วันเสาร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2564

T.O.P ไอดอลเคป็อป สัมภาษณ์แรกแห่งปีในฐานะเป็นผู้สะสมงานศิลปะ

 


ดาราเคป็อป ชาวเกาหลี ชเวซึงฮยอน ดูจะไม่ค่อยมีข่าวคราวเกี่ยวกับเค้ามาระยะหนึ่งแล้ว เริ่มจากเค้าต้องเข้ากรมทหารและจากนั้นก้เจอโรคระบาดที่ระบาดหนักไปทั่วโลก แต่เบื้องหลังแล้วเค้าไม่เพียงแต่ยุ่งทำงานเพลงเท่านั้นแต่ยังกระตือรือร้นรวบรวมผลงานศิลปะที่น่าทึ่งเอาไว้ครอบครอง ดาราที่รู้จักกันในนามของ T.O.P ได้นั่งให้สัมภาษณ์ครั้งแรกในรอบปีกับ Artnet Intelligence Report พูดเรื่องเส้นทางส่วนตัวของเค้าที่เข้ามาในโลกแห่งศิลปะ และพูดถึงวิสัยทัศน์สำหรับอนาคตของคอลเลคชั่นของเค้า 

1. ศิลปะที่วนเวียนอยู่ในครอบครัว

ซึงฮยอนเติบโตมาในครอบครัวของศิลปินและผู้ศึกษาศิลปะ คุณปู่ทวดทางฝั่งของคุณแม่ของเค้าคือคุณ  Kim Whan-ki (1913–74), ศิลปินในช่วงหลังสงครามคนสำคัญของเกาหลี ผู้ซึ่งภาพเขียนแอปสแตร็คของเค้าพึ่งถูกขายออกไปในการประมูล ได้ราคาสูงถึง 13 ล้านดอลล่าร์ หนึ่งในคุณป้าทั้งหมด 3 คนของซึงฮยอนเปิดโรงเรียนศิลปะซึ่งเป็นที่ที่ซึงฮยอนเคยถูก"บังคับ"ให้เรียนรู้การวาดภาพและการระบายสี เป็นเวลา 3-4 ชั่วโมงต่อวันหลังจากที่เค้าเลิกจากชั้นเรียนระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนปกติแล้ว เค้าเล่าว่าประสบการณ์ในตอนนั้นเป็นประสบการณ์ที่สะเทือนใจ เค้ามาก เพราะเค้าตระหนักว่าเค้าคงจะไม่ได้ใช้ชีวิตไปในแบบที่เค้าคาดหวังเองได้

2. ศิลปะกลายเป็นเครื่องมือสำหรับเค้าในการเอาชนะความวิตกกังวล

“ผมเป็นเด็กที่หดหู่ มืดมนและมีความวิตกกังวลครับ" ซึงฮยอนย้อนให้เราฟังถึงภาพของคุณปู่ทวดของเค้า ว่ามัน " มันช่วยให้ผมรวบรวมสติ และช่วยผมให้ตั้งสมาธิได้" มันกลายเป็นประสบการณ์ที่ปลูกฝังให้เค้ารักในศิลปะ

3. การซื้อครั้งแรกของเค้าค่อนข้างน่าเบื่อ

จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เกิดขึ้นกับชีวิตของซึงฮยอนในปี 2006 เมื่อเค้าได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเดบิวต์ในวง บิกแบง (ชื่อในวงการของเค้าคือ T.O.P ย่อมาจาก “The Original Pimp.”) เค้าใช้เงินที่เค้าได้มาซื้อภาพวาดขนาดใหญ่ 4 ชิ้นของศิลปินหน้าใหม่ที่รู้จักกันในนาม KAWS โดยภาพวาดเหล่านั้นมีราคา 7000 เหรียญต่อภาพ ซึงฮยอนกล่าวว่าต่อมาเค้าตระหนักว่าจริงๆแล้วเค้าไม่ได้ชอบผลงานแนวนี้และก้ไม่เคยซื้อผลงานของ KAWS อีกเลย

4. เขาค้นพบแรงบันดาลใจทางศิลปะส่วนใหญ่บน Instagram

ในชีวิตจริงซึงฮยอนเป็นเพื่อนสนิทกับศิลปินที่เค้าสะสมผลงานอยู่หลายคน ซึ่งรวมไปถึง Mark Grotjahn และ Jonas Wood แต่เค้าเลือกเฟ้นหางานศิลปะผ่าน อินสตาแกรม ไม่ได้ไปงานแสดงศิลปะหรือไปตามแกลอรี่ ทำไมถึงเป็นแบบนั้นนะ?? ก็เพราะว่าเค้าหลีกเลี่ยงที่จะไปในที่สาธารณะให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะไม่เช่นนั้นเค้าจะทำให้เกิดฝูงชนขนาดใหญ่ตามเค้าไปด้วย ไม่ว่าเค้าจะไปที่ไหน “เค้าไม่สามารถที่จะไปแกลอรี่ หรือพิพิธภัณฑ์ได้ โดยเฉพาะในทวีปเอเซีย เพราะจะมีคนจำเค้าได้เสมอ" นักแสดง Sean Dulake เพื่อนของเค้าอธิบายให้ฟัง “ดังนั้นเค้าจึงดูผลงานศิลปะต่างๆผ่านโทรศัพท์ของเค้าไม่ก็คอมพิวเตอร์"

5.ถ้าคุณพบวัยรุ่นที่รู้จัก Mark Grotjahn นั่นอาจจะเป็นเพราะ T.O.P

ซึงฮยอนได้กลายเป็นระดับแนวหน้าของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของตลาดงานศิลปะ เมื่อความต้องการในงานศิลปะ contemporary ในเอเซียพุ่งสูงขึ้นในช่วงห้าปีที่ผ่านมา เขายังได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ซื้องานศิลปะรุ่นใหม่ เมื่อเค้าได้ช่วยทาง Sotheby จัดการการขายงานศิลปะในปี 2016 มันกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดงานประมูลงานศิลปะที่มี คนดังเป็นภัณฑารักษ์ผู้เลือกหางานมาให้ประมูล

“ในตอนที่เรามีการทำพรีวิวงาน T.O.P ก่อนในฮ่องกงและเกาหลี เราจะเห็นเด็กนักเรียนมัธยมในชุดนักเรียนมากันมาก พวกเค้าอาจจะไม่มีเงินพอที่จะสะสมงานศิลปะ แต่พวกเค้ามาเรียนรู้งานศิลปะเหล่านั้นผ่านไอดอลที่เค้าชื่นชอบ " คุณ  Yuki Terase อดีตผู้บริหาร Sotheby ผู้จัดงานในครั้งนั้นกล่าว  “ คุณจะต้องแปลกใจมากทีเดียวว่าเด็กๆรู้จัก  Jonas Wood และ Mark Grotjahn มากแค่ไหน”

6. เค้าหวังว่าจะเปิดพิพิธภัณฑ์ในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า

ซึงฮยอนเก็บรักษางานศิลปะส่วนใหญ่ของเค้าไว้ในโกดังที่อยู่ถัดไปจากที่พักของเค้าในกรุงโซล บางส่วนก็ถูกแขวนไว้ที่บ้านของคุณพ่อคุณแม่ ในเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต เค้าอยากจะเปิดพิพิธภัณฑ์ "เพื่อให้คนเกาหลีได้ชื่นชม" ในขณะที่เค้ารู้สึกว่ายังคงมีเวลาอีกยาวนานที่เค้าจะสร้างคอลเลคชั่นที่คู่ควรสำหรับการเรียกความสนใจ เค้าตั้งข้อสังเกตว่า " ผมจะต้องสร้างมันให้ได้ก่อนที่ผมจะกลายเป็นคุณปู่"

From news.artnet.com // 06-10-2021
Thai Translated by Miss mew

photo from  omonatheydidnt.livejournal.com


วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563

สัมภาษณ์ แทยัง นิตยสาร Esquire Korea ฉบับเดือน กุมภาพันธ์ 2020

 สัมภาษณ์ แทยัง นิตยสาร Esquire Korea ฉบับเดือน กุมภาพันธ์ 2020เมื่อพระอาทิตย์ฉายแสง 



Esquire: Hwadap:ตลาดนัดเพื่อการกุศล และการเปิดประมูลสิ่งของโดยแทยังและเพื่อน ในตอนนี้อยู่ในขั้นตอนเตรียมงาน ครั้งนี้เป็นการปรากฏตัวครั้งแรกของคุณเลยหลังจากที่ปลดประจำการจากกองทัพมา

YB: ในตอนที่ผมอยู่ในกรม ผมเอาแต่คิดถึงว่าผมจะออกมาพบกับแฟนๆครั้งแรกยังไงดีหลังจากปลดประจำการ ส่วนใหญ่แล้วพวกเรามักจะพบกับแฟนๆผ่านการแสดงบนเวที แต่โอกาสที่จะขึ้นเวทีมันไม่ได้จะมีขึ้นแบบกะทันหันได้ ผมมีความคิดและความกังวลมากมายและจริงๆแล้วก็มาตระหนักได้ในตอนที่อยู่ในกรมผมคิดว่าตัวเองมีเสื้อผ้ามากมายที่ไม่ได้มีความจำเป็นต้องมีขนาดนั้น ในกรมทหาร คุณแค่สวมเครื่องแบบและชุดที่จะออกไปต่อสู้แค่นี้ก็ทรงประสิทธิภาพแล้ว ผมจึงคิดว่า ที่เรามีนี่มันมากไปไม๊นะ??มันจะมีวิธีดีๆที่จะจัดการกับสิ่งของที่ผมมีบ้างไม๊นะ?? ดังนั้นผมจึงคิดว่าน่าจะเป็นการดีถ้าผมจัดงานตลาดนัดขึ้นมาภายใต้ชื่อของผมเอง แบ่งปันสิ่งของดีๆและบริจาคเงินที่ได้มาเพื่อการกุศล ทีแรกดูเหมือนว่าผมจะประสบปัญหาว่าจะออกมาพบหน้าแฟนๆยังไงดีแต่งานตลาดนัดนี้ดูจะเหมาะสมลงตัวเป็นอย่างดีเทียบกับความคิดมากมายของผมก่อนหน้านี้ ดังนั้นผมจึงจัดการทำมันขึ้นครับ

Esquire:  ได้ยินมาว่าแทยังจะเอาสิ่งของมาร่วมในงานกว่า 1 พันชิ้นทีเดียว

YB:ถ้าคุณนับรวมสิ่งของที่เพื่อนๆของผมนำมาร่วมงานด้วยผมคิดว่าจะมีกว่า 2200 ชิ้นเลยครับ บางทีอาจจะมากกว่าด้วย แต่ใช่ครับของส่วนตัวของผมประมาณ 1300 ชิ้น

Esquire:  สิ่งของเหล่านี้คืออะไรบ้างครับเนี่ย ทำไมมีมากขนาดนั้น?

YB: ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกเสื้อผ้าครับ ผมสวมชุดเพื่อการแสดงบนเวที และ บางทีใส่เสื้อผ้าของตัวเองขึ้นเวทีด้วย ผลที่ได้จากการทำแบบนี้คือ ผมมีเสื้อผ้าเยอะมาก นอกจากนี้ผมเริ่มที่จะสนใจในเฟอร์นิเจอร์และเริ่มสะสมเฟอร์นิจเจอร์บางชิ้นบ้างแล้ว แต่ความสนใจของคนเราก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยครับ พวกของตบแต่งบ้านและเฟอร์นิเจอร์ที่ผมชอบมันและซื้อมาก็ลงท้ายที่ว่าไม่ได้เอามาใช้ละครับ

Esquire:  ของเหล่านั้นไม่รู้สึกว่ามันมีคุณค่าทางใจมากเกินกว่าที่จะปล่อยมือจากมันเหรอครับ?? คุณซื้อของเหล่านั้นมาด้วยเงินของตัวเองเลยนะ

YB: ไม่เลยครับ แต่ผมไม่รู้ว่าชิ้นไหนควรจะสละมันไปมากกว่า อย่างเช่นเสื้อผ้า ผมจะคิดว่าบางทีผมอาจจะต้องใส่พวกมันอีกในอนาคต ดังนั้นผมเลยต้องตั้งมาตรฐานเอาไว้กับพวกเสื้อผ้าว่าเอาเสื้อผ้าที่ใน1-2 ปีให้หลังนี้ผมไม่เคยใส่พวกมันเลยและอาจจะไม่ได้ใส่พวกมันอีกตลอดไป เสื้อผ้าในหมวดนี้คือเสื้อผ้าที่สละออกไปได้ เมื่อคิดถึงนิสัยตัวเองแล้ว ของที่ผมเป็นเจ้าของตอนนี้และไม่ได้ใช้ผมก็น่าจะไม่ต้องการใช้พวกมันในอนาคต และข้าวของพวกนี้ที่ผมเป็นเจ้าของถ้ามันไม่ได้มีความหมายใดๆสำหรับผม ผมก็น่าที่จะแบ่งปันมันออกไปให้กับคนที่จำเป็นต้องใช้ครับ

Esquire:  นี่ยังเป็นโอกาสที่จะได้ใช้เวลาจัดระเบียบตัวเองด้วยนะครับเนี่ย

YB: ครับ เมื่อประมาณ4 ปีก่อนผมได้จัดตลาดนัดแบบนี้กับจียง ถ้าความรู้สึกในตอนนั้นเปรียบกับการจัดระเบียบข้าวของ ครั้งนี้ก็น่าจะเป็นการที่ผมได้จัดการวางแผนด้วยตัวเอง ดังนั้นผมก็หวังว่ามันจะประสบความสำเร็จและผมสามารถที่จะทำมันต่อไปเป็นกิจกรรมที่มีปีละครั้งได้


Esquire:  กว่าบทสัมภาษณ์นี้จะตีพิมพ์งานก็สิ้นสุดลงแล้วนะครับ (งานมีในวันที่ 18 มกราคม 2020) จะต้องมีคนที่ต้องเสียใจแน่ๆที่รู้เรื่องงานครั้งนี้ช้าไป

YB:ผมหวังว่างานตลาดนัดนี้จะประสบความสำเร็จ ดังนั้นเวลาคนได้ยินว่าจะมีงานตลาดนัดคนจะได้รู้สึกว่า ถ้ามีตลาดนัดก็มีการขายของที่มีสภาพดีในราคาที่เป็นเจ้าของได้ง่าย ดังนั้นคนที่จะมาร่วมในงานนี้ก็จะมีมากขึ้นเราก็ทำกำไรเพื่อที่จะไปต่อยอดเป็นเรื่องดีๆได้มากขึ้น

Esquire:  เราได้ยินมาว่าเงินที่ได้จากงานนี้จะนำไปช่วยการกุศล โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะนำไปช่วยเด็กและวัยรุ่นที่มีความบกพร่องทางการได้ยินเป็นหลัก อาจจะเป็นเพราะว่าแทยังเป็นนักร้องและเข้าใจในความตื่นเต้นที่ดนตรีนำมาให้เลยกังวลเป็นพิเศษเรื่องคนที่มีปัญหาในเรื่องของการบกพร่องทางการได้ยินรึเปล่าครับ??

YB: ผมดูๆไว้หลายที่นะครับว่าจะทำการบริจาคไปที่ไหนและที่นี่คือดึงดูดใจผมมากที่สุด ไม่ว่าจะยังไงผมก็เป็นนักร้อง เป็นคนที่นำเสียงเพลงไปสู่ผู้อื่นให้ผู้อื่นได้ฟังกัน ผมรู้สึกว่าไม่ใช่แค่การได้ยินเสียงเพลงเท่านั้นนะครับ การที่เราได้ยินเสียงต่างๆได้มันก็มีความหมายที่ยิ่งใหญ่แล้ว แน่นอนว่าการมองเห็นก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน แต่ผมคิดว่าเสียงที่ไพเราะมันมีความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงคนได้มากที่สุด ดังนั้นผมหวังว่างานนี้จะเป็นเหมือนของขวัญชิ้นพิเศษสำหรับคนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินครับ

Esquire: คุณได้พูดถึงว่า ตอนอยู่ในกรมได้ใช้ความคิดมากมาย ชีวิตในกรมเป็นยังไงบ้างครับ?? คนอย่างคุณที่รักการร้องเพลงและทะนุทะนอมการร้องเพลงเป็นชีวิตจริงใจแต่ไม่สามารถที่จะขึ้นเวทีแสดงได้เกือบๆจะ 2 ปีเลย  ผมเดาว่าคุณคงคิดถึงการแสดงบนเวทีมากๆเลยทีเดียว

YB: จริงๆผมสนุกมากเลยครับ ผมคิดว่ามันเป็นช่วงเวลาที่จำเป็นในชีวิตของผมนะครับ มันอาจจะเป็นช่วงเวลาที่ยากมากๆสำหรับบางคนและแน่นอนมันมีบางช่วงเวลาที่มันก็ยากมากๆสำหรับผมเช่นกัน แต่โดยรวมแล้วผมรู้สึกว่ามันเป็นช่วงเวลาที่จำเป็นในชีวิตของผมครับ ถ้าไม่มีช่วงเวลาในกรมผมคงเติบโตเป็นคนไม่สมบูรณ์ขนาดนี้ ผมบอกว่ามันเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจและมีความสุขเพราะผมเริ่มทำงานตั้งแต่อายุยังน้อยและไม่เคยได้มีเวลาพักผ่อนเลย ผมรู้สึกว่าจะมีปัญหาและความเหนื่อยล้าทางใจเสมอในสังคมของเราเริ่มจาก "จะกินอะไรดี??" มันมีปัญหาไม่จบสิ้นในทุกๆเรื่อง แต่ในกรม ผมแค่มีศรัทธาในงานที่ผมต้องทำทุกวันก็เพียงพอแล้ว ดังนั้นสำหรับผมแล้วนี่เป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนครั้งใหญ่ สภาพจิตใจของผมรู้สึกเป็นสุขสบายมากๆครับ

Esquire:   มันเป็นช่วงเวลาที่คุณสามารถพักผ่อนได้หลังจากชีวิตมีแต่ความวุ่นวายต้องไปโน้นนี่นั่นอยู่ตลอดเวลา และยังทำให้คุณสามารถเคลียร์ใจให้้โล่งอีกด้วย
YB: ใช่ครับ ผมยังได้สนิทกับเพื่อนที่ผมใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในกรมด้วยสนิทมากๆ ถ้าไม่ใช่เพราะกองทัพ มันคงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้รับประสบการณ์ในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเพื่อนที่มีอายุห่างกันถึง 10 ปีและเราต่างก็มาจากคนละที่ ผมคิดว่าผมได้เรียนรู้มากมาย ในเรื่องของความกังวลใจของเพื่อนๆ วิถีชีวิตของพวกเค้า ผมได้มองเห็นหลายสิ่งหลายอย่างต่างไปจากมุมมองเดิมของตัวเอง ผมมีความรู้สึกมากมายและได้เรียนรู้มากมายครับ

Esquire:   คุณรู้สึกอะไรบ้างครับ?? ความแตกต่างที่ว่าคือยังไง??

YB:พวกเค้าอยู่ในวัย 20 ต้นๆจนเกือบจะ20 กลางๆ แต่การใช้ชีวิตของพวกเค้าและสิ่งที่เค้ามีประสบการณ์ร่วมมันเป็นช่องทางที่ต่างจากผมโดยสิ้นเชิง อย่างเช่น ถ้าผมเข้าไปในสังคมออนไลน์อย่าง youtube ผมจะค้นหาเพลงที่ผมชอบ ฟังแล้วก็จะไม่ดูอะไรมากไปกว่านี้ แต่ผมเห็นพวกเค้าดูอะไรที่หลากหลายมากและสนุกสนานไปกับมันในทุกๆช่องทาง ผมจึงคิดว่า " อ่าาา แม้ว่าผมจะทำงานสายนี้มาโดยตลอด แต่มันมีช่องทางหลากหลายมากที่ผู้คนจะได้เข้าไปร่วมรู้สึกและเข้าไปมีประสบการณ์และมีหลายช่องทางที่มีอิทธิพลต่อผู้คนนะ" มันทำให้ผมเปิดความคิดของตัวเองให้กว้างขึ้น


Esquire:  คุณคงมีความคิดว่า " ที่เราเคยเห็นมันเป็นแค่ส่วนหนึ่งเองเท่านั้นสินะ"

YB: ใช่เลยครับ ผมทำงานในการโปรดิวเพลง ทำอัลบั้มและทำการแสดงบนเวทีมาอย่างต่อเนือง ทำงานเหล่านี้มานักต่อนักเป็นเวลายาวนาน แต่จากช่วงเวลานั้นมันถึงจุดจุดหนึ่งที่ผมคิดว่าในฐานะคนที่มีชีวิตทำงานแบบนี้มาโดยตลอดผมรู้สึกเลยว่ามันยังมีที่ที่ผมยังไม่ได้มีโอกาสไปสัมผัสอีกหลายอย่าง

ผมได้รับบทบาทในการแสดงที่งานของกองทัพและที่การแสดงเหล่านั้นผมสามารถที่จะได้รับความรู้สึกพื้นฐานต่างๆที่ผมไม่ได้รู้สึกในการแสดงปกติของตัวเอง บางทีผมน่าจะพูดได้ว่าผมรู้สึกว่าผมเป็นนักร้องจริงๆมากขึ้น เพราะถ้าเทียบกับการแสดงปกติของผม การแสดงในงานกองทัพไม่มีอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับเสียงหรือความพร้อมใดๆในเรื่องของการส่งเสริมการแสดง แต่ในฐานะที่เป็นทหารที่อยู่บนเวทีแสดงเพื่อให้ขวัญกำลังใจเพื่อนทหารด้วยกันคุณไม่มีสิทธิ์บ่นในเรื่องอุปกรณ์และความพร้อมในด้านต่างๆและไม่ควรบ่นด้วยครับ แต่ยังไงก็ตามแต่ ผมได้ยืนบนเวทีแบบนั้นและมันทั้งเรียบง่ายที่สุดและมีแค่การเตรียมการพื้นฐานเท่านั้น มีเพียงดนตรีผู้ชม และนั่นมันดูเหมือนจะทำให้ผมเป็นนักร้องมากขึ้น


Esquire:   มีดนตรี มีผู้ชม มันคือทุกอย่างแล้ว 
YB: ครับ ผมรู้สึกเหมือนกลับไปยังการแสดงเมื่อครั้งที่ทุกอย่างกำลังจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อขึ้นเวทีในกองทัพ แบบ " ใช่ !! ผมก็มีการแสดงแบบนี้เหมือนกันนะ" ความรู้สึกแบบนั้นครับ นอกจากนี้เราไม่ได้แสดงต่อหน้าแฟนๆที่มาเพื่อดูเราโดยเฉพาะ แต่ขึ้นแสดงต่อหน้าเพื่อนทหารและครอบครัวของพวกเค้า ผมรู้สึกตื่นเต้นมากๆที่ได้เห็นคนที่ไม่เคยได้ดูการแสดงของเรามาก่อนครับ

Esquire:  ตื่นเต้นเหรอครับ? (หัวเราะ) ไม่ได้รู้สึกกลัวเหรอครับ?? เพราะถ้าเป็นแฟนๆคุณก็เชื่อได้แน่ๆว่าพวกเค้าชอบคุณ แต่คุณไม่อาจจะรู้ได้เลยว่าผู้ชมทั่วไปแบบนี้จะชอบคุณรึเปล่า

YB:นั่นเลยเป็นเหตุผลที่ว่าผมขึ้นแสดงแบบนี้ยิ่งให้ความรู้สึกเหมือนกับตอนที่ผมพึ่งจะเริ่มอาชีพนี้เลยจริงๆสิครับ อย่างที่คุณพูดแฟนๆมาดูคอนเสริ์ตเพราะพวกเค้ารักผมคิดถึงผม แต่นี่ไม่ใช่แบบนั้น ผมยืนบนเวทีต่อหน้าผู้ชมทั่วไป ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่สิ่งที่ผมได้รู้สึกในระยะหลัง ผมรู้สึกประหม่าอยู่ แต่เพราะการแสดงแบบนี้ผมถึงได้รู้สึกถึงความตื่นเต้นที่ได้ยืนบนเวทีเช่นกันครับ

Esquire:  กลับรู้สึกว่าได้รับพลังมามากกว่า
YB:ได้รับพลังมาเยอะเลยครับ

Esquire: จริงๆผมได้ยินมาว่าคุณถามทางทีมงานว่า จะเป็นไปได้ไม๊ที่จะไม่ให้สัมภาษณ์ในการเจอกันครั้งนี้ของเรา 
YB: อ่าา เหตุผลที่ผมถามไปแบบนั้นเป็นเพราะ คือจริงๆผมชอบการให้สัมภาษณ์มากๆเลยนะครับ แต่... จะพูดยังไงดี..... คือเหมือนว่ามันจะเป็นแบบเดิมแบบนี้ในอนาคตคือ ผมอยากที่จะให้สัมภาษณ์ในแบบที่ระมัดระวังกว่านี้ครับ ในสิ่งที่ผมได้พูดไป แน่นอนว่าในช่วงเวลาที่พูดไปมันได้ให้ใจความตรงตัวถึงความคิดของผมในตอนนั้น แต่คนเราเปลี่ยนไปเมื่อเวลาผ่านไป ผ่านการให้สัมภาษณ์ สิ่งที่ผมพูดถึงในการสัมภาษณ์กลายเป็นภาพสะท้อนตัวตนของผม ผมเลยคิดว่าการให้สัมภาษณ์ควรทำอย่างระมัดระวังครับ ผมแค่สงสัยว่ามันจะดีกว่าไม๊ถ้าผมจะให้สัมภาษณ์ในตอนที่ผมมีสติกว่านี้ นอกจากนี้นี่จะเป็นสัมภาษณ์ครั้งแรกของผมหลังจากปลดประจำการออกจากกรม แม้ว่าผมจะไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นภาระ แต่ผมคิดว่าผมควรจะทำให้ดีเพราะเหตุผลเบื้องต้นครับ

Esquire:  ผมเห็นด้วยนะครับ เพราะสิ่งที่คุณพูดในตอนนี้จะคงอยู่ตลอดไปในสื่อสิ่งพิมพ์ แต่ในขณะเดียวกัน ผมไม่คิดว่าจะมีใครตอบคำถามด้วยคำตอบเดิมเสมอนะครับ 

YB: ครับ ไม่มี มันเป็นแบบนี้เหมือนกันในกองทัพ คุณมีเวลามากมายที่จะใช้เวลาเหล่านั้นคิดในตอนที่อยู่ในกองทัพ คุณใช้เวลาหมดไปกับการคิด ในตอนที่ผมต้องอยู่เวรในช่วงรุ่งเช้า เพราะมันเป็นเวลาเช้ามากผมเลยรู้สึกอ่อนไหวเป็นพิเศษ นั่นเป็นเวลาที่ผมจะมีความคิดต่างๆมากมายและมันก็เปลี่ยนไปมาในทุกๆนาที


Esquire:  คุณคิดถึงเรื่องอะไรมากที่สุดครับ? ผมเดาว่าคุณน่าจะคิดเรื่องเป้าหมายของตัวเองและความตั้งใจต่างๆรึเปล่า?? 
YB: ครับ เหล่านั้นก็ด้วยครับ แต่ว่าความตั้งใจและเป้าหมายต่างๆมันมีมากเลยครับและมันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆด้วย แต่ถ้าคุณถามถึงสิ่งที่ผมใช้เวลาคิดมากที่สุดเลยคือ ผมคิดเรื่องตัวเองครับ ผมคิดว่าผมได้มองย้อนกลับไปดูตัวเองอีกครั้ง ผมรู้สึกขอบคุณสิ่งที่ผมได้รับมาในชีวิตประจำวัน รู้สึกขอบคุณสำหรับเวลาด้วย เช่น เวลาผมอยู่ในสังคมผมไม่ค่อยได้รู้สึกว่า "ช่วงเวลานี้มันมีค่ามากจังเลยนะ" แต่ในกองทัพผมรู้สึกแบบนั้นบ่อยมาก ผมรู้สึกขอบคุณสำหรับเวลาที่ผมได้รับมา นอกจากนี้ผมยังคิดถึงผู้คนรอบตัวผมอย่างมาก และคิดถึงแฟนๆของผมด้วย ผมไม่ได้จะบอกว่าผมจะเป็นคนที่ดีกว่านี้ให้พวกเค้าแต่ง่ายๆเลยคือผมอยากจะมีสัมพันธภาพที่ดีกว่านี้ บางครั้งมันยาก เพราะผมจะต้องพูดสิ่งที่ถูกต้องให้กับพวกเค้าด้วย แต่ถ้าผมต้องการที่จะเป็นคนคนนั้น ผมต้องมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นถ่อมตัวมากขึ้น ผมคิดเรื่องแบบนี้เยอะมากครับ

Esquire: “บางครั้งมันยาก แต่คุณต้องรู้ด้วยว่าจะพูดสิ่งที่ถูกต้องให้กับพวกเค้ายังไง" ประโยคนี้ดังก้องอยู่ในหูเลยครับ

YB: ผมไม่ต้องการที่จะดูเหมือนคนดี คนใจดี เหมือนผมเสแสร้งแกล้งทำว่าเป็นในอะไรบางอย่าง ผมคิดว่าถ้าหากมีใครบางคนที่คุณรักเค้า ถ้าคุณรักเค้าจริงๆ บางครั้งแม้ว่ามันจะยากลำบาก แต่คุณจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะบอกสิ่งที่ถูกต้องให้กับเค้า เราจะสื่อสารกันยังไงให้มันถูกต้อง นี่แหละปัญหา ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในกองทัพเหมือนกันนะครับ เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทุกคนที่จะสื่อสารกับเพื่อนที่มาจากสิ่งแวดล้อมและโลกที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ไม่ว่าจะยังไงเราจำเป็นจะต้องใช้ชีวิตร่วมกันเป็นเวลายาวนาน ดังนั้นผมคิดว่าผมก็ค่อยๆเรียนรู้และเริ่มเข้าใจมันด้วยเหมือนกัน 

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการให้คนคนหนึ่งเข้าใจและสื่อความหมายของผมให้ตรงที่สุดซึ่งเราจะต้องพูดออกไปอย่างสัตย์จริง ผมคิดว่าวิธีที่ดีที่สุดในการสื่อสารคือการอธิบายมันออกไปในวิธีที่ซื่อสัตย์ที่สุดด้วยวิธีนี้เราจะสามารถเข้าใจกันได้และเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน  เพราะท้ายที่สุดแล้ว เสียงดนตรีมันก็คือการสื่อสารกับผู้ฟังเช่นกัน ดังนั้นแล้ว เราจำเป็นต้องสื่อสารกันครับ



Esquire:  ถ้าในบริบทนั้น แทยังก็ดูเหมือนจะเป็นคนที่มาจากโลกอีกโลกนึงสำหรับคนอื่น
YB: ครับ ทีแรกพวกเค้าอยากรู้อยากเห็นในตัวผม ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อนๆเหล่านี้ที่มีอายุต่างไปถึง 10 ปีเติบโตมากับการฟังเพลงของพวกเรา ย้อนไปในตอนนั้นพวกเค้าพึ่งอยู่ ปอ 6 หรือ มอ 1 ซึ่งเป็นช่วงอายุที่พวกเค้าเริ่มสนใจในเสียงเพลงและดารานักร้องพอดี พวกเค้าไม่ได้ทำตัวออกห่างเพราะเติบโตมากับเพลงของพวกเราและเฝ้ามองพวกเรา ดังนั้นผมจะเหมือนพี่ชายข้างบ้านมากกว่า หลังจากนั้นก็จบลงที่พวกเราใช้เวลาร่วมกันและต่างก็ร่วมแบ่งปันสารทุกข์สุกดิบเหมือนกับทหารทั่วไป "เราควรจะจบการฝึกในด่านนี้ให้สำเร็จยังไงดี??" หรือ "มาทำแบบนี้กันดีกว่า จากนั้นจะได้วันหยุดพักพร้อมกันไปเลย" อะไรทำนองนี้ครับ

Esquire:  คุณได้วันหยุดพักด้วยเหรอครับ?? แล้ว??
YB:ผมพยายามอย่างมากที่จะให้ได้รับวันหยุดพักครับ (หัวเราะ) เพราะผมอยู่ในหน่วยปืนใหญ่ คนที่อยู่ในหน่วยนี้จะเข้าใจ ถ้าคุณยิงปืนได้ดีและทำภารกิจเสร็จสิ้นรวดเร็ว คุณจะได้รับวันหยุด ในการฝึกขั้นพื้นฐานถ้าคุณทำการฝึกได้ดีโดยไม่มีอุบัติเหตุใดๆและได้รับผลลัพท์ที่ดีก็ไม่อาจจะการันตีได้ว่าคุณจะได้รับวันหยุดมันยังขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้บังคับบัญชาอีกครับ ดังนั้นในหน่วยผมถ้าคุณเสร็จสิ้นการฝึกได้อย่างดี คุณจะได้รับการดูแลอย่างมากเทียบเท่ากับความลำบากที่คุณได้ใช้ไปครับ

Esquire: ผมรู้สึกว่าคุณมีความสุขมากจริงๆในการใช้ชีวิตอยู่ในกรม ขนาดตอนนี้ที่คุณย้อนคิดไปถึงมัน คุณดูตื่นเต้นและมีความสุขมากๆ

YB:ครับ (หัวเราะ) มันน่าสนใจมากที่ได้รู้สึกถึงความสำเร็จในแบบที่ต่างไปจากตอนที่เราใช้ชีวิตอยู่ในสังคม และการได้ประสบกับความรู้สึกประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานในแบบที่ต่างไปครับ

Esquire: จนตอนนี้คุณได้พูดว่า "ผมได้เรียนรู้มากมายจากการใช้ชีวิตในกองทัพ" "ถึงแม้ว่าพวกเค้าจะเป็นเพื่อนที่พึ่งเคยได้พบกันเป็นครั้งแรก แต่ก็ต้องขอบคุณกำลังใจและแรงสนับสนุนจากพวกเค้าที่ทำให้ผมสามารถมีความสุขได้" แต่ผมคิดว่า แทยังเป็นคนที่จะสร้างความกลมกลืนกับผู้อื่นได้ตั้งแต่ทีแรกแล้วมากกว่ารึเปล่า ตัวผมยังไม่เคยได้เข้ากรมเลยยังไม่อาจจะเข้าใจได้ แต่การที่คนเราต้องมารวมกลุ่มกันอย่างกลุ่มกองในกองทัพแบบนี้ไม่ใช่ทุกอย่างจะดำเนินไปตามแผนที่วางไว้หรือตามแนวทางได้อย่างง่ายๆ บางทีคุณน่าจะต้องพยายามอย่างหนักมากหรือต้องพยายามทำให้คนอื่นเชื่อใจคุณมากๆ แต่ยังไงก็ตามแต่ ผมรู้สึกว่าแทยังเป็นคนที่จะทำตัวกลมกลืนไปได้อยู่แล้ว
YB: จากการใช้ชีวิตในกองทัพ ผมได้รับอะไรมามากมายครับ และหนึ่งในนั้นคือผมรู้สึกว่าตัวเองเคยมีอิสระมากๆ ในขณะเดียวกันผมสามารถจะรู้สึกมีอิสระที่ไหนๆก็ได้ถ้าผมรู้สึกว่าตัวเองมีอิสระได้ในกองทัพ ผมมั่นใจว่าไม่ว่าจะในสถานการณ์จวนตัวแค่ไหนผมก็สามารถที่จะเป็นคนที่จัดการตัวเองเป็นตัวของตัวเองได้และมีอิสระมากขึ้นได้ครับ


Esquire : บางทีโอกาสที่ใกล้เคียงที่สุดที่จะให้คุณได้แสดงออกถึงความมั่นใจนั้นได้น่าจะคือการแสดงบนเวที  Coachella Music Festival ในเดือนเมษายนนี้นะครับ

YB:ครับ นั่นจะเป็นครั้งแรกที่ผมจะได้พบกับแฟนๆบนเวทีเป็นครั้งแรกหลังจากปลดประจำการมา นี่ยังเป็นโอกาสที่ผมจะได้แสดงออกถึงสิ่งที่ผมไม่เคยได้ทำมาก่อนบนเวทีการแสดงอีกด้วย ส่วนตัวแล้วผมตั้งหน้าตั้งตารอคอยมันมากทีเดียวครับ นอกจากนี้ก็มีความกังวลมากเหมือนกัน มันจำเป็นจะต้องมีการทำงานมากมายให้มันลุล่วงไปได้ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ผมจะทำคนเดียวได้ แต่นี่ดูจะเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่มากของพวกเรา ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม หากเราสามารถสร้างโชว์ที่ยิ่งใหญ่ด้วยการแสดงของพวกเราออกมาให้ได้ ผมคิดว่ามันจะมีความหมายมากๆครับ

Esquire:คำเชิญมาจากทาง Coachella ใช่ไม๊ครับ?

YB: ครับ พวกเค้าส่งข้อเสนอมา 1 ในการแสดงที่เป็นข่าวพาดหัวเลยคือวงตำนานเพลงแร๊พอย่าง RATM (Rage Against The Machine) พวกเค้าก็กลับมารวมตัวกันเป็นครั้งแรกในงานเทศกาลดนตรีนี้หลังจากแยกย้ายกันไปกว่า 10 ปี ผมคิดว่าเราได้รับข้อเสนอให้ไปแสดงในงานเทศกาลดนตรีนี้เพราะความคิดเดียวกันครับ 

Esquire: สมาชิกในวงได้พูดคุยกันก่อนไม๊ครับว่า จะรับข้อเสนอนี้หรือเปล่า??
YB: มีความกังวลกันมากเลยครับ ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ไม่ง่ายสำหรับพวกเราในตอนนี้ ไม่ว่าเราจะตัดสินใจยังไง เราไม่รู้ว่าเวลานี้จะเป็นเวลาที่ดีไม๊ หรือมันเป็นเวลาที่เร็วไปไม๊ เราจะมีภาพพจน์ที่แย่รึเปล่า? เลยเป็นเหตุผลที่ผมคุยกับสมาชิกวงอย่างมาก จริงๆแล้วพวกเรามีการพูดคุยกันเยอะมากๆๆก่อนที่จะได้รับข้อเสนอจาก Coachella อีกนะครับ แต่มันไม่มีคำตอบที่ถูกต้องหรอก เราคิดกันเยอะมากว่าจะทำยังไงหลังจากที่ปลดประจำการออกจากกรมมากันแล้ว และเราก้ได้รับข้อเสนอนี้มาอย่างไม่ได้คาดหวังกันมาก่อน เราเลยเห็นพ้องตรงกันว่าจะลองดู

Esquire: พร้อมรึยังครับ?? 
 
YB: ก็เหมือนกับผมแหละครับ ทุกคนพึ่งปลดประจำการออกจากรมกันมาได้ไม่นาน ก่อนอื่นเลยพวกเราออกกำลังกายกันทุกวันดูแลเรื่องของสภาพร่างกายเพื่อที่จะให้สภาพร่างกายพร้อมสำหรับการขึ้นเวที

Esquire: ผมไม่รู้ว่าคุณเห็นรึเปล่านะครับแต่ข่าวออกมากันไม่หยุดเลย อันนี้คือส่วนหนึ่งของนิตยสาร Billboard “วงบิกแบงที่ผ่านช่วงขาขึ้นและขาลงมามากมายตั้งแต่อัลบั้มล่าสุดในปี 2016 ได้กลับมาแล้ว" ในเกาหลีก็มีความคิดเห็นมากมายที่รู้สึกว่ามันยังเร็วเกินไป  

YB:ถ้าเป็นไปได้ ผมแค่อยากจะทำการแสดงบนเวทีให้ออกมาดีมากๆเท่านั้นเองที่ Coachella

Esquire: พูดตามตรงนะครับถ้าผมเป็นแทยัง ผมคงคิดว่ามันไม่ยุติธรรมเลย พูดตามจริงนะครับ ตั้งแต่เดบิวต์มาแทยังไม่เคยได้ทำเรื่องวุ่นวายใดๆเลย 

YB: ง่ายๆเลย ผมแค่อยากจะทำงานผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกันในวิธีที่เป็นจริงที่สุดและฉลาดที่สุด สำหรับผม ผมใช้ชีวิตครึ่งนึงของตัวเองทำงานกับวงที่มีชื่อว่า บิกแบง และทำงานในชื่อของแทยังแห่งวงบิกแบง ผมได้สร้างสายสัมพันธ์กับผู้คนที่ผมได้เจอเพราะวงวงนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุด ผมเป็นที่รักของแฟนๆมากมายในขณะที่ผมอยู่ในวงนี้และเล่นดนตรี ดังนั้นผมคิดว่าผมย่อมมีความรับผิดชอบในทุกเรื่องเหมือนกัน นี่เป็นเรื่องของผมเหมือนกันที่จะต้องทำให้ดีที่สุดและผ่านเรื่องทุกเรื่องไปด้วยกันครับ



Esquire: โดยนิสัยแล้วแทยังเป็นคนที่มักจะพัฒนาตัวเองอยู่เสมอไม๊ครับ??
YB: ผมว่าผมมีแนวโน้มว่าจะเป็นแบบนั้นนะครับผมไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนดังที่ชอบสร้างหัวข้อข่าวไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี และนั้นเป็นเหตุผลที่ว่าครั้งนึงผมเคยพูดว่า การสวมฐานะคนดังดูจะไม่ใช่สิ่งที่เหมาะกับตัวผม ผมไม่อยากให้ตัวเองเป็นที่พูดถึงในแวดวงออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องดีหรือเรื่องร้าย ผมแค่คิดว่าสิ่งที่มีความหมายมากที่สุดคือ การทำงานเพลง และผมก็มีความสุขที่ได้ทำมัน แทนที่จะพูดว่าผมเป็นคนที่พัฒนาตัวเองอยู่เสมอน่าจะพูดว่ามันเป็นแนวโน้มตามธรรมชาติมากกว่าครับ ในขณะที่อยู่ในกองทัพก็ด้วยนะครับ ดูเหมือนว่าจะมีช่วงเวลาที่ผมมีความคิดว่า " อ่าาา นี่คือเราสินะ" 

Esquire: คำตอบนี้ทำให้ผมนึกถึงสิ่งที่คุณพูดเมื่อครู่นี้เกี่ยวกับแสดงบนเวทีในกองทัพว่าความรู้สึกเหมือนย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น ความรู้สึกที่คุณลืมมันไปแล้ว

YB: ใช่เลยครับ ถ้าผมพูดว่า " อ่าา นี่คือเราสินะ" ในบริบทมีมีทั้งด้านที่ดีของผมและด้านที่ไม่ดีของผมด้วยนะครับ ผมไม่อาจจะบอกความแตกต่างของทั้งสองด้านนี้ได้เมื่อตอนที่ผมยังเด็ก แต่หลังจากที่โตขึ้นและการได้ใช้เวลาในกองทัพ ในตอนนี้ผมสามารถที่จะตระหนักรู้ได้ถึงตัวตนของตัวเองในแง่มุมต่างๆได้อย่างซื่อสัตย์ ถึงแม้ว่ายังมีอีกหลายอย่างที่ผมยังขาดไปในตอนนี้ ทั้งหมดที่ผมคิดคือการชดเชยให้กับสิ่งที่ผมขาดไปด้วยผมที่ดีขึ้นกว่าเดิม

Esquire: สิ่งที่ไม่ดีคืออะไรบ้างละครับ?? 
YB: มีเยอะมากครับ ผมรู้สึกว่าตัวเองยังขาดอะไรไปอีกเยอะมาก ผมไม่รู้จะอธิบายออกมายังไง เช่น ผมอยากที่จะติดต่อกับคนอื่นอีกมากมายและอยากจะสนิทกับพวกเค้า แต่ผมรู้สึกว่าตัวเองยังทำได้ไม่ดีพอในเรื่องนี้ มันสำคัญนะครับ ผมรู้ว่าไม่ใช่ว่าผมยังดีไม่พอในเรื่องนี้แต่จริงๆในเรื่องนี้ผมแย่เลยละแต่ผมหวังว่าผมจะทำได้ดีขึ้นไม่ใช่ว่าตัวเองบังคับตัวเองให้ลงมือทำ แต่ผมหวังว่าผมจะสามารถดูแลผู้อื่นได้อย่างเต็มใจมากกว่านี้ ทั้งนี้ทั้งนั้นผมรู้สึกว่าตัวเองพูดเรื่องช่วงเวลาในกองทัพมากเกินไปแล้ว

Esquire: ก็เพราะว่านี่เป็นรอยเท้าในชีวิตรอยล่าสุดที่คุณพึ่งเหยียบลงไปนะครับ จากรอยเท้านี้ดูเหมือนคุณได้เรียนรู้และค้นพบอะไรหลายอย่างจากมันเลย
YB:จริงครับ ผมคิดว่าสิ่งที่ผมได้คันพบมากที่สุดเลยคือ ตัวผมเอง


FASHION EDITOR 고동휘
FEATURES EDITOR 김은희
PHOTOGRAPHER 김희준
STYLING 지은
MAKEUP 원조연
NAIL 박은경
PROP STYLING 김경민
ASSISTANT 이기연
DIGITAL DESIGNER 이효진

Thanks to Redsun for the translations and onebluemouse for putting this together.

Eng Translated by redsun for alwaystaeyang.wordpress.com
Thai Translated by Miss mew

วันอังคารที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560

สัมภาษณ์ แทยังจากนิตยสาร GQ ฉบับเดือน ธันวาคม 2017


ใช้ชีวิตอย่างดวงตะวัน 

การใช้ชีวิตตามอย่างแทยัง ไม่ใช่การใส่แต่ชุดนอนและอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่เป็นระเบียบเรียบร้อยและมีสวนอย่างในรายการ  “I Live Alone” หรอกค่ะ แต่เป็นการใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเสียงดนตรีโดยที่ไม่มีการชะงักสงสัยในเรื่องใดๆทั้งนั้นด้วยความ"หลงใหล"ที่เต็มเปี่ยม


GQ : เราได้อ่านสัมภาษณ์ที่ผ่านมาของคุณที่ให้ไว้กับทาง GQ ทั้งหมดแล้วฉันสังเกตว่าคุณมักจะพูดเก้ี่ยวกับเรื่องแผนการในอนาคตซะเป็นส่วนใหญ่ คุณเคยพูดไว้ว่าคุณจะตกหลุมรัก คุณจะทัวร์คอนเสริต์ไปรอบโลก คุณจะออกเพลงใหม่ออกมาโดยจะเน้นไปที่เสียงของคุณล้วนๆ ดูไปแล้วคุณได้ทำทุกอย่างที่คุณเคยพูดว่าจะทำได้อย่างสำเร็จนะคะ
YB : ใช่ไม๊ครับ? 5555+ ผมค่อนข้างประหลาดใจนะครับตอนที่คุณพูดถึงมันขึ้นมา ในตอนนั้นผมพูดเรื่องพวกนี้ออกมาเองจริงๆแหละครับ

GQ :มีอะไรที่อยากจะทำให้ประสบความสำเร็จอีกไม๊คะ?

YB : หากจะมองไปในเรื่องของเสียงเพลง ท้ายที่สุดแล้วตอนนี้ผมได้ข้อสรุปของเสียงเพลงที่สามารถจะสะท้อนชีวิตของผมออกมาและทำให้ผู้คนมีความรู้สึกที่สามารถเกี่ยวโยงมากขึ้นถึงความเป็นดนตรีและความจริงใจของผมที่อยากจะสื่อออกมาครับ ยิ่งผมลงมือทำงานเพลงมากเท่าไหร่ผมก็ยิ่งรู้สึกมากเท่านั้น ผมไม่ได้มั่นใจนักหรอกครับว่านี่เป็นความรู้สึกที่แท้จริงรึเปล่า แต่ผมคิดว่าเรื่องราวในชีวิตของผมจะต้องมีสำคัญเป็นอันดับ 1 ผมรู้สึกว่าผมจะสามารถทำเพลงที่ดูเป็นของแท้ของผมจริงๆได้ เมื่อผมรู้สึกและได้เรียนรู้และได้แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมาเข้ามาในชีวิตของผม ผมไม่รู้ว่าการที่ทำแบบนี้มันเป็นสิ่งที่ถูกต้องไม๊สำหรับคนที่เป็นนักดนตรี แต่ผมอยากที่จะเป็นคนที่มีความเป็นผู้ใหญ่และผมรู้สึกว่าชีวิตของผมจะสะท้อนออกมาในทุกอย่างที่ผมแสดงออก

GQ : เมื่อก่อนไม่ได้ทำแบบนี้หรอกเหรอคะ?? อย่างเช่น เรื่องของเสียงเพลง เมื่อก่อนคุณแค่แสดงไปตามทางที่คุณรู้สึกว่ามันจะเหมาะกับการขึ้นแสดงในแต่ละครั้ง แบบนั้นเหรอคะ?
YB : ชิ้นงานมักจะต้องมาก่อนเสมอครับ เมื่อก่อนการที่จะต้องมีเพลงใหม่ออกมามักจะมีความสำคัญเป็นอันดับ 1ก่อนเสมอ ผมรีบเร่งที่จะออกผลงานชิ้นใหม่ออกมามากกว่าที่จะสะท้อนความคิดเห็นหรือตัวตนของผมออกมา แต่ถึงอย่างงั้นก็เถอะผมคงไม่ได้เป็นตัวผมในทุกวันนี้ถ้าไม่ได้ทำแบบนั้นมาก่อน

GQ : คุณเป็นคนที่ไม่ได้พยายามที่จะเป็นคนที่เหมาะกับรายการวาไรตี้แต่ในขณะเดียวกันคุณกลายเป็นคนที่ไม่ได้มีความอึดอัดเลยที่จะไปออกรายการประเภทนั้น ฉันว่านี่แหละคือ แทยัง ในตอนนี้
YB : ครับ ผมว่าถ้าผมเป็นตัวผมแบบในตอนนี้ ผมคงจะทำได้ดีมากกว่านี้ในรายการวาไรตี้ แต่ก็อีกครับผมว่าเป็นเพราะช่วงเวลาด้วย รายการวาไรตี้ในสมัยก่อนนั้นมักจะต้องแสดงออกเกินจริงและมีการใส่สีเติมไข่มาก ซึ่งมันเป็นปัญหาเป็นเรื่องหนักใจมากสำหรับผมเพราะมันไม่เหมาะกับผม แต่ตอนนี้ คนต้องการที่จะดูในสิ่งที่ทุกอย่างมันเป็นจริงไม่ได้แต่งเติม ที่ผมสามารถที่จะทำรายการวาไรตี้ได้ดีตอนนี้ก็เพราะ มันเป็นรายการประเภทตามไปถ่ายตามไปสังเกตการณ์แบบเรียลลิตี้โชว์มากกว่านะครับ


GQ : ช่วงที่คุณออกอัลบั้มเต็มอัลบั้มที่ 2 ของคุณ RISE ฉันรู้สึกว่าจู่ๆแทยังก็กลายเป็นแทยังคนที่เราเห็นปัจจุบันนี้ บนเวทีของบิกแบงคุณดูแตกต่างไปจากในอดีตเลย มันดูเหมือนว่าคุณเล่นสนุกอยู่บนเวทีจริงๆ
YB : จริงๆแล้ว ผมพยายามอย่างมากเลยละครับที่จะแสดงตัวตนของตัวเองออกมาและผมก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างธรมชาติ ผมไม่อยากจะบอกว่าตอนนั้นอายุเท่าไหร่แต่ช่วงเวลาก็เป้นเรื่องที่สำคัญที่ผมไม่อาจจะเพิกเฉยได้ คือ ความคิดของผมจู่ๆก็กลายเป็นความคิดที่เรียบง่ายและชัดเจนว่าจริงๆแล้วหลักและแก่นแท้มันคืออะไร

GQ : ฉันยังคงจำได้ว่า แทยังอยากที่จะทำอะไรบางอย่างแต่ก็ถูกบริษัทคัดค้านได้อยู่เลยละค่ะ ดังนั้นคุณคงต้องต่อสู้เพื่อที่จะเดินตามทางที่คุณอยากจะทำใช่ไม๊คะ? หรือว่านั่นก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย?
YB : ใช้เวลาถึง 4 ปีนะครับกว่าอัลบั้มเต็มอัลบั้มที่2ของผมจะเสร็จออกมาได้ เพราะผมและบริษัทมีเรื่องขัดแย้งกันอย่างรุนแรงมากตอนนั้น ดังนั้นผมไม่สามารถที่จะทำเพลงที่ผมอยากจะทำออกมาได้ สภาพจิตใจของผมเปลี่ยนไปมากหลังจากที่ออกเพลง ‘Eyes, Nose, Lips’. สไตล์เพลงของผมยังคงทำให้เกิดข้อขัดแย้งเรื่อยๆ อัลบั้มก็ถูกดีเลย์ออกไปเรื่อยๆ จากนั้นแผนการก็แตกเป็นเสี่ยงๆอีก ดังนั้น ผมเลยมานั่งคิดถึงเพลงในแบบที่ผมสามารถที่จะทำได้และเพลงนั้นก็ออกมาได้หลังจากที่ผมตัดสินใจว่าจะบอกเล่าเรื่องของตัวเองโดยที่ไม่สนว่าเพลงมันจะเป็นเพลงในแบบไหนแนวไหน ซึ่งผู้คนชอบเพลงนั้นกันมาก ดังนั้นผมเลยคิดว่าเพลงที่ดีจริงๆแล้วมันจะออกมาจากเรื่องเล่าที่จริงใจครับ

GQ : งั้นอัลบั้มเต็มชุดที่ 3 WHITE NIGHTเป็นอัลบั้มที่เป็นตัวคุณมากขึ้นสินะคะ?
YB : ในมุมมองที่ต่างกันก็ย่อมมีความแตกต่างเสมอครับ แต่ที่ผมคิดคือ อัลบั้มนี้ประกอบไปด้วยสิ่งที่ผมรู้สึกและรักในตอนนี้ ความเป็นลักษณะตัวตนของผมเกือบจะทั้งหมดอยู่ในอัลบั้มนั้น ผมทำในสิ่งที่ผมอยากจะทำเพื่ออัลบั้มชุดนี้ เกือบ 99 เปอร์เซ็นต์เลย ผมเรียนรู้ที่จะทำมันออกมาในระหว่างการทำอัลบั้มชุดที่ 2 สิ่งที่ผมเสียใจมากที่สุดคือ สัมพันธภาพ ผมมาตระหนักได้ว่าเหนือสิ่งอื่นใด สัมพันธภาพเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ความสัมพันธ์กับบริษัท ทัศนคติที่ผมมีต่อผู้คนได้เปลี่ยนแปลงไป จริงๆแล้วผมเป็นคนที่ปิดกั้นมากๆ แต่ถ้าผมได้เปิดใจแล้ว การพบปะผู้คนก็จะเป็นไปตามธรรมชาติมากขึ้นสำหรับผมครัับ 

GQ : ฉันไม่แน่ใจว่า ในเรื่องสัมพันธภาพนั้นจะเป็นเรื่องง่ายที่จะเอาชนะได้นะคะ ฉันคิดว่าการมีความสัมพันธ์กับผู้คนนั้นเกือบจะเรียกได้ว่าต้องอาศัยพรสวรรค์เลยทีเดียว สำหรับแทยังมันเป็นยังไงคะ?
YB : ถ้าให้ผมอธิบายว่าผมรู้สึกยังไงออกมาอีก ผมจะกลายเป็นคนน่าเบื่ออีกแล้วนะครับ 555+ 

 

GQ : ถ้ามีคนมาถามว่า "คุณเปลี่ยนไปรึเปล่า??" คุณจะตอบพวกเค้าว่ายังไง??
YB : มีสิ่งที่เปลี่ยนไปครับ ผมสามารถบอกได้อย่างแน่นอนเลยว่ามันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีสำหรับผม
GQ : ในความคิดของฉัน มีสิ่งนึงที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลยคือ ตัวคุณ คนที่ยังคงใช้คำว่า "ความจริงใจ" ฉันคิดว่าแทยังคนที่มีความหลงใหลที่บริสุทธิ์เหมือนเด็กคนนั้นยังอยู่
YB : ผมคิดว่าผมคงไม่สามารถจะทำเพลงได้อีกต่อไปแล้วละครับถ้าส่วนนั้นของผมเปลี่ยนแปลงไป มันเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับผมที่จะลงมือทำอะไรก็ตามที่ตัวผมไม่ได้ยอมรับมันหมดทั้งใจ หรือสิ่งที่ผมไม่ได้มีความหลงใหลในสิ่งนั้นเลยครับ

GQ : เร็วๆนี้คุณได้ไปดูแลเด็กฝึกที่จะปรากฏตัวในรายการ Mix 9 ด้วยมันเป็นยังไงบ้างคะ?เหมือนกับว่ามันจะเป็นการมีส่วนร่วมในช่วงเวลาสั้นๆไม๊คะเพราะรายการตัดเอาแต่ในส่วนที่คุณพูดให้กำลังใจมาออกอากาศ ดังนั้นฉันเลยไม่รู้เลยว่าจริงๆแล้วคุณรู้สึกยังไง
YB :  ผมก้มีความท้อแท้หมดหวังเหมือนกันในตอนที่ผมพยายามที่จะเป็นนักร้องและกระบวนการที่ทำให้ผมมาเป็นนักร้องได้ในตอนนี้ มัน ท้อแท้ หมดหวังมากจริงๆ เช่น ผมมักจะสงสัยในตัวเองและถามตัวเองตลอดว่า " ทำไมการมาเป็นนักร้องมันสำคัญกับผมมากขนาดนี้เลยเหรอ?? เราต้องทำถึงขนาดนี้เลยเหรอ??" อีกอย่างนึงคือ มันจะช่วยได้มากเลยถ้าระบบมันจะช่วยออกแบบมาให้มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้นแต่ส่วนใหญ่แล้วมันคลุมเครืออยู่มากครับ เด็กฝึกแค่พยายามทำให้ดีที่สุดตามแบบที่ได้เรียนมา พวกเค้าแค่ทำงานอย่างหนักแบบไม่มีเงื่อนไขใดๆเลย พวกเค้าไม่ได้มานั่งคิดย้อนทบทวนหรือเตรียมพร้อมสำหรับการติดขัดต่างๆหรือเตรียมตัวสู้เลยว่า พวกเค้าอยากจะเป็นนักร้องแบบไหน จะร้องเพลงประเภทไหน การแสดงบนเวทีจะเป็นออกมาเป็นยังไง

GQ : คุณใช้คำว่า "ติดขัด" ดังนั้นฉันจะถามคุณในเรื่องนี้ ฉันคิดว่าคุณเป็นคนที่มีพลังงานเพื่อความหลงใหลล้วนๆและแน่นอนมีความแดดดาลอยู่ด้วยแน่นอน แต่ฉันไม่เคยเห็นแทยังโมโหมาก่อนเลยจนกระทั่งถึงตอนนี้
YB : มันแปลกใช่ไม๊ครับ ผมมีด้านนั้นในตัวครับแต่มันไม่เคยหลุดไปออกอากาศที่ไหน ผมจะไม่ใช่คนที่ขี้โมโหแต่ผมจะตรงมากๆ ในบรรดาสมาชิกวงผมเป็นคนที่พูดเรื่องแย่ๆให้กับพวกทีมงานมากที่สุด ซึ่งมันสามารถกลายเป็นความเย็นชามากๆได้เลยครับ จริงๆผมก็พูดจาแบบนั้นกับคนอื่นเวลาออกทีวีเหมือนกันนะครับแต่มันจะถูกตัดออกจนหมด จะมีแต่คำพูดที่อบอุ่นที่หลุดออกมาออกอากาศ ทีมงานเมื่อก่อนอาจจะรู้สึกว่าการทำงานกับผมมันยากมาก แต่ตอนนี้ผมเรียนรู้วิธีที่จะแก้ไขอะไรบางอย่างพร้อมๆกับพูดจาดีๆไปด้วยได้แล้วละครับ

GQ : อัลบั้ม WHITE NIGHT ดูจะเป็นแบบนั้นนะคะ แม้ว่าเพลงที่ดูเป็นเพลงเต้นทรงพลังก็ยังฟังอ่อนโยน
YB : ผมคิดว่ามันก็น่าจะสามารถให้ความรู้สึกแบบนั้นแหละครับ ยังไงก็ตามมันเป็นเพลงที่มีตัวตนและแนวของผมอยู่ 
GQ : ในอัลบั้มเพลงไหนเป็นเพลงโปรดของคุณคะ?
YB : ผมชอบพวกมันทั้งหมดเลยละครับ 555+ แต่ถ้าผมจะต้องเลือกแล้วละก็ผมขอเลือก Intro เหมือนกับที่ผมเลือก Intro ในอัลบั้มที่ 2 เหมือนกัน เพราะผมจะพยายามแสดงออกถึงแนวรวมภาพรวมของอัลบั้มทั้งอัลบั้มออกมาใน Intro ผมคิดว่า Intro เป็นเพลงที่แสดงออกถึงความเป็น White Night ได้มากที่สุดกว่าเพลงทั้งหมดในอัลบั้มนี้ครับ


GQ: ถ้าให้ฉันเพิ่มเติมละก็ ฉันจะบอกว่าเพลงสุดท้ายในอัลบั้มก็มีความสำคัญเท่าเทียมกับเพลงแรกในอัลบั้มของแทยังเหมือนกันนะคะ เพราะเพลงสุดท้ายมักจะประกอบไปด้วยการร้องที่ยอดเยี่ยม 
YB:เห็นด้วยครับ ผมมักจะใส่ภาพลักษณ์ที่ว่า พระอาทิตย์จะร้อนแรงที่สุดลงไปในเพลงสุดท้าย ผมไม่เคยจะยอมประณีประนอมเลยในเพลงแรกและเพลงสุดท้ายของผมในตอนที่ทำอัลบั้มที่ 2 ดังนั้นพวกมันจะบรรจุตัวตนและภาพรวมของอัลบั้มเอาไว้ครับ GQ:มีคนให้ข้อสังเกตมาว่า อัลบั้มนี้ออกจะดูสั้นไปนะคะ เหมือนกับอัลบั้มล่าสุดเรานับได้เหรอคะว่าเป็นอัลบั้มเต็ม??
YB : เห็นด้วยครับ มันน่าจะมีอย่างน้อย 10 เพลงเป็นอย่างต่ำ

GQ: คุณได้ตัดเพลงบางเพลงออกไปบ้างรึเปล่าคะ?
YB : ผมเอาเพลงบางเพลงออกไปครับ ในตอนทำอัลบั้มชุดที่ 2 แต่สำหรับอัลบั้มนี้ผมทำมันออกมาแบบนี้เลยครับ ในฐานะที่เป็นผู้สร้างสรรค์มันออกมา ผมพอใจที่ผมทำเพลงออกมาได้ 8 เพลงและใส่พวกมันทั้งหมดลงไปในอัลบั้ม มันอาจจะดีถ้าผมใส่เพลงลงไปเพิ่ม แต่ถ้าผมทำแบบนั้น ผมจะไม่สามารถออกวางแผงมันได้ในปีนี้ ผมเริ่มทำเพลงในช่วงต้นปีเลยและทำเพลงออกมาเดือนละ 1 เพลง ผมแทบจะไม่ได้พักเลย 

GQ : คุณเคยชินที่จะพยายามขัดเกลาและปรับแต่งเพลงไปเรื่อยๆแต่ตอนนี้คุณสามารถที่จะก้าวไปสู่ขั้นตอนต่อไปได้อย่างรวดเร็ว
YB:ในทางอาชีพแล้วถ้าผมไม่ทำแบบนั้นผมคิดว่ามันคงจะต้องใช้เวลานานมากกว่าที่จะถึงจุดที่ผมพอใจ ผมใช้เวลานานมากในการทำอัลบั้มชุดที่ 2 ของผมจากนั้นผมจะรู้สึกเหนื่อยและเบื่อที่จะฟังเพลงที่ผมทำออกมาตั้งแต่ต้น ผมจะเริ่มถามตัวเอง "นี่มันโอเคแล้วไม๊??" ซึ่งผมตระหนักว่าอาการติดขัดแบบนั้นมันไม่เป็นผลดีกับตัวผมครับ

GQ:คุณรู้สึกยังไงกับความจริงที่ว่า อัลบั้มนี้ได้รับการต้อนรับจากประเทศอื่นๆมากกว่าการต้อนรับในประเทศเกาหลี
YB: จริงๆผมดีใจนะครับกับคำชื่นชมที่มาจากต่างประเทศ 555+ แต่ผมก็อยากจะได้รับเสียงตอบรับที่ดีเช่นกันในประเทศเกาหลีเพราะผมเป็นนักร้องที่เป็นคนเกาหลีร้องเพลงเกาหลีนะครับ

GQ: ฉันคิดว่าแทยังเป็นนักร้องที่มีรสนิยมที่ดีในเรื่องเพลงนะคะ แต่การที่จะเข้าถึงแนวเพลงแบบเมนสตรีมนั้น พูดตรงๆก็คือ การตอบรับจากคนในประเทศเกาหลีนั้นสำคัญกับสิ่งนี้ด้วยเหรอคะ?
YB: มันไม่สำคัญหรอกครับว่าเพลงของผมจะได้รับความรักจากที่ไหนมากน้อย แต่จุดแข็งของผมนั้นผมร้องเพลงเกาหลี เสียงของผมมันมีส่วนที่ดีที่ฟังแล้วมันไม่ได้ฟังแล้วกระอักกระอ่วนสำหรับชาวต่างชาติเวลาที่ผมร้องเพลงเกาหลี ผมเติบโตมากับการฟังเพลงจากต่างประเทศก็จริงแต่อารมณ์ต่างๆของผมนั้นอยู่ที่เกาหลี มันอาจจะเป็นเรื่องยากมากขึ้นแต่มันเป็นสิ่งที่ดูใช่และดูดีกว่าที่ผมจะสามารถสร้างสมดุลที่ดีและทำให้เพลงของผมเป็นที่ยอมรับทั้งในและนอกประเทศ เอาจริงๆแฟนๆที่เป็นชาวต่างชาติของผมพวกเค้าร้องเพลงของผมตั้งแต่ต้นจนจบได้แม้ว่าพวกเค้าจะไม่สามารถเข้าใจความหมายของเพลงเลยก็ตาม ผมหวังนะครับว่าเพลงที่ผมร้องที่เป็นภาษาเกาหลีนี่จะได้รับการตอบรับที่ดีจากชาวเกาหลี

  
Q: คุณมักจะจับตามองนักร้องชาวเกาหลีอยู่ตลอด เพลงของใครคะที่คุณฟังอยู่ในช่วงนี้? 
YB : เพลงของรุ่นพี่You Jae ha ครับ ผมต้องการที่จะแสดงออกเพลงในแนวนี้ให้เป็นที่รู้จักในเทรนแนวเพลงในปัจจุบัน ในตอนที่ผมฟังเพลงในอัลบั้มเต็มอัลบั้มแรกของเค้าา มันบริสุทธิ์มาก แม้ว่ามันจะผ่านเวลามาเป็นเวลานานมากแล้วแต่มันยังสามารถทำให้เรารู้สึกเกี่ยวเนื่องได้   มันเป็นเพลงที่ทรงพลังและสามารถดึงเอาความรู้สึกออกมาขนาดนี้ได้และผมรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่เค้าทำเพลงแบบนี้ออกมาในยุคนั้น ผมคิดว่าวงการ KPop จะต้องแตกต่างออกไปจากนี้แน่ๆถ้าเค้ายังคงทำเพลงต่อไปจนถึงตอนนี้

GQ: มันน่าสนใจดีนะคะ ที่นักร้องที่เรียกได้ว่าเป็นนักร้องสายร้องที่ดีที่สุดในวงการตอนนี้ กล่าวชื่นชมอย่างมากให้กับนักร้องที่เพลงของเค้าถูกแบนเพราะถูกวิจารณ์ว่า ขาดทักษะในการร้องไป
YB: จริงเหรอครับ? น่าจะเป็นมาตรฐานในยุคนั้นนะครับ ผมรู้สึกว่ามันเป็นเพลงจริงๆโดยแท้สำหรับผมในตอนนี้ครับ จริงๆ เพลงมันอยู่เหนือการประเมินผลใดๆนะครับ คุณไม่สามารถที่จะเอามาตรฐานใดมาวัดได้ว่าดีไม่ดีแค่ว่า ทักษะการร้องมันไม่เข้าขั้น คุณเข้าใจที่ผมต้องการจะสื่อความหมายใช่ไม๊ฮะ??

Editor Kang Ji Young, Jung Woo Young
Photographer Hyung Sik Kim
Stylist Ji Eun
Hair Kim Tae Hyun
Makeup Lim Hae Kyung

Eng Translated by redsun for alwaystaeyang.wordpress.com
Thai Translated by Miss mew 

วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

Numero Talk Vol:29 กับแดซอง กุมภาพันธ์ 2017


"Talk" คือช่วงที่เราจะสัมภาษณ์พูดคุยกับนักแสดงชื่อดัง ศิลปิน และผู้สร้างสรรค์งาน 
ในหัวข้อ "on and off" ในเล่มที่ 29 นี้เราได้พูดคุยกับนักร้องและสมาชิกวงบิกแบง แดซอง 

เป็นเวลากว่า 10 ปีมาแล้ว บิกแบงได้เติบโตกลายเป็นวงที่มีความโด่งดังในระดับโลก ซึ่งในปีนี้เป็นปีที่ครบรอบพอดี แดซองในฐานะนักร้องนำประจำวงที่โปรยเสน่ห์ให้แฟนๆหลงใหลจากรอยยิ้มที่สดใส ได้เริ่มกิจกรรมในฐานะนักร้องเดี่ยวอีกครั้งหลังจากที่ห่างหายไป 2 ปี เค้ากำลังจะเปิดตัวอัลบั้มเดี่ยวที่มีเพลงที่เพิ่มความเร็วของจังหวะขึ้นมาอีกนิดและสามารถทำให้อารมณ์ดีขึ้นได้มาก และกำลังจะเริ่มการทัวร์คอนเสริต์ตามโดมต่างๆอีกด้วย 

ในวันนี้เค้าได้มาร่วมแบ่งปันความรู้สึกของเค้าในตอนนี้และความคิดของเค้าเกี่ยวกับงานดนตรีกับเรา

Numero:ก่อนอื่นเลยช่วยพูดถึง มินิอัลบั้มชุดใหม่ D-Day หลังจากที่เว้นไปกว่า2ปีของคุณหน่อยค่ะ คุณว่าอัลบั้มชุดนี้มีความพิเศษยังไงบ้างคะ?
Daesung: ถ้าจะเปรียบเทียบกับอัลบั้มชุดที่แล้ว D's Love สิ่งที่ผมเพิ่มเข้าไปคือแนวดนตรีที่เติบโตขึ้นครับ D-Day จะช่วยดึงอารมณ์ของทุกคนให้สดใสขึ้น เพลงที่มีความสดชื่นจะเข้ากับฤดูที่กำลังเริ่มที่จะอบอุ่นขึ้นได้เป็นอย่างดี ผมร่วมสร้างสรรค์เพลงกับศิลปินที่ผมชื่นชอบมากๆและฟังเพลงของพวกเค้ามาเยอะเลยละครับในอัลบั้มชุดนี้ 

Numero: คุณหมายถึงศิลปินอย่าง Yoshiki Mizuno จาก Ikimono Gakari , Motohiro Hata และ Ayaka อะไรที่เป็นตัวนำให้คุณขอให้ศิลปินที่เป็นตัวแทนของดนตรี pop ของญี่ปุ่นในตอนนี้เหล่านี้มาเขียนเพลงให้คุณคะ
Daesung:ตั้งแต่ที่ผมหยิบเอาเพลงของพวกเค้ามาร้อง cover ในอัลบั้มรวมเพลง cover ของผมผมก็เฝ้ารอที่จะทำงานร่วมกับพวกเค้าในการสร้างสรรค์เพลงใหม่ออกมาละครับ มันไม่ใช่แค่ว่าผมชื่นชอบเพลงของพวกเค้ามากๆเท่านั้นแต่ผมยังอยากที่จะได้พบปะพูดคุยกับพวกเค้าโดยตรงด้วยครับ ช่วงเวลาที่ผมต้องการก็เป็นช่วงเวลาที่ประจบเหมาะและโชคดีมากๆที่พวกเค้าต่างก็เห็นด้วยที่จะทำงานร่วมกับผม ซึ่งงานของเราก็เข้ากันได้อย่างราบรื่นครับ

Numero:คุณกำลังจะมีทัวร์คอนเสริ์ตเดี่ยวตามโดมที่ต่างๆด้วยอัลบั้มใหม่ชุดนี้ ช่วยบอกถึงแรงจูงใจของคุณหน่อยค่ะ
Daesung: ผมอยากที่จะจัดคอนเสริต์ที่ทุกๆคนร่วมลงมือทำร่วมกันมากกว่าคอนเสริต์ที่เน้นไปที่การโชว์แสงสีเสียง ผมอยากให้ผู้ชมได้มีเวลามีความสุขกับตัวเองและตัวผมก็จะได้รับความเข้มแข็งจากการได้เห็นว่าแฟนๆมีความสุข และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าผมจะไม่ขึ้นแสดงและร้องเพลงให้จบๆไป แต่จะเป็นการร่วมแบ่งปันช่วงเวลาและร่วมสร้างความทรงจำที่ดีร่วมกันที่ผมจะทำร่วมกับแฟนๆ ในคอนเสริต์เดี่ยวของผมผมจะไม่เน้นไปที่การเต้น แต่จะขยับตัวไปเรื่อยๆและมองลงไปในตาของแฟนๆ (ประจำที่นั่งในหลายๆระดับที่ต่างกัน) ในครั้งนี้ทุกเพลงเหมาะที่จะกระโดดไปมาและสนุกไปพร้อมๆกัน ซึ่งผมตั้งหน้าตั้งตารอให้มันเกิดขึ้นแล้วละครับ

Numero:ระยะหลังนี้ คุณยุ่งออกทัวร์กับสมาชิกในวงบิกแบงตลอด ช่วยบอกหน่อยได้ไม๊คะว่า อะไรที่ทำให้คุณเลือกเดินมาบนถนนสายดนตรีนี้ 
Daesung: ทุกคนในครอบครัวของผมต่างก็รักเสียงเพลงครับ ดังนั้นตั้งแต่เด็กๆเลยเรามักจะไปร้องคาราโอเกะร่วมกันเสมอและบ้านของเราก็มีเสียงเพลงอยู่ตลอดเวลาในขณะที่เสียงเพลงจะอยู่รอบตัวของผมเสมอ แต่จุดเปลี่ยนจริงๆอยู่ที่ว่าคุณครูในสมัยมัธยมของผมได้เอาชื่อของผมไปเข้าเสนอชื่อให้เป็นนักร้องนำและผมจะต้องร้องเพลงต่อหน้าผู้ชมจริงๆ ในตอนแรกผมรู้สึกประหลาดใจมากๆ แต่จนถึงวันนี้ผมก็ยังไม่อาจลืมความสุขที่ผมรู้สึกและไม่อาจลืมใบหน้าของผู้ชมที่มองมาในตอนที่ผมร้องจบในวันนั้นได้ ผมคิดว่าความพยายามอย่างสม่ำเสมอที่ผมได้พยายามก้าวไปทีละก้าวจากตอนนั้นสุดท้ายก็ส่งผลให้ตัวผมเป็นตัวผมในวันนี้ครับ

Numero:คุณจะอธิบายความรู้สึกที่คุณมีในขณะที่กำลังทำการแสดงคอนเสริต์ออกมาว่ามันรู้สึกยังไงคะ?
Daesung: มันเป็นอะไรที่คนเราจะไม่ได้ลิ้มรสในชีวิตประจำวันธรรมดาครับ ความสุขที่ผมได้รับในระหว่างการขึ้นแสดงนั้นมันยิ่งใหญ่จนไม่อาจจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมพยายามที่จะทำงานเพลงต่อไปเรื่อยๆเพื่อที่จะได้ขึ้นไปแสดงบนเวทีเรื่อยๆ มันเป็นความรู้สึกที่กรุ่นอยู่ในใจ หลังจากที่ร้องเพลงบนเวทีกว่า 2 ชั่วโมงเสร็จสิ้นลงการที่ได้เปิดเพลงจังหวะช้าๆในขณะที่เรานั่งอย่างสงบในรถระหว่างทางกลับยิ่งเป็นความรู้สึกที่สุดยอด สำหรับผมแล้วเสียงเพลงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยไม่ว่าจะเป็นตอนไหนก็ตาม 


Numero: ดูเหมือนว่าช่วงนี้คุณจะพยายามอย่างมากในการฝึกเสียงใช่ไม๊คะ? อะไรที่อยู่เบื้องหลังพลังที่คอยผลักดันให้คุณขัดเกลาทักษะและความสามารถต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลาแบบนี้คะ?
Deasung:การทัวร์คอนเสริต์เดี่ยวของผมจะเป็นการพิสูจน์ให้ผมเห็นอีกครั้งครับว่าเสียงของผมนั้นมีความสำคัญมากแค่ไหน เพราะเสียงของผมก็เปรียบเป็นเครื่องดนตรีชนิดนึงเหมือนกันดังนั้นผมจำเป็นต้องรักษาให้อุปกรณ์ชิ้นนี้ของผมอยู่อย่างปกติ ผมอยากให้คนที่มาชมคอนเสริต์ของผมได้มีความสุขที่ได้เห็นว่าเสียงของผมยังดีอยู่เหมือนเคยครับ

Numero:มีศิลปินคนไหนที่คุณนับถือเป็นพิเศษบ้างไม๊คะ?
Daesung:ผมชอบและฟังดนตรีได้ทุกๆแบบเลยครับ ระยะหลังนี้ผมฟังเพลง ร็อคเยอะมากเป็นพิเศษ และผมคิดว่าผมมาถูกทางแล้วที่ได้ทำเพลงที่ทำให้ผมรู้สึกดีกับตัวเอง ยกตัวอย่างนะครับ ออร่าและพลังที่ Freddie Mercury ปล่อยออกมาบนเวทีนั้นท่วมท้นมากๆ ก่อนที่จะขึ้นเวทีคอนเสริต์บางครั้งผมจะดูวีดีโอการแสดงของเค้าและผมจะรู้สึกประทับใจมากๆกับการที่เค้าทำให้ผู้ชมหลงใหลในทางที่ทรงพลังมากๆแบบนั้น

Numero:คุณใช้เวลาในวันว่างยังไงคะ?? คุณใช้วิธีไหนในการที่จะผ่อนคลายทั้งกายและจิตใจ??
Daesung:ช่วงนี้ผมยุ่งมากๆและแทบจะไม่ได้ใช้เวลาใดๆในวันหยุดเลยครับ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีวันหยุดผมจะใช้เวลาอยู่คนเดียวที่บ้านหรือที่โรงแรมที่ผมต้องอาศัยอยู่ในช่วงเวลานั้น นอนบนเตียงและดูหนังก็ทำให้ผมมีความสุขแล้วครับ ส่วนใหญ่เลยผมก็จะหลับไประหว่างที่ดูหนังนั่นแหละ (หัวเราะ) แต่การได้ทำแบบนี้ก็สร้างความสุขให้กับผมแล้วครับ ผมคิดว่าด้วยวิธีนี้ทำให้ผมผ่อนคลายได้มากที่สุด

Numero: ในเรื่องของแฟชั่นมีอะไรที่คุณชอบมากเป็นพิเศษไม๊คะ?? คุณไปช้อปปิ้งซื้อของที่ไหน??
Daesung:จริงๆผมไม่ได้มีอะไรที่ชอบเป็นพิเศษในเรื่องของแฟชั่นแบบที่จีดราก้อนจะมีหรอกครับ โดยปกติแล้วผมจะเลือกซื้อเสื้อผ้าที่ญี่ปุ่นเท่านั้น แล้วก็มักจะหยิบเอาเสื้อผ้าที่สไตลิสต์ได้เตรียมไว้ให้ใช้ที่ประเทศญี่ปุ่นมาใช้ในชีวิตประจำวันอยู่เรื่อยๆ ถ้าจะให้ผมบอกว่าอะไรที่ผมซื้อล่าสุดก็คงจะเป็นถุงเท้าครับ (หัวเราะ) ผมจะเป็นคนที่จู้จี้ในเรื่องของถุงเท้าอยู่ครับ ถ้าพวกมันไม่มีความหนาที่พอดีนั่นแสดงว่าใช้ไม่ได้ครับ เมื่อสองสามวันก่อนสไตลิสต์ได้ไปเจอถุงเท้าที่มีความหนาที่สมบูรณ์แบบมากๆและผมก็ชอบมันมากๆผมเลยซื้อพวกมันทีเดียวเลย 200 คู่โดยซื้อโดยตรงจากโรงงานเลยครับ (หัวเราะ)

Numero:มีสถานที่ไหนในโตเกียวที่ไม่ว่ายังไงๆคุณก็จะต้องไปให้ได้ไม๊คะ?
Daesung:ผมชอบที่จะไปซื้อชิ้นงานของศิลปินที่ ร้าน MoMA ครับ นอกจากนี้ก็ไม่เกี่ยวกับเรื่องแฟชั่นนะครับแต่ผมมักจะไปร้านอาหารเกาหลีร้านนึงในเมือง ทุกๆอย่างบนเมนูของร้านนี้อร่อยทุกจานครับ มันจะให้ความรู้สึกเหมือนผมไม่ได้อยู่ที่โตเกียวเลยเวลาไปร้านนั้น ผมชอบมันมากๆเลยครับ

Numero:สุดท้ายแล้ว ชื่ออัลบั้มครั้งนี้คือ D-Day ซึ่งหมายถึงวันที่สำคัญ คุณจะให้คำนิยามวันสำคัญของคุณว่าเป็นยังไงคะ?
Daesung:ทุกๆวันล้วนมีความสำคัญต่อผมครับ ตลอด10ปีมานี้ผมได้แต่วิ่งไปข้างหน้า จนตอนนี้เวลา10ปีได้ผ่านไปแล้วและผมเริ่มสงสัยว่ายังเหลือเวลาอีกมากน้อยแค่ไหนมีเวลาอีกนานแค่ไหนที่ผมจะเป็นที่รักแบบนี้ต่อไป และนั่นทำให้ทุกๆวันล้วนมีความหมายสำหรับผมครับ

Source: https://numero.jp/talks29/3/
English Translation by Mshinju
Thai Translation by Miss Mew


วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

สัมภาษณ์แดซองจากนิตยสาร An-An japan Febuary 2017


Anan:เราได้เลือก แดซอง มาเป็นตัวแทนของคนที่ "พึ่งพาได้เสมอ" ของเราในฉบับนี้นะคะ เราได้ถามถึงความรู้สึกของเค้าว่ารู้สึกยังไงบ้างและเค้าก็ตอบพึมพำมาว่า "ผมเขินจังเลยครับ" ด้วยเสียงที่เบาจนแทบจะหายไป แม้ว่าเค้าจะเป็นหนึ่งในสมาชิกของวง Bigbang วงที่ประสบความสำเร็จกับการจัดคอนเสริต์หลายครั้งในหลายๆโดมก็ตาม อันที่จริงในช่วงฤดูใบไม้ผลิปีนี้ แดซองจะเป็นศิลปินเดี่ยวที่จะจัดคอนเสริ์ตบนเวทีโดมเดียวกับที่วงเคยทำมาแล้ว
Daesung: ไม่เคยเลยที่ผมจะคิดว่าตัวเองเป็นคนพิเศษครับ ผมจะมองหาสิ่งที่ผมยังบกพร่องขาดแคลนอยู่ตลอดและผมชอบที่จะทำแบบนั้นด้วยครับ และเมื่อไหร่ที่ผมมองหาข้อบกพร่องเหล่านั้นผมก็จะพบมันเยอะเลยละครับ (หัวเราะ)

ผมยอมรับตาเล็กๆของตัวเอง ขาโก่งๆและข้อบกพร่องต่างๆตามลักษณะร่างกาย แต่ผมจะไม่ยอมรับเด็ดขาดกับสิ่งที่ผมสามารถที่จะจัดการพัฒนาแก้ไขมันได้ เช่น วิธีการร้องเพลงของผม  และสำหรับสิ่งที่ผมยังขาดมันไป แฟนๆของผมและสมาชิกในวง จะเป็นผู้ที่เติมเต็มมันครับ ดังนั้นถ้าคุณจะเรียกผมว่าเป็นคนที่"พึ่งพาได้เสมอ" นั่นเป็นเพราะคนเหล่านั้นที่คอยช่วยผมครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังของแฟนๆนั้นมันยิ่งใหญ่มหาศาลมากๆ มีหลายครั้งเลยที่ผมไม่สบายและเสียงหายระหว่างที่มีคอนเสริ์ต ผมก้าวข้ามปัญหานั้นมาได้ด้วยการมองหน้าของแฟนๆ ผมเชื่อว่ามันมีพลังยิ่งใหญ่พลังที่มองด้วยตาไม่เห็นมันเป็นพลังที่ผมได้รับการแฟนๆครับ 

Anan: แดซองนั้นมีชื่อเสียงโด่งดังเรื่อง "รอยยิ้มเทวดา" ที่ทำให้ทุกคนมีความสุข ทุกครั้งที่เค้าผ่อนคลายและยิ้มออกมา เวทีและผู้ชมดูเหมือนจะเข้าใกล้กันยิ่งขึ้นยิ่งขึ้น ในการสัมภาษณ์นี้เค้าก็ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอด ดูเหมือนว่าอะไรๆก็ทำให้เค้าโกรธไม่ได้ แต่...
Daesung: แน่นอนครับมีเวลาที่ผมโกรธ สิ่งที่จำเป็นที่จะต้องพูดออกไปแม้ว่ากำลังโมโหก็จำเป็นต้องพูดครับ เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกโมโหเป็นช่วงที่กำลังทำงานในอัลบั้ม D'scover ครับ ก่อนหน้านั้นผมเชื่อว่าการเป็นคนเจ้าอารมณ์นั้นไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาอะไรได้ ผมเป็นคนที่จะพูดว่า "ได้ครับ" อยู่เสมอเป็นคนที่สามารถรับได้ทุกอย่าง แต่หลังจากที่ต้องไปโรงพยาบาลและเช็คคอของผมดู คุณหมอบอกว่า "ผมเป็นห่วงเรื่องสภาพจิตใจของคุณมากกว่าสภาพคออีกนะครับ" " คุณควรที่จะแสดงออกความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองออกมามากกว่านี้ " คุณหมอทุกคนต่างบอกกับผมว่ามันจะดีกว่าถ้าผมปล่อยอารมณ์ที่แท้จริงก็ตัวเองออกมา ดังนั้นผมจึงตัดสินใจว่าจะไม่เก็บอะไรไว้กับตัวเองอีกแล้ว

เวลาที่ผมโมโหและทำให้บรรยากาศแย่ สิ่งเหล่านั้นมันก็แค่อยู่ชั่วคราวแต่ผลงานที่เราทำนั้นจะอยู่ตลอดไป ผมสามารถที่จะยังคงยิ้มได้ต่อไปบนเวทีก็เพราะทีมงานที่คอยทำงานอยู่ด้านล่างยอมรับความรู้สึกต่างๆของผมได้ มันอาจจะมีช่วงเวลาที่ผมต้องการให้พวกเค้าอดทนกับผม มันเป็นเหตุผลที่ทีมงานกับผมถึงได้แบ่งปันความคิดและไอเดียต่างๆร่วมกันเสมอว่าเราสามารถที่จะทำงานร่วมกันได้หรือไม่

Anan: ในโลกธุรกิจที่จำเป็นจะต้องพูดคำว่า "ไม่" ไปเพื่อผลลัพท์ที่ดีกว่าเดิม มีความแตกต่างกับ โลกของความสัมพันธ์บ้างรึเปล่าคะ?
Daesung: เวลาที่ผมอินเลิฟจริงๆ ผมสามารถยอมรับได้เกือบจะทุกเรื่องเลยละครับ แต่ถ้าคนรักเกิดมีคำถามว่า จะเลือก "ฉันหรืองาน อะไรที่สำคัญกว่ากัน??" นี่สิที่เป็นปัญหาจริงๆครับ มันมีเวลาที่ผมจะได้รับแจ้งตารางงานก่อนล่วงหน้าไม่นานใช่ไม๊ละครับ ซึ่งถ้าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมันจะสร้างความปวดหัวให้กับผม ผมจะตอบว่ายังไงเหรอครับ?? ผมก็จะบอกว่า "ผมจะต้องไปทำงานจริงๆนะครับ แต่หัวใจของผมอยู่ตรงนี้กับคุณนะครับ " แล้วจากไปฮะ (หัวเราะ)

Anan: ยังไงก็ตามคุณเป็นคนเดียวในวงบิกแบงที่ไม่ได้ใช้ สื่อ SNS เลย
Daesung: เมื่อไม่นานมานี้ ผมเปิดบัญชี Instagram เพื่อที่จะเข้าไปดูว่าสมาชิกคนอื่นโพสอะไรกันครับ แต่ท้ายที่สุดแล้วผมก็ไม่ได้เปิดมาเช็คเลยละครับ (หัวเราะ)ตั้งแต่ผมเด็กๆแล้วผมไม่ชอบการถ่ายรูปหรือโดนถ่ายรูปเลยละครับ ในขณะที่จะต้องมาโพสท่าแล้วได้ยินคำว่า "มองมาทางนี้นะ หนึ่ง สอง สาม" ผมมักจะคิดว่า "นี่ผมทำไมต้องมาทำอะไรแบบนี้เนี่ย??" ผมรู้สึกเสียใจเหมือนกันที่ผมไม่มีรูปของตัวเองตอนเด็กๆมากเท่าไหร่เพราะนิสัยนี้ แต่เวลาที่ผมรู้สึกประทับใจกับสถานที่ที่ได้เห็น ผมอยากที่จะมองเห็นมันด้วยตาของตัวเองมากกว่าที่จะถ่ายรูปเอาไว้ เวลาที่ผมไปที่ไหน ผมไม่ได้พอใจแค่ไปถึง ถ่ายภาพแล้วจากไปครับ


Anan: แดซองได้รับความรักมากมายจากแฟนๆและทีมงาน แต่ยังไงก็ตามสมาชิกวงบิกแบงก็ยังเป็นคนที่คุณมีความรู้สึกผูกพันธ์ด้วยมากที่สุด
Daesung: เราต่างมีนิสัยและความสนใจที่แตกต่างกันครับ สิ่งเดียวที่เรามีเหมือนกันคือเราทุกคนต่างมีเรื่องราวส่วนตัวของตัวเองให้ไปทำครับ (หัวเราะ) สำหรับช่วง 5 ปีแรกในอาชีพที่พวกเรามีร่วมกัน พวกเรามีความแตกต่างกันมากจนก่อให้เกิดปัญหา แต่หลังจากการบันทึกเสียงเพื่ออัลบั้ม Alive ทำให้สถานการณ์ต่างๆเปลี่ยนไปครับ เราหันมายอมรับความแตกต่างของกันและกัน การทำงานเป็นทีมของพวกเราดีขึ้นๆตามลำดับหลังจากที่เราตระหนักว่าพวกเราทุกคนเหมือนชิ้นส่วนของตัวต่อที่มีรูปร่างแตกต่างกันไปแต่ก็ต้องมาประกอบรวมกันได้เป็นภาพภาพเดียว ในตอนนี้ ผมจะรู้ว่าใครคิดยังไงเพียงแค่มองลงไปในตาพวกเค้าเท่านั้น ก็รู้แล้วละครับ

Anan: ตัวต่อทั้ง 5 ชิ้นเป็นชิ้นส่วนที่สมบูรณ์แบบที่ลงตัวให้กับ บิกแบง แต่กุญแจสำคัญคือคนที่คอยรักษาสมดุล ซึ่งคนคนนั้นคือ แดซอง
Daesung: โซลคุงและวีไอ เป็นคนประเภทที่จะคอยเดินออกมาข้างหน้าและรับเอาความสนใจไป ท็อปซังและจีดีซัง เป็นคนประเภทที่ว่าสายตาทุกคู่จะคอยจับจ้องพวกเค้าอยู่แล้วแม้พวกเค้าจะไม่ได้ทำอะไรเลยก็ตาม ส่วนตัวผมผมอยากจะเป็นคนที่คอยมองพวกเค้าทั้งหมดจากเบื้องหลัง ผมไม่ต้องการที่จะก้าวออกไปข้างหน้า ผมต้องคอยมองพวกเค้าจากด้านหลังและทำหน้าที่ "ควบคุมการจราจร" ครับ(หัวเราะ)

Anan: เป็นวงที่มีชิ้นส่วนแสนมหัศจรรย์ 5 ชิ้นนะคะ
Daesung: จะแน่ใจได้ยังไงครับว่ามันดีทั้ง 5 ส่วน (พูดเล่น โดยที่ชี้ไปที่รูปน้องซึงในนิตยสารที่วางอยู่) หรือ มี 4ชิ้นที่ดีกว่า ผมจะให้ทุกคนตัดสินใจกันเองนะครับ (หัวเราะ)


แดซองคิดยังไงกับเสน่ห์ของเค้าที่สามารถละลายใจของผู้คนได้

เสียงของเค้า
(เค้าโด่งดังมากจากเสียงที่แหบแต่ลึกซึ้งของเค้า จากเพลงที่ทรงพลังมาถึงเพลงบัลลาร์ตที่เต็มไปด้วยความลึกซึ้ง เค้าเป็นคนที่มีเสียงหลากหลายมาก)
จริงๆเสียงของผมนั้นเป็นความซับซ้อนในตัวของผมนะครับ เสียงผมแหบและสำหรับผมแล้วมันฟังแล้วไม่ชัดเจนครับ เป็นเสียงที่เอาแต่ใจตัวเองพร้อมกับเปลี่ยนอารมณ์ไปเรื่อยในแต่ละวัน ดังนั้นถ้าผมไม่ตามใจมันจนเหลิง มันก็จะอยู่กับร่องกับรอยใช้ได้ครับ (หัวเราะ) แต่ผมจะมีความสุขที่สุดก็ตอนที่ร้องเพลง ดังนั้นเพื่อที่จะให้ผมร้องเพลงไปได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมจะฝึกเสียงของผมเสมอ และผมก็เรียนรู้วิธีในการใช้เสียงโดยที่ทำให้คอของผมรู้สึกสบายที่สุด หากผมจะเปลี่ยนการใช้เสียงไปเลย มันก็ดูจะเป็นการหยาบคายกับคนที่ชอบเสียงของผมอยู่แล้ว ดังนั้นผมเห็นว่ามันสำคัญนะครับที่จะอยู่เป็นตัวของตัวเองแบบนี้ต่อไป

ริมฝีปาก
(แฟนๆหลายๆคนชอบริมฝีปากที่"อวบอิ่มและเซ็กซี่"ของเค้า มันเป็นแรงจูงใจให้ออกสินค้าต่างๆที่เกี่ยวกับริมฝีปากของเค้าออกมาด้วย)
ปากผมเซ็กซี่เหรอครับ??  อืมมม ผมแค่คิดว่ามันมีสีชมพูก็แค่นั้นเองครับ (หัวเราะ) เหตุผลที่ทำไมรูปริมฝีปากของผมกับจมูก กลายเป็นถาดทำน้ำแข็งในของที่ระลึกที่งานคอนเสริ์ตก็เพราะมันเป็นส่วนที่แฟนๆจะจดจำผมได้มากที่สุดครับซึ่งเป็นการตัดสินใจของผมเอง ซึ่งผมมักจะมีไอเดียมากมายเกี่ยวกับสินค้าที่ระลึกในงานคอนเสริ์ตครับ 

ถ้าผมสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ผมคงจะเปลี่ยนขาที่โก่งของผมครับ ถ้าขาของผมตรงผมคงจะสูงขึ้นหลายเซนเลยครับ คุณแม่ได้ซื้อที่ดัดขามาให้ลองใช้ด้วยแต่มันไม่ได้ผลกับผมละครับ

อารมณ์ขัน
(ชื่อของแดซองที่ญี่ปุ่นจะใช้คำว่า D-light ที่มาจากคำว่า Delight ที่แปลว่าทำให้ยินดีมีความสุข ซึ่งเค้าไม่เคยลังเลที่จะทำให้ช่วงพูดคุยบนเวทีเต็มไปด้วยความสนุกสนามเพิ่มมากขึ้นเลย)
อารมณ์ขันเป็นส่วนสำคัญในตัวผมเลยละครับ ดังนั้นผมจึงรู้สึกดีใจมากที่สามารถทำให้บรรยากาศมันสดใสขึ้นมาและทำให้ผู้คนมีความสุข ตั้งแต่ตอนเป็นเด้กแล้วผมชอบทำให้เพื่อนๆที่โรงเรียนหัวเราะ แต่ที่บ้านผมจะไม่ทำอะไรแบบนั้นเลย ผมจะไม่ค่อยพูด เพราะคุณพ่อคุณแม่เข้มงวดเรื่องเกรดของผมมากดังนั้นผมจึงอยู่เงียบๆดีกว่า (หัวเราะ) พี่สาวของผมได้เกรดดีมากๆไม่เหมือนกับผม เธอจะหงุดหงิดขึ้นมาทันทีเพียงแค่ไม่สามารถตอบคำถามไม่กี่ข้อในตอนสอบได้ เล่นเอาผมก็หมดคำพูดครับ 



Cover-story เบื้องหลังการถ่ายทำ

เพื่อนร่วมงานที่เคยสัมภาษณ์แดซองมาก่อนได้เล่าว่า" อารมณ์ขันและรอยยิ้มของเค้านั้นออกมาจากจิตใจที่อ่อนโยน" ครั้งนี้เป็นเกียรติของฉันที่ได้พบแดซองในการถ่ายทำปกและร่วมสัมภาษณ์ ฉันดีใจมากและยินดีที่สิ่งที่เพื่อนเคยเล่านั้นเป็นเรื่องจริง 

ด้วยอารมณ์ขันของเค้าในวงบิกแบง แดซองมักจะมีรอยยิ้มเสมอเวลาที่ขึ้นแสดงบนเวที ช่วยไม่ได้ที่ฉันจะเชื่อว่าแฟนๆทั่วโลกต่างก็ต้องถูกต้องมนต์สะกดจากหัวใจที่อ่อนโยนและอบอุ่นของเค้าเช่นกัน

แดซองได้มอบเวลาอย่างเหลือเฟือให้แก่พวกเราในการทำสัมภาษณ์และการสัมภาษณ์ทั้งหมดทำโดยพูดภาษาญี่ปุ่นตลอดเวลา แดซองพูดภาษาญี่ปุ่นได้อย่างคล่องแคล่วแม้ว่ามันจะเป็นภาษาต่างประเทศสำหรับเค้าก็ตาม แถมเค้ายังจัดการให้พวกเราได้หัวเราะทุกๆ3นาทีด้วยภาษาต่างประเทศของเค้า (ขอบคุณแดซองนะคะที่ทำให้ทุกคนได้มีความสุขในการทำงานขนาดนี้) แดซองไม่ได้หลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามข้อไหนเลย ซ้ำยังใช้คำที่เหมาะสมในการที่จะอธิบายความรู้สึกตัวเองออกมาได้อย่างดี 

แดซองยังทำงานร่วมกับช่างภาพได้ดีมาก เค้าเอ่ยปากในตอนแรกว่า เค้าไม่ค่อยเก่งในการโพสท่าถ่ายภาพเท่าไหร่ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นคำโกหกเพราะเค้าสามารถดึงเอาภาพลักษณ์ที่หล่อและเท่ออกมาได้ตั้งแต่เริ่มโพสท่าแรกในการถ่ายภาพเลยทีเดียว จากนั้น การถ่ายภาพได้ย้ายไปถ่ายในห้องนอน อาจจะเป็นเพราะโลเคชั่นที่ใช้ในการถ่ายทำจึงทำให้แดซองในตอนนี้ได้เปิดเผยด้านที่เซ็กซี่ของเค้าออกมา ช่างแต่งหน้าได้แซวว่า "คุณดูเป็น bad boy เลยตอนนี้(หัวเราะ)" พอได้ยินแบบนั้น แดซองก็ยิ้มอายพร้อมทำหน้าเขินแบบลูกแมวและกระโดดโพสท่าอุตตร้าแมนบนเตียงก่อนที่จะพูดเบาๆว่า "อะไรฮะเนี่ย" พร้อมบิดหมอนไปด้วย การที่ได้เห็นด้านที่น่ารักแบบนั้นของแดซองทีมงานทุกคนต่างก็ยิ้มออกมา อย่างไรก็ตามจากนั้นแดซองก็เปลี่ยนสีหน้าพร้อมกับการถ่ายภาพ จากเด็ก 5ขวบกลายมาเป็นจริงจัง การเปลี่ยนจากหน้าเท่ๆไปเป็นใบหน้าที่น่ารักๆ ทำให้เราได้เห็นอารมณ์ที่หลากหลายจากเค้าจริงๆ


ด้วยความที่เค้าใส่ใจและเข้าใจความรู้สึกของผู้คนรอบตัวเค้าได้อย่างดี เค้าเตรียมพร้อมและทุ่มสุดตัวเมื่อรู้ถึงสิ่งที่ผู้คนคาดหวังจากเค้า เค้าเป็นคนจริงที่สามารถจู่โจมเข้าไปในหัวใจของคนอื่นได้อย่างตรงเป้าหมายและเติมเต็มทุกคนรอบตัวด้วยความดีของเค้า นี่คือความรู้สึกของฉันหลังจากที่ได้ทำงานร่วมกับแดซองมาหลายชั่วโมง ฉันหวังว่าผู้อ่านนิตยสาร Anan จะได้ร่วมรู้สึกความรู้สึกเหล่านี้ผ่านภาพถ่ายและการสัมภาษณ์ครั้งนี้ด้วยนะคะ

และมีเราได้รับของขวัญจาก แดซองด้วยค่ะ ในการเซ็นลายเซ็นลงบนโพลารอยด์ที่ระลึก เค้าได้วาดรูป D-Kun ลงไปด้วยระหว่างวาดก็บ่นว่า"นี่มันแปลกๆรึเปล่าฮะ??" ซึ่งไม่แปลกเลยค่ะมันน่ารักมากๆทุกคนอย่าพลาดนะคะ


นี่คือห้องของโรงแรมที่ใช้ในการถ่ายภาพ ภาพปกถ่ายตรงกระจกหน้าต่างที่เห็นข้างโซฟา บทสัมภาษณ์เราสัมภาษณ์กันตรงโต๊ะกลมและเก้าอี้นับไป 3 ตัวคือเก้าอี้ที่แดซองใช้นั่งในการทำการสัมภาษณ์ค่ะ

Source: Anan (Feb. 2017)
English translation by @mmvvip +@Mshinju +daesungfishh for cover story 
Thai Translation by miss_mew 
Phot Credit to Kangdaesung Bar

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

กงยู "ผมชอบผู้หญิงที่ผมจะสามารถใช้ชีวิตอย่างสบายๆด้วยได้"

จริงๆไม่ได้ตั้งใจที่จะโพสเรื่องนี้ในวันวาเลนไทน์เลยละค่ะ แต่เป็นเรื่องบังเอิญจริงๆที่ช่วงก่อนมิวตามอ่านบทสัมภาษณ์ต่างๆแล้วคิดอยากจะรวบรวมไว้เหมือนกันว่า กงยู เค้าเคยพูดถึงสาวในสเปคเอาไว้ยังไงบ้างวันนี้ว่างหน่อยเลยลงมือแปล  บทสัมภาษณ์เหล่านี้จะว่าไปก็ผ่านมานานแล้วละค่ะ ในเมื่อยังไม่มีฉบับอัพเดทกว่านี้ ก็ขอรวบรวมให้อ่านกันเล่นๆแบบนี้ก่อนแล้วกันเนอะ มิวได้วงเล็บที่มาที่ไปไว้ด้วยค่ะ

==============


กงยูอยากจะเดทกับผู้หญิงที่มีความลุยๆแบบผู้ชายแต่ก็แอบมีความเป็นผู้หญิงอยู่บ้าง เค้าสนใจผู้หญิงที่ดูดีในกางเกงยีนส์กับรองเท้าผ้าใบมากกว่าผู้หญิงที่สวมกระโปรงและรองเท้าส้นสูง เค้าไม่ได้เป็นคนที่คลั่งไคล้ชอบสาวน้อยน่ารัก เค้ากล่าวว่า  Gong Hyo Jin และ Diane Lane เป็นผู้หญิงที่ใกล้เคียงกับสเปคของเค้าที่สุด
(จาก dramafever.com มิถุนายน 2016 ตัดมาจากสัมภาษณ์ในเดือนธันวาคมปี 2011)

กงยูกล่าวว่า สาวในสเปคของเค้านั้น คือคนที่มีเสน่ห์ในสองด้าน กงยูได้พูดเอาไว้ในการให้สัมภาษณ์กับรายการ TV’s Midnight TV Entertainment ที่ออกอากาศในเดือนธันวาคม ปี 2011 ทางช่อง SBS ว่า
"ผมไม่ชอบผู้หญิงที่ดูสง่าและเป็นผู้หญิงมากๆ แต่กลับชอบผู้หญิงที่ดูเหมือนผู้ชายและซ่อนความเป็นผู้หญิงไว้บ้าง ผมชอบผู้หญิงที่ดูดีในรองเท้าส้นแบนมากกว่ารองเท้าส้นสูง ผมไม่ชอบผู้หญิงที่ดูเป็นมิตรมากเกินไป หรือ คนที่ดูหยิ่งเกินไป ผมชอบผู้หญิงที่ซื่อตรงเปิดเผยตรงไปตรงมา ไม่ประดิษฐ์ปรุงแต่ง "

ในปีเดียวกัน กงยูให้สัมภาษณ์ในรายการ star date ในปีนั้นกงยูได้มีโอกาสให้สัมภาษณ์ในรายการต่างๆมากมาย เพราะเค้ามีงานภาพยนตร์เรื่อง Silenced ซึ่งสร้างชื่อเสียงและกระแสตอบรับอย่างล้นหลามให้กับเค้า ในปีนั้นกงยูอายุ 33 ปีได้ชื่อว่าเป็นนักแสดงที่ได้รับเสียงชื่นชมมากมายและมีความโด่งดังมาก แต่เค้าก็ยังไม่ได้แต่งงานและไม่มีข่าวเรื่องสาวๆเลย ในรายการพิธีกรกล่าวว่า แฟนๆรู้สึกกังวลว่าทำไมกงยูยังไม่แต่งงานซักที กงยูตอบว่า ทำไมแฟนๆถึงต้องกังวลด้วย แฟนๆน่าจะรู้สึกยินดีกับเค้ามากกว่า และลงท้ายว่า ยังไงๆซักวันนึงเค้าก็ต้องแต่งงานแหละดังนั้นแฟนๆไม่ต้องกังวลและเค้าก็อยากจะมีลูกด้วย

กงยูกล่าวว่าเค้าชอบผู้หญิงที่ฉลาดและสวยงาม เรื่องรูปร่างหน้าตานั้นเป็นแค่ตัวเลือกเท่านั้น แต่ประเด็นอยู่ที่จิตใจมากกว่า เค้าชอบผู้หญิงที่มีจิตใจที่สวยงาม 

เมื่อกงยูพูดถึงสเปคสาวที่เค้าชอบว่ามีลักษณะลุยๆเท่ๆ เป็น Boyish นักข่าวมากมายต่างเล็งไปที่ สาว  ยุนอึนเฮ ที่เคยรับบทนางเอกคู่กับเค้าในเรื่อง Coffee Prince ซึงกงยูก็ได้พูดดักคอเอาไว้ว่า
"ผมมั่นใจเลยว่าหลังจากที่ผมพูดไป จะต้องมีบทความนับไม่ถ้วนเขียนว่า สาวในสเปคของผมคือคุนยุนอึนเฮ จากละครเรื่อง coffee prince ดังนั้นผมเลยจะขออธิบายว่า ผมไม่ได้พูดถึงใครเฉพาะเจาะจงนะครับ " ซึ่งทำเอานักข่าวหัวเราะกันใหญ่ แต่หลังจากนั้นก็มีบทความเขียนเรื่องยุนอึนเฮคือสาวในสเปคของกงยูออกมามากมายอยู่ดี

ต่อมาทางเวปไซด์ Minor8 ได้เขียนถึงการสัมภาษณ์ทางรายการโทรทัศน์นึง ถึงคำถามที่กงยูโดนถามอีกครั้งเรื่อง ผู้หญิงในสเปคของเค้า กงยูได้ตอบว่า "ผมเคยชอบผู้หญิงที่มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ตอนนี้ผมชอบผู้หญิงที่ธรรมดาๆมากกว่าครับ" "บางทีผมอาจจะไม่สามารถควบคุมผู้หญิงในแบบที่ผมเคยชอบได้อีกต่อไปแล้วละครับเลยขอแบบธรรมดาจะดีกว่า" ทำเอาทุกคนหัวเราะเสียงดัง

นอกจากนี้กงยูยังบอกว่าผู้หญิงที่ดูใสซื่อนั้นออกจะน่าเบื่อไปหน่อยดังนั้นเค้าจึงสนใจผู้หญิงที่มีท่าทางลุยๆเท่ๆมากกว่า เค้ายังบอกอีกว่าเค้าอยากจะแต่งงานก่อนอายุ 40 และอยากจะมีลูกด้วย เค้ากล่าวว่า 
"ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องสำคัญที่จะมีชีวิตกับผู้หญิงคนนึง คนที่ผมจะรักได้ทั้งในฐานะนักแสดงและในฐานะผู้ชายคนนึง แต่ผมไม่เคยมีจินตนาการใดๆเลยเกี่ยวกับการแต่งงาน "

กงยูเล่าต่อว่า "บางครั้งในชีวิตการแต่งงานนั้นอาจจะลำบากแต่ผมก็อยากจะสัมผัสและรู้สึกในทุกๆอย่างไม่ว่ามันจะลำบากแค่ไหน ผมอยากรู้ว่ามันจะเป็นยังไงถ้าผมมองไปที่ลูกของผมแล้วเด็กคนนั้นที่เหมือนผมมองจ้องกลับมา"
ในรายการ Section TV ทางช่อง MBC กงยูเคยพูดย้ำในเรื่องนี้ไว้ว่า " สเปคสาวในอุดมคติของผมได้เปลี่ยนไปแล้วครับ ในตอนที่ยังเด็กกว่านี้ ผมชอบผู้หญิงที่มีอารมณ์ปุ๊บปั๊บ น่าค้นหา แต่ตอนนี้ผมชอบผู้หญิงที่ผมจะสามารถใช้ชีวิตอย่างสบายๆด้วยได้ ผมคิดว่าถ้าเป็นคนที่มีอารมณ์แกว่งไปมาปุ๊บปั๊บ คงยากที่จะรับมือละครับ"

----------------------
Source: Minor8.com 
Thai translation by miss mew
Picture credit to epigram 

วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

"แม้ว่าผมจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ผมคิดว่าความท้าทายนี่แหละที่มีความสวยงามในตัวของมันเอง"


ทุกคนคงจะต้องมีช่วงเวลาที่เรามีความรู้สึกว่า มีแค่เราสองคนในโลกนี้ ช่วงเวลาที่เหมือนกับเรื่องเหลือเชื่อในภาพยนตร์แต่มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง อย่างไรก็ตามช่วงเวลานั้นไม่นานก็ถูกฝังเก็บไว้ในใจของพวกเค้าทั้งสองกลายเป็นเรื่องที่พวกเค้าเก็บไว้ในใจไม่เคยบอกเล่าให้ใครฟัง 

นักแสดงหนุ่ม กงยู ได้บอกเราถึงความรู้สึกนั้นว่า มันเป็นความงุ่มง่ามแต่มันก็เป็นความรู้สึกที่จริงแท้ เกิดขึ้นอย่างระมัดระวังรอบคอบแต่ก็เด็ดขาดรุนแรง 

เมื่อไม่นานมานี่ กงยู ได้ให้สัมภาษณ์กับทางข่าว Bnt ที่ร้านกาแฟในย่าน Samcheong-dong ในโซลก่อนที่ภาพยนตร์เรื่อง  A Man and a Woman  ของเค้าจะเริ่มฉายรอบปฐมทัศน์ ในวันนั้นเค้ากลับมีใบหน้าที่ซีดเซียวยังกับคนที่มีปัญหาเรื่องความรัก

กงยูเลือกภาพยนตร์เรื่อง A Man and a Woman เป็นผลงานในการคัมแบคหลังจากแสดงในภาพยนตร์เรื่องThe Suspect ในปี 2013 การคัมแบคครั้งนี้เป็นครั้งแรกของเค้าในการแสดงในภาพยนตร์แนว เมโลดราม่า เค้ารับบทเป็น กีฮง ชายที่ตกหลุมรักอย่างบ้าคลั่งกับ ซางมิน


เหตุผลหลักๆที่ทำให้เค้าตัดสินใจแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเพราะ คุณ จอนโดฮยอน เธอเป็นเหตุผลข้อหลักๆที่ทำให้เค้าเลือกงานนี้
"ผมอยากจะทำงานกับคุณ จอนโดฮยอน มากจริงๆตั้งแต่ผมยังอายุน้อยๆครับ สำหรับผมแล้ว เธอเซ็กซี่ตลอดกาลและเพราะเธอถูกแคสติ้งให้มารับบทคู่กับผมในเรื่อง ก็ไม่มีเหตุผลใดที่ผมจะลังเลแล้วละครับ"

"แน่นอนว่าเรื่องในภาพยนตร์ก็เป็นแค่ภาพยนตร์ครับ แต่มันก็สำคัญว่าต้องมีเหตุผลว่าผมสามารถที่จะรักคนคนนี้ที่จะมารับบทเป็นคู่ของผมในเรื่องได้หรือไม่ ในภาพยนตร์ผมจะต้องรักกับคุณ จอนโดฮยอน เธอเป็นเหตุผลใหญ่ที่สุดที่ทำให้ผมตัดสินใจทำเรื่องต่างๆในภาพยนตร์ ถ้าไม่ใช่เธอผมก็อาจจะไม่ตัดสินใจแบบนี้"

"ยิ่งภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์เมโลดราม่าที่แต่งขึ้นมาใหม่ ความรู้สึกส่วนตัวของผมต่อผู้แสดงที่มารับบทเป็นคู่กับผมในเรื่องย่อมจะสะท้อนออกมาให้เห็นในการแสดงด้วย มันดูเหมือนว่าผมตัดสินใจที่จะมาแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้เพื่อความต้องการของตัวเองซึ่งพูดไปมันก็จริงนะครับ แต่ในชีวิตจริงเรื่องราวแบบนี้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะถูกต้อง "



ความรู้สึกต่างๆของกงยูที่แสดงออกมาในภาพยนตร์จริงๆแล้วมาจากผู้กำกับ คุณ Lee Yoon Ki ในขณะที่พูดถึงมาตรฐานที่เค้าตั้งเอาไว้เวลาเลือกรับงาน กงยูกล่าวว่า เค้าพยายาม"หลีกเลี่ยงงานที่ดูเป็นแบบแผนเดิมๆ" ดังนั้นแทนที่จะคาดหวังไปกับสิ่งที่คุ้นเคย การเลือกของเค้ากลับไม่เป็นแบบนั้น และครั้งนี้  A Man and a Woman ก็เป็นแบบนั้น

“ผมคิดว่าในภาพยนตร์เรื่อง A Man and a Woman มันมีอะไรที่ต่างไปจากภาพยนตร์ในแนวเมโลดราม่าทั่วๆไปครับ มันไม่ใช่แค่ดูเป็นละครประโลมโลกธรรมดาๆ "  


เค้าเปิดเผยว่าที่ภาพยนตร์เรื่องนี้แตกต่างไปก็เพราะความเท่ของผู้กำกับ Lee Yoon Ki  เอกลักษณ์ของผู้กำกับคือการแสดงออกความรู้สึกอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาส่งข้อความที่ชัดเจนต่อผู้ชม เพราะเอกลักษณ์นี้ ผู้ชมสามารถที่จะรู้สึกได้ถึงความรู้สึกที่ลึกซึ้งจากภาพยนตร์ของเค้าโดยที่ไม่ต้องอาศัยคำอธิบายอะไรมากผ่านเนื้อเรื่องที่ดำเนินออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ 

เวลาที่ผู้คนดูภาพยนตร์เรื่องนี้ในแง่ของความเป็นจริง มันเป็นความจริงที่พวกเค้าไม่สามารถเข้าใจการกระทำของกงยูในภาพยนตร์ได้  ภาพยนตร์ A man and a woman เน้นเนื้อเรื่องไปที่ความรู้สึกล้วนๆ แต่ภาพยนตร์ก็บรรจุเนื้อเรื่องที่ผิดศีลธรรมอยู่ คือ การคบชู้นอกใจ กงยูกล่าวว่า " หากผมจะมองมันในแง่ศีลธรรม กีฮงและชางมินนั้นแย่มากครับ แต่ยังไงก็ตาม มันเป็นเรื่องในภาพยนตร์นะครับ" 

"ผมคิดว่าความรู้สึกของกีฮงและชางมินเป็น รักแท้ครับ ผมต้องระมัดระวังที่จะพูดอะไรออกไปนะครับเพราะผมยังไม่ได้แต่งงาน แต่ถึงแม้ว่าผมจะแต่งงานแล้วและกลายมาเป็นคุณพ่อแล้ว หัวใจของผมก็ยังสามารถที่จะเต้นรั่วสั่นไหวโอนเอียงได้นะครับ ซึ่่งถ้าความรู้สึกแบบในภาพยนตร์ก็อาจจะเกิดขึ้นกับผมเช่นกัน แต่ที่ต่างไปคือถ้ามันเกิดขึ้นผมจะเพิกเฉยต่อความรู้สึกนั้นครับ"


ความคิดเห็นที่ห้าวหาญและตรงไปตรงมาของกงยูน่าสนใจทีเดียว เราจะเห็นว่ามีการไตร่ตรองมากมายเกิดขึ้นในทุกๆคำพูดของเค้าเหมือนกับ ตัวละคร กีฮงที่เค้ารับบทในภาพยนตร์ กีฮงที่ไม่รู้วิธีที่จะหลบซ่อนความรู้สึกของตัวเอง

กงยูกล่าวว่า
" กีฮงเป็นคนที่ ทื่อๆ และน่าเบื่อครับ เค้ายังไม่สามารถที่จะอธิบายความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองออกมาได้อีกด้วย ยังไงก็ดี เค้าต้องการที่จะเป็น ผู้ชายที่ดี จนกระทั่งเค้าได้มาพบกับชางมิน จากตรงนี้ ผมพบบางส่วนตรงนี้ของเค้าคล้ายกับผม เวลาที่ผมจะทำอะไรผมมักจะไม่คิดคำนวณใดๆทั้งนั้น"

กงยูได้แบ่งปันความคิดของเค้าเกี่ยวกับเรื่องความรักออกมาด้วย เค้าคิดว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับกีฮงนั้นไม่ได้เกิดขึ้นแบบปัจจุบันทันด่วนหรือรุนแรงฉับพลัน เค้ากล่าวว่า " คนเราจะพบว่าตัวเองกำลังหัวเราะและดวงตาจะเปลี่ยนไปเมื่อพวกเค้าอยู่กับคนที่พวกเค้ารักจริงๆแม้ว่าพวกเค้าจะอยู่ในห้วงแห่งความกังวลหรือกำลังมีปัญหา จริงๆผมไม่ค่อยรู้เรื่องความรักเท่าไหร่หรอกครับ แต่ว่าความรักนี่แหละที่เปลี่ยนแปลงผู้คน" 




มีความรู้สึกว่ากงยูจะดึงทุกคนเข้าสู่โลกแห่งแฟนตาซี ความคิดและคำพูดของเค้าล้วนดูแยกตัวออกจากโลกแห่งความเป็นจริง แต่มันก็ให้ความรู้สึกว่ามันสามารถจะเป็นจริงขึ้นมาได้เพราะมันออกมาจากปากเค้า กงยูรู้ตัวดีว่าผู้คนและสาธารณชนต่างก็มีจินตนาการที่เกี่ยวกับเค้า แต่เค้ากลับไม่ได้แสดงออกเพื่อคนอื่นหรือเพื่อเติมเต็มภาพที่คนอื่นคิดเกี่ยวกับเค้าว่ามีแต่ภาพลักษณ์ดีๆ แทนที่จะทำแบบนั้น เค้ากลับเดินหน้าแสดงออกตามความพอใจของตัวเองและเพื่อความสำเร็จของตัวเค้าเองต่อไป กงยูกล่าวว่า "แม้ว่าผมจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ผมคิดว่าความท้าทายนี่แหละที่มีความสวยงามในตัวของมันเอง"

แต่ไม่ใช่ว่าตัวเค้าต้องการที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของตัวเองโดยการตามหางานที่จะมาเป็นตัวทดลองไปเรื่อยๆ เค้าเสริมว่า " ผมรู้ว่ามันย่อมต้องมีข้อขัดแย้งอะไรเกิดขึ้นบ้าง บางครั้งผมรู้สึกว่าความต้องการของผมกับชีวิตจริงนั้นมันแยกออกจากกัน" 


"และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมผมถึงพยายามค้นหาเหตุผลที่ชอบธรรมอยู่เสมอหากผมเอาแต่ตามใจตัวเองในอดีตผมคงลองทำทุกๆอย่างไปแล้วแม้ว่ามันจะดูไม่เข้ากับภาพรวมเลยก็ตาม แต่ถึงแม้ว่าผู้คนรอบตัวผมสงสัยว่าทำไมผมถึงตัดสินใจรับงานในเรื่อง  ‘Train to Busan’ และ ‘The Age of Shadows’ ก็ตามแต่สำหรับผมแล้วผมมีเหตุผลของผมครับ ดังนั้นคอยจับตาดูก็แล้วกันครับ " 

กงยูมีความคิดมากมายและความกังวลมากมาย เรารู้สึกถึงสิ่งเหล่านั้นได้ผ่านการสัมภาษณ์ครั้งนี้ที่เค้าพูดถึงจุดเป้าหมายลึกๆที่ทำให้เค้าก้าวไปข้างหน้าต่อไปโดยปราศจากการคำนวณใดๆ คนเราจำเป็นที่จะต้องทำงานด้วยความรู้สึกที่เอาความรู้สึกส่วนตัวของตัวเองออกมา ซึ่งมันต่างจากการพึ่งพาคนอื่น ความรู้สึกเหล่านั้นมันสร้างความเชื่อมต่อในการทำงานร่วมกันตั้งหาก ดังนั้น เรื่องราวทั้งหมดในงานของเค้ามันถึงดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริง และมันนำเอาความเศร้ามาให้เค้าพอๆกับความพอใจ  


English Translated by Woorim Ahn Via Mnet Kpop news // 28.02.2016

Photo credit to showbox
Thai translation by Miss mew