึ่งระเบียงนี้คนดังที่มาพักโรงแรมนี้ต่างก็ใช้เป็นจุดออกมาทักทายแฟนๆกัน

ผม แทยัง ผู้ซึ่งได้รับพลังจากการออกไปเที่ยวดูตลาดพื้นเมือง 
และยังได้รับเสียงเชียร์จากแฟนๆอีก 
เท่านี้ผมก็สามารถรังสรรค์คอนเสริต์สุดวิเศษที่เปรูได้แล้วละครับ

 [ภาพจากคอนเสริต์ที่เปรู ในรูปนี้ผมดูตั้งใจร้องมากเลยใช่ไม๊ฮะ??]

[ภาพกับสมาชิกในวงที่เปรูครับ ผมจะจดจำเสียงตะโกนในวันนั้นไปตลอดกาล]


Source: http://news.naver.com/main/read.nhn?mode=LSD&mid=sec&sid1=106&oid=420&aid=0000000062
Eng translation by 후시딘 a.k.a HOO ‏
Thai Translation by mew