วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2560

บิกแบงกล่าวว่า "เราใช้ชีวิตเหมือนอยู่ในฝัน"


เหตุผลที่ว่าทำไมการที่บิกแบงครบรอบ10ปีถึงมีความหมายน่าจดจำมากๆเป็นเพราะ สมาชิกทั้ง 5 คนของวงอยู่ด้วยกันตลอดเวลาในการสร้างความสำเร็จที่น่าตื่นตะลึงแบบนี้ ในบรรดาวงบอยแบรนด์ยุคที่2 บิกแบงเป็นวงเดียวในบรรดาวงบอยแบรนด์ที่เดบิวต์ในช่วงเดียวกันที่ยังมีสมาชิกอยู่ครบเป็นสมาชิกเซตเดียวกับตอนเดบิวต์

เมื่อถามถึงความคิดของพวกเค้าว่าเคยคิดบ้างไม๊ว่าจะเกิดอะไรขึ้นใน 10 ปีข้างหน้าในตอนที่เดบิวต์ สมาชิกวงตอบว่า "มันเป็นอะไรที่เราไม่เคยคิดจินตนาการมาก่อนเลยละครับ" ในตอนนั้น ท็อปซึ่งเป็นสมาชิกที่มีอายุมากที่สุดในวง มีอายุเพียง 20 ปี และสมาชิกที่อายุน้อยที่สุดคือ ซึงรี อายุ 17 ปี มันคงเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเค้าที่จะคิดไปถึงหนทางในอีก 3-4ปีข้างหน้าอย่าว่าแต่ 10 ปีเลย 


แต่พวกเค้าก็ทำมาได้จนถึง 10 ปี ในวันนี้พวกเค้าออกอัลบั้มเต็มชุดที่ 3 “MADE THE FULL ALBUM” ออกมาในตอนที่วงครบรอบเดบิวต์ 10 ปีพอดี ทุกอย่างที่พวกเค้าทำมาตลอดระยะเวลา 10 ปีนั้นกลายมาเป็นประเด็น ไม่ใช่แค่ในเรื่องของดนตรีและแฟชั่น แต่เรื่องในชีวิตประจำวันของสมาชิกแต่ละคนล้วนได้รับความสนใจ บิกแบงกล่าวว่า "เราใช้ชีวิตเหมือนอยู่ในความฝันเลยครับ"

เนื้อหาของเพลง “LAST DANCE” เป็นเรื่องราวของคุณเองใช่ไม๊ครับ? ผมรู้สึกถึงความกังวลบางอย่างในเนื้อเพลงนะครับ 
G-DRAGON:มันเป็นเรื่องราวของความรู้สึกที่พวกเรากำลังรู้สึกในสถานการณ์ที่พวกเค้ากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้นะครับ ในตอนที่ผมเขียนเนื้อเพลง ผมใช้ความคิดมากมายใส่ลงไป ด้วยเหตุผลบางอย่าง ผมเขียนออกมาสำเร็จได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ผมมีอายุเกือบจะ 30 ปีแล้วและผมใช้ชีวิตอยู่กับกลุ่มคนไม่กี่คนที่คัดสรรมาแล้ว มันไม่เป็นประเด็นอะไรอีกแล้วละครับ ผมแค่อยากจะอยู่กับคนที่ผมรู้สึกสบายใจที่จะอยู่ด้วย  
ในตอนที่เราทำการบันทึกเสียงเพลงนี้ผมบอกกับสมาชิกในวงว่า ให้ร้องออกมาแบบไม่ต้องพยายามเกินไปผมไม่อยากให้สมาชิกในวงร้องเพลงนี้ด้วยเทคนิคมากมาย ผมอยากให้พวกเค้าร้องเหมือนกับกำลังพูดอยู่และตั้งใจร้องไปในเนื้อหาที่ร้องออกมา ผมอยากจะให้เต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์เวลาพวกเค้าร้องเพลงนี้ครับ 

ขนาดพวกคุณยังรู้สึกกังวลเลยเหรอครับ? 
T.O.P: พูดถึงสภาพจิตใจแล้ว เราไม่เคยมีความมั่นคงหรอกครับ (ทุกคนต่างก็หัวเราะ)
G-DRAGON: เราทำผลงานได้อย่างดีมาโดยตลอดครับ แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันเลยว่าเราจะทำได้ดีต่อไปเรื่อยๆ ผมรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดีเลยละครับ เมื่อคุณเดินทางไปสู่จุดที่สูงวันนึงคุณก็ย่อมต้องก้าวลงมา มันเป็นเรื่องของการที่เราเป็นผู้ได้รับมามากกว่าครับ ไม่ใช่ว่าเรากำลังกังวลหรือกระวนกระวาย เราแค่อยากจะอยู่ตรงนี้แบบนี้และมีความสุขกับมัน คุณไม่มีทางรู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันไม่ใช่ว่าเรามีเรื่องที่จะต้องกังวลเฉพาะเจาะจงนะครับแต่เราแค่ไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น เราสงสัยว่า ปีที่เราครบรอบวง 11 ปีจะเป็นยังไง เรากังวลว่าเราควรจะทำยังไงหลังจากที่เราเสร็จสิ้นหน้าที่ในการเข้ากรมทหารไปแล้ว คือผมเดาว่าเรามีความคิดมากมายอยู่ในหัวในตอนนี้ครับ 

ในตอนที่พวกคุณพึ่งจะเดบิวต์ คุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอีก10ปีข้างหน้าครับ? มันแตกต่างไปจากสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้มากไม๊? 
G-DRAGON: ในตอนที่เราเดบิวต์เราไม่รู้เลยครับว่าเราจะได้มีโอกาส ฉลองครบรอบวง 10 ปีด้วย (ยิ้ม)
T.O.P: มันเหมือนกับผมใช้ชีวิตอยู่ในความฝันครับ ความฝันของผมตั้งแต่เมื่อยังเด็กคือการทำเพลงและขึ้นแสดงตราบนานเท่านานอย่างวง Rolling Stones ผมรู้สึกขอบคุณมากๆที่ผมได้มีโอกาสทำทัวร์คอนเสริ์ตไปรอบโลกและได้ขึ้นแสดงบนเวที
TAEYANG: สถานการณ์นี้เป็นเหมือนความฝันของนักร้องทุกคนแหละครับ เราไม่เคยคิดไว้ก่อนเลยว่าเราจะได้ใช้ชีวิตแบบทุกวันนี้มาก่อนเลยในตอนที่เราพึ่งเริ่มเดบิวต์ เรายุ่งมากๆจริงๆในช่วงที่เรายังเป็นเด็กหน้าใหม่ มันไม่ใช่สิ่งที่พวกคาดหวังเอาไว้ครับ แต่ในตอนนี้ผมเริ่มคิดว่า ที่เราสามารถเป็นได้อย่างทุกวันนี้เป็นเพราะเรายุ่งมากๆเมื่อย้อนกลับไปในตอนนั้น 
G-DRAGON: เมื่อเร็วๆนี้ผมไปเจอหนังสือร่วมรุ่นจบสมัยชั้นประถม ในนั้นผมเขียนเอาไว้ว่า ความฝันของผมคืออยากจะเป็นนักร้อง แล้วตอนนี้ผมก็ได้เป็นนักร้องจริงๆ เหมือนไม่ใช่เรื่องจริงเลยละครับ

พวกคุณจะไปออกรายการ Infinite Challenge ทางช่อง MBC และรายการ Radio Star ด้วย เห็นว่าเป็นเวลานานแล้วนะครับที่พวกคุณทั้ง 5 คนไปออกรายการวาไรตี้โชว์ด้วยกัน
TAEYANG: อย่างที่คุณรู้ครับ เราไม่ค่อยมีเวลามากนัก (ท็อปกำลังจะเข้ากรมและรับราชการเป็นตำรวจในเดือนกุมภาพันธ์ 2017 นี้ และสมาชิกคนอื่นก็ต้องเข้ากรมในเร็วๆนี้) ดังนั้นเราจึงอยากจะปรากฏตัวให้แฟนๆของพวกเราเห็นมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คุณ หยางก็เห็นด้วยว่าเป็นความคิดที่ดีที่เราจะไปปรากฏตัวในรายการโทรทัศน์ครับ

บิกแบงไม่ได้โด่งดังแค่ในประเทศเกาหลีเท่านั้นแต่ยังโด่งดังไปทั่วโลก มีเคล็ดลับอะไรครับ? 
SEUNGRI: ในตอนที่เราเดบิวต์ ยังไม่มีการใช้โซเซี่ยลมีเดียเลยครับ แต่ในตอนที่เราออกเพลง“FANTASTIC BABY” ผู้คนมีการใช้โซเซี่ยลเนตเวริ์คกันอย่างแพร่หลายกว้างขวางซึ่งมันเป็นเรื่องง่ายที่จะเข้าถึงเนื้อหาทางวัฒนธรรมต่างๆผ่านทาง Youtube, Instagram, Twitter, Facebook และอีกมากมายครับ ผู้คนมากมายกลายมาเป็นแฟนเพลงของเราหลังจากที่ดู MV ของเราครับ ฐานแฟนเพลงที่เราสร้างขึ้นมาก็ยังคงแข็งแกร่งมาก นอกจากนี้เราก็พยายามที่จะสื่อสารกับแฟนๆผ่านทาง SNS ด้วย
G-DRAGON: การสื่อสารกันแบบเริ์ยลไทม์เป็นเรื่องที่ทำได้เมื่อทำผ่าน SNS ครับมันทำให้เราใกล้ชิดกับแฟนๆได้เหมือนกับเราเป็นเพื่อน มันสนุกดีครับ ผมไม่รู้ว่าวงอื่นเค้ามีการสื่อสารกับแฟนๆรึเปล่าดังนั้นผมเลยไม่มีข้อมูลมาให้เปรียบเทียบ ในตอนนี้ เวลาเรามีคอนเสริต์ที่ญี่ปุ่น สมาชิกทุกคนจะพูดภาษาญี่ปุ่น ซึ่งพอไปอเมริกาหรือประเทศจีนก็จะพูดภาษาของประเทศนั้นๆครับ ผมคิดว่าผู้คนคงพอใจกับความจริงที่ว่าเราพยายามที่สื่อสารกับแฟนๆด้วยภาษาของพวกเค้า เราฟังในสิ่งที่พวกเค้าพูดและตอบกลับ ซึ่งการติดต่อสื่อสารมันง่ายแบบนั้นแหละครับ มันทำให้แฟนๆรู้สึกใกล้ชิดกับเรา แฟนๆของเราเรียนภาษาเกาหลีและแปลเนื้อเพลงออกมา พวกเราก็จะต้องเรียนรู้เหมือนกันครับ


คอนเสริ์ตของบิกแบงขึ้นชื่อเรื่องความสนุกใช่ไม๊ครับ
G-DRAGON: ประเด็นคือเราไม่เก่งเรื่องเต้นเป็นกลุ่มครับ เราเคยลองแล้วในตอนที่เรายังเป็นเด็กใหม่ ซึ่งการเต้นเป็นกลุ่มไม่ใช่อะไรสำหรับเราครับมันไม่ใช่สิ่งที่เราอยากจะทำให้สำเร็จ ในความเห็นของผมมันมีสิ่งที่เรากับแฟนๆของเราชอบที่สุดอยู่

เวลาที่เราเล่นคอนเสริต์ในสถานที่ใหญ่มากๆหรือที่โดม พวกเราจะดูตัวเล็กมากๆเกือบจะเหมือนนิ้วนิ้วนึงแค่นั้นเองครับสำหรับแฟนๆที่ดูจากด้านหลังฮอลส์พวกเค้าต้องมองพวกเราจากจอสกีน สำหรับคนที่ได้ตั๋วที่นั่งที่จำกัดก็แทบจะมองจอสกีนไม่เห็นด้วยซ้ำ ดังนั้นมันจึงเป็นเหตุผลที่ว่าเราจะต้องเอาตัวเองออกไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้แม้ว่าเราจะเหนื่อยหนักแค่ไหนและดูบ้าคลั่งมากแค่ไหนก็ตามสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในคอนเสริต์ของเราครับ 

แน่นอนว่าการแสดงก็ต้องสมบูรณ์แบบด้วยแต่อย่างน้อยสิ่งที่เราควรทำเพื่อแฟนๆของเราคือการมองลงไปในตาของพวกเค้าและทักทายสวัสดี ไปให้ใกล้และร้องเพลงต่อหน้าพวกเค้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นความทรงจำของแฟนๆครับ 

เมื่อตอนที่ผมเป็นเด็กผมไปดูคอนเสริต์นึงที่นักร้องมองลงมาในตาของผม เค้าคงไม่ได้คิดอะไรแต่ผมคิดกับตัวเองว่า " เค้ามองมาที่ผม!!"และผมก็เริ่มฝันที่จะกลายเป็นนักร้อง ในตอนที่คุณขึ้นแสดงคุณต้องรู้สึกสนุกบนเวทีแต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนดูด้วย และนั่นเป็นการสื่อสารสำหรับผมครับ

บิกแบงเคยเจอวิกฤตอะไรบ้างไม๊ครับ?
G-DRAGON: ที่ผมรู้ไม่มีนะครับ พวกเราเป็นคนที่มองโลกในแง่บวกกัน เราพยายามที่จะไม่กังวลมากไป เราจะบอกกับตัวเองว่า "ไม่ต้องกังวล ทุกอย่างจะต้องออกมาดี" และซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ เมื่อเราเห็นวงที่ต้องแยกกันไป มีความคิดหลายอย่างเข้ามาในใจของพวกเรา เราอาจจะต้องมีจุดจบแบบพวกเค้าก็ได้ เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง แต่เราเคารพ รัก และเป็นห่วงกันและกัน และนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เราอยู่มาถึง 10 ปี และเหนือสิ่งอื่นใด ผมแวดล้อมไปด้วยคนดีๆครับ ความจริงที่ว่าผมได้มาพบ T.O.P, SEUNGRI, TAEYANG, และ DAESUNG และทีมงาน ทำให้ผมรู้สึกโชคดีมาก เมื่อผู้คนที่คุณทำงานร่วมกับเค้าต่างทำงานอย่างหนักเพื่อคุณและมอบพลังงานที่ดีๆให้คุณ มันยากที่คุณจะไม่ประสบความสำเร็จนะครับ

บิกแบงเป็นวงไอดอลในยุค2วงเดียวที่ยังคงอยู่รอดมีสมาชิกครบทุกคนเหมือนเดิมตั้งแต่เดบิวต์นะครับ
T.O.P: เหตุผลหลักๆเลยคือเราแตกต่างกันมากๆ เราสามารถที่จะเข้าใจในสมาชิกแต่ละคนได้ดีและพยายามเติมเต็มซึ่งกันและกัน เราไม่เคยทะเลาะกันแรงๆเลยซักครั้งครับ 

ท็อปจะเป็นสมาชิกคนแรกที่จะต้องเข้ากรมแล้ว มีการวางแผนเรื่องโซโล่บ้างไม๊ครับ ?
T.O.P: ยังครับ
DAESUNG: มันควรจะเป็นความลับไม่ใช่เหรอฮะ?(ทุกคนหัวเราะ)
G-DRAGON: แต่เหลือเวลาไม่มากแล้วนะครับ 
T.O.P: มันเป็นความลับครับ 

Source :www.yg-life.com
Thai Translation by miss mew 

กงยู : นำภาพยนตร์เกาหลีออกสู่ระดับโลก


นักแสดงชาวเกาหลี กงยู กล่าวว่าเค้าดีใจในฐานะนักแสดงและในฐานะผู้ชม ที่ภาพยนตร์เรื่อง The Age Of Shadows ได้เป็นตัวแทนภาพยนตร์เกาหลีในปีนี้

หากรางวัลออสการ์มีการตัดสินจากแฟนๆ ภาพยนตร์เรื่องนี้คงชนะรางวัลภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศบนเวทีประกาศรางวัล Academy Award หรือออสการ์แน่ๆ เพราะมีกงยูร่วมแสดง
นักแสดงชาวเกาหลีใต้อายุ 37 ปี กงยูคนนี้เป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีจากละครและภาพยนตร์มากมาย ในตอนนี้ละคร Goblin ก็กำลังทำเรทติ้งได้ดีมากๆอีกด้วย

กงยูมีข่าวพาดหัวจากภาพยนตร์ทำเงินTrain To Busan เมื่อปีที่แล้ว ในตอนนี้เค้ามีภาพยนตร์ที่ร่วมแสดงกับคุณ Song Kang Ho (The Host, Snowpiercer)ในภาพยนตร์เรื่องThe Age Of Shadows, ซึ่งจะลงโรงฉายในวันที่ 5 มกราคมนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเนื้อเรื่องที่ถูกเซตให้เกิดขึ้นในปี 1920s นำแสดงโดย คุณ Song Kang Ho กงยู ร่วมกับ คุณ Lee Byung Hun และนักแสดงมากความสามารถมากมาย  ซึ่งรายชื่อภาพยนตร์ที่จะได้ร่วมเข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศนี้จะประกาศออกมาในวันที่ 24 มกราคม

เรามาฟังกงยูพูดถึงความคิดของเค้าที่มีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้กันดีกว่า 

คุณเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ยังไงคะ? 
ผมสนใจในภาพยนตร์ที่มีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับประวัติศาตร์อยู่แล้วครับ นอกจากนี้ตัวผมอยากจะแสดงร่วมกับคุณ Song Kang Ho ซึ่งเป็นนักแสดงที่ผมเคารพมากๆ และการที่ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้คือคุณ Kim Ji Woon อีกก็ยิ่งทำให้มันดึงดูดใจผมมากๆครับ การที่จะได้มีโอกาสสามารถร่วมทำงานกับสองท่านนี้ก็ช่วยให้ผมตัดสินใจรับงานนี้โดยไม่ลังเลเลยครับ

ช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้สำหรับคุณคือตอนไหนคะ?
มีอยู่ฉากนึงครับเป็นฉากที่ พวกเราตัวละครทั้ง 3 ตัวในเรื่องกำลังดื่มกันครับ ก็จะมีคุณ Lee Byung Hun นั่งอยู่ทางซ้ายมือของผมคุณ Song Kang Ho นั่งอยู่ทางด้านขวา ผมสงสัยว่าจะมีโอกาสแบบนี้อีกรึเปล่าที่ผมจะได้มานั่งอยู่ระหว่างนักแสดงผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง 2 คนแบบนี้ ซึ่งการได้มานั่งแบบนั้นผมรู้สึกเป็นเกียรติมากๆ อยากจะรู้ว่านักแสดงรุ่นน้องจะมองผมแบบนี้เหมือนกับที่ผมมองคุณSong Kang Hoและคุณ  Lee Byung Hun รึเปล่าเมื่อผมสามารถขึ้นไปอยู่ระดับนั้นได้

สำหรับคุณแล้วอะไรสำคัญกว่ากันคะ ระหว่าง ภาพยนตร์สามารถทำรายได้ถล่มทลาย กับการชนะรางวัล?? 
เราไม่สามารถเลือกได้หรอกนะครับและไม่สามารถบอกได้ด้วยครับ มีคนมากมายที่ร่วมมือทำให้ภาพยนตร์เสร็จสมบูรณ์ขึ้นมา  หากผู้ชมพอใจกับมันนั่นก็เป็นรางวัลให้กับความพยายามของผมแล้วครับ 
ผมเป็นคนไม่มีความโลภที่จะอยากได้รางวัลใดๆเลย หากพวกเค้าจะมอบรางวัลให้กับผมในผลงานที่ผมตั้งใจทำงานอย่างหนัก มันก็เป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมครับ ผมอยากที่จะให้ผลงานของผมเป็นที่จดจำและทีมงานที่คอยทำงานหนักอยู่เบื้องหลังพอใจกับมันผมก็พอใจแล้วครับ 

วงการฮอลลีวู้ดน่าจะสนใจในภาพยนตร์เรื่อง The Age Of Shadows เป็นพิเศษนะคะ เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกเลือกให้เป็นตัวแทนภาพยนตร์จากประเทศเกาหลี ในการส่งไปพิจารณาเพื่อร่วมเข้าชิงรางวัล Academy Awards ครั้งที่ 89 ในสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม คุณมีความคิดเห็นในเรื่องนี้ยังไงคะ?
ในตอนที่ผมได้ยินว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกเลือกให้เป็นตัวแทนของประเทศเกาหลีใต้ ผมรู้สึกดีใจครับทั้งในฐานะที่เป็นนักแสดงและในฐานะที่เป็นผู้ชม มันเป็นเรื่องที่น่าเฉลิมฉลองครับ
ผมรู้สึกว่านี่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความโด่งดังของภาพยนตร์เกาหลีในปัจจุบันที่เริ่มลามไปสู่ต่างประเทศในระยะนี้  ผมหวังว่าพวกเค้าจะสนับสนุนภาพยนตร์ของเกาหลีไปเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง 

ภาพยนตร์เรื่อง The Age Of Shadows เป็นภาพยนตร์ที่คลาสลิกมากๆและคุณจะสามารถเห็นได้ถึงความสวยงามและการจัดองค์ประกอบภาพของภาพยนตร์ที่เป็นไปตามประวัติศาตร์ คุณ Kim Ji Woon ผู้กำกับก็เป็นผู้กำกับที่ขึ้นชื่อว่าเป็นปรมาจารย์ในเรื่องของการทำภาพยนตร์ออกมาให้สวยงาม ผลงานที่ออกมาแสดงให้เห็นถึงการผสมผสานความเป็นศิลปินชั้นยอดและความโด่งดังของผู้กำกับออกมาครับ

The Age Of Shadows ถูกเชิญให้เข้าฉายในเทศกาลแจกรางวัลทางภาพยนต์มากมาย อาทิ Venice Film Festival และ Toronto International Film Festival ผมหวังว่าไม่ใช่แค่ฮอลลีวู้ด แต่ เป็นในระดับโลก ที่จะหันมาสนใจในภาพยนตร์ของเกาหลีครับ

English Translation by www.herworldplus.com
Thai Translation by miss mew
Source : หนังสือพิมพ์ในวันที่ 4 มกราคม 2017

วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2560

สัมภาษณ์ กงยู จากนิตยสาร Marie Claire กรกฏาคม 2016


วันนึงกลางฤดูร้อน วันที่เราพบกันนั้นดูอบอุ่นกว่าเมื่อวันก่อนซะอีก เป็นเพราะตอนนี้เป็นฤดูร้อนฉันเลยต้องการต้นไม้ให้มาอยู่เป็นแบล็คกราวในการถ่ายทำ ยิ่งในช่วงบ่ายอากาศยิ่งร้อนระอุ กงยูร่วมมาถ่ายแบบในวันนี้เพื่อแบ่งปันภาพในแบบสวนหลังบ้านกับเรา

เค้าพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับช่างภาพที่รู้จักกันมานานและเค้าก็พร้อมสำหรับการถ่ายแบบครั้งนี้มาก ธีมคือพี่ชายข้างบ้านที่ไม่ต้องห่วงเรื่องการทำงาน ฉันเลยเพิ่มชอตที่จะต้องสูบบุหรี่เข้ามา เค้ายิ้มและถ่ายทำอย่างสบายอกสบายใจ เมื่อถ่ายชอตนึงจบลงและมีการพัก ฉันพูดคุยเล่นมุขกับเค้าอย่างเป็นกันเอง อาจจะเป็นเพราะเค้าทำงานอยู่ในวงการแสดงมากว่า 15 ปีทำให้เราคุ้นเคยกันยิ่งกว่าคุ้นซะอีก และเหล่าทีมงานต่างก็คุ้นเคยและรู้นิสัยใจคอสิ่งที่เค้าชอบไม่ชอบเป็นอย่างดี 

แต่เมื่อพูดถึงเรื่องงานงานที่หลากหลายของเค้าทำให้เราไม่อาจจะเรียกว่าคุ้นเคยได้เลย จากพระเอกละครรักโรแมนติกเลิฟคอมเมดี้ มาถึงบทบาทที่จะต้องต่อสู้โชว์ความแข็งแกร่งของร่างกาย มาถึงพระเอกที่แฝงความเศร้าของหัวใจไว้ในดวงตา และฤดูร้อนนี้เค้ากลายมาเป็นคุณพ่อที่ต้องต่อสู้ปกป้องลูกสาว ใน Train to Busan และยังรับบทเป็นทหารรับจ้างในยุคที่เกาหลีเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น และอีกไม่นานเค้าจะกลายเป็นก็อบลิน รายชื่อผลงานที่ผ่านมาล้วนแล้วแต่น่าอิจฉา แต่เค้ากลับมีจุดที่ละอายใจและความผิดหวังพูดออกมาอยู่ตลอดที่ให้สัมภาษณ์แทนที่จะพอใจในความสำเร็จที่ได้รับ 

เป็นเพราะตัวเค้ายังคงคิดคำนวณและพยายามทบทวนตัวเองอยู่เสมอเพื่อจะได้ภาพนักแสดงที่สมบูรณ์แบบในแบบที่เค้าตั้งเป้าหมายเอาไว้


“Busan Train” เป็นหนังซอมบี้ ที่มีเนื้อเรื่องแตกต่างไปจากภาพยนตร์ทั่วๆไปของเกาหลีนะคะ

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการสร้างภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เกี่ยวกับซอมบี้ขึ้นมาหลังจากที่มีหนังสั้นเกี่ยวกับซอมบี้พวกนี้ออกมาก่อนหน้านี้ครับ ดังนั้น ผมเลยคิดว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ควรค่าต่อความท้าทายดี ผมเชื่อมั่นในความมั่นใจในตัวเองมากๆของผู้กำกับ Yeon Sang Ho ครับ เวลาที่คุณได้พบคนที่มีความมั่นใจในตัวเองขนาดนั้น มันอาจจะทำให้คุณรู้สึกอึดอัดได้แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถทำให้คุณรู้สึกดีได้ด้วยเช่นกัน ในกรณีของผู้กำกับ  Yeon Sang Ho คืออย่างหลังครับ ผลงานก่อนหน้านี้ของเค้าเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นที่มีเนื้อหาต่อต้านสังคมอย่างรุนแรง ดังนั้นถึงแม้ว่าภาพยนตร์เรื่อง“Busan Train”จะถูกสร้างออกมาเป็นภาพยนตร์ที่มีคนเป็นผู้แสดง แต่ผมคิดว่ามันจะต้องเต็มไปด้วยความหมายที่ต่างออกไปแน่ครับ 

ตัวละครSukWooเป็นอย่างไงบ้างคะ?ดูเหมือนว่าตัวละครตัวนี้จะต้องผ่านความเปลี่ยนแปลงอย่างมากเลยหลังจากเกิดเหตุการณ์ยิ่งใหญ่ในภาพยนตร์

ตอนแรกที่ผมอ่านบท Suk Wooเป็นตัวละครที่ซ้ำซากจำเจตัวนึงครับ คุณพ่อที่จะต้องปกป้องลูกสาวจากซอมบี้ พูดตามตรงนะครับตอนที่ผมเลือกที่จะรับแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมถูกดึงดูดจากโปรเจคภาพยนตร์เรื่องนี้มากกว่าจะถูกใจในบทของ Suk Woo ครับ ผมอยากจะใส่อะไรบางอย่างลงไปในบทของ Suk Woo อะไรที่มันจะทำให้ตัวละครนี้ก้าวข้ามความซ้ำซากไป เป็นเพราะมันไม่ได้ปรากฏอยู่ในฉากมันจึงเป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องใส่มันลงไปให้เข้ากับตัวละครที่ผมไม่เคยเป็นมาก่อนในภาพยนตร์แบบนี้ ซึ่งผมคิดว่าตัวเองไม่ได้ทำมันออกมาครับ ในฐานะนักแสดง ไม่มีทางเลยที่ผมจะพอใจเต็มที่กับโปรเจคนี้ได้ ดังนั้นในแง่มุมนี้ของภาพยนตร์เรื่อง Busan Train มันเป็นอะไรที่ผมรู้สึกเสียใจและละอายใจครับ ผมข้องใจว่ามันจะไม่ดีกว่านี้เหรอถ้าผมจะลองสวมบทบาทตัวละครนี้ด้วยสไตล์ที่ต่างไปอีกนิด แค่นิดเดียวก็ยังดี

คุณมีคำตัดสินในเรื่องการแสดงของตัวเองทันทีเลยนะคะเป็นเพราะคุณเป็นนักแสดงมาแล้ว 15 ปีมันเลยทำให้คุณมีจิตวิญญาณที่อิสระที่จะคิดแบบนั้นรึเปล่าคะ?

ไม่นะครับ ผมไม่สามารถจะมีจิตวิญญาณที่อิสระและคิดเสรีแบบนั้นได้ ผมคิดว่าผมห่างจากจุดนั้นมามากกว่าที่ผมจะจินตนาการได้ซะอีกเมื่อผมอายุมากขึ้น ในตอนที่ผมเริ่มแสดง ผมห่วงว่าผู้คนจะตัดสินการแสดงของผมออกมายังไงซึ่งมันทำร้ายผมมาก ยังไงก็ตามเมื่อเวลาผ่านไป ความคิดของผู้คนเหล่านั้นก็สงบลงผมคิดแค่ว่าผมไม่ควรจะไปใส่ใจอะไรแบบนั้นขอแค่เดินตามทางของตัวเองก็พอ ผมคิดว่าความคิดแบบนี้ในตัวเองจะยิ่งมั่นคงขึ้นเรื่อยๆเมื่อผมอายุมากขึ้นแต่มันกลับไม่เป็นแบบนั้นครับ ผมถูกเหวี่ยงให้ห่างจากความคิดนั้นไปไกลกว่าที่ตัวผมเองจะจินตนาการได้และถูกเหวี่ยงอีกรอบถ้าไปคิดถึงมันอีก ผมรู้สึกว่ามันจะต้องเป็นแบบนี้ ไปๆมาๆตลอดกาลครับ  

เป็นเพราะคุณเคยประสบกับช่วงที่ตกต่ำรึเปล่าคะ?

ผมมักจะทำงานหนึ่งต่อจากอีกงานหนึ่งต่อเนื่องไปเสมอครับ ดังนั้นผมจะไม่เรียกว่ามีช่วงที่ตกต่ำแต่ผมคิดว่าผมกำลังเจอช่วงที่ลำบากมากกว่า พูดตามตรงนะครับ ผมแสดงต่อเนื่องไปเรื่อยๆโดยที่ไม่ได้หยุดพักเลย ถ้าคุณลองดูความเร็วที่แต่ละโปรเจคของผมออกสู่สายตาสาธารณชน คุณจะเห็นว่ามันเร็วมากจริงๆนะครับ ผมไม่อยากจะชะลอเวลาแล้วใช้เวลาของผมไปกับการย้อนดูโปรเจคที่ผ่านมา แต่ตอนนี้ผมรู้สึกเป็นครั้งแรกว่ามันชักจะมากเกินกว่าที่ตัวผมจะรับไหวแล้วละครับ 

ผมคิดว่าเป็นเพราะตัวผมเองมักจะรู้สึกว่าตัวเองขาดพลังและไม่มีความมั่นใจในตัวเอง แทนที่จะตื่นเต้นและกระตือรือร้น ผมกลับระมัดระวังและไม่สามารถที่จะดูภาพยนตร์ที่ตัวเองแสดงได้อย่างมั่นใจเลย ในตอนที่ภาพยนตร์ฉายรอบปฐมทัศน์ที่ Cannes ผมไม่เคยบรรยายความรู้สึกของตัวเองออกมาแต่ในตอนนั้นหัวใจของผมเต้นแรงอย่างบ้าคลั่งผมกลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับฉากที่ผมไม่สามารถที่จะแสดงออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ความรู้สึกของผมไปถึงจุดนั้นดังนั้นมันทำให้ผมรู้สึกละอายใจเล็กน้อยกับมันครับ ผมไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากผมไม่ได้เปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองออกมาแบบนี้ แต่มันก็เป็นความจริงครับ 

คุณตั้งเป้าหมายเกี่ยวกับตัวเองไปจนถึงจุดนั้นเลยมันดูยิ่งโหดร้ายนะคะ?

ผมพยายามที่จะเป็นคนแบบนี้ครับ ผมไม่ใช่คนประเภทที่จะตามใจตัวเอง เมื่อผมอายุมากขึ้นผมถึงรู้สึกว่าตัวเองเริ่มที่จะหลงใหลจมดิ่งไปกับงานของตัวเองได้ ผมเกลียดที่จะมานั่งวิจารณ์ตัดสินการแสดงของตัวเอง มันทรมานครับ แต่ผมคิดว่ามันเป็นความทรมานที่คุณจะต้องใช้ชีวิตอยู่กับมันในเมื่อคุณเป็นนักแสดง การแสดงมันยากลำบากขึ้นเมื่อคุณอายุมากขึ้นครับ

ชีวิตนักแสดงเป็นยังไงบ้างคะ? มันมีความแตกต่างออกไปไม๊คะในตอนนี้ที่คุณอยู่ในช่วงอายุ 30 มันมีอะไรต่างจากช่วงที่อายุอยู่ในช่วง 20 บ้างไม๊?

ตอนที่ผมอายุอยู่ในช่วง 20 ผมอยากจะอายุ 30 เร็วๆครับ คือ แต่ว่าการที่คุณเติบโตขึ้นอายุมากขึ้นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะคิดอะไรออกได้ทุกอย่าง ผมเคยคาดหวังเอาไว้คร่าวๆว่าการที่ผมอายุมากขึ้นจะทำให้ผมสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ผมต้องเผชิญอยู่ได้ดีกว่าที่ผมกำลังรับมืออยู่ในตอนนี้ ผมคิดว่าการที่อายุมากขึ้นหมายความว่าผมจะสามารถยืนอยู่ต่อหน้ากล้องและรู้สึกถึงความรู้สึกต่างๆที่ผมไม่อาจจะบรรยายได้ ผมนี่มีความคิดในเชิงบวกมากเลยเนอะครับ(หัวเราะ) ผมคิดนะครับ การแสดงเป็นการต่อสู้ที่ไร้จุดจบ 

น่าประหลาดใจนะคะ ฉันรู้สึกว่าผลงานของคุณมันกว้างขึ้นลึกซึ้งขึ้นนะคะ หมายถึงคุณสวมบทบาทเป็นตัวละครที่เติบโตขึ้น กว้างขึ้น แตกสาขาไปในแนวที่แตกต่างมากขึ้น มันไม่ใช่สิ่งที่น่าพอใจหรือรู้สึกภูมิใจกับมันหรอกเหรอคะ?

ผมไม่อาจจะพูดได้ว่าผมตัดความโลภที่จะมีรายชื่อผลงานของตัวเองดีๆออกไปได้เวลาที่ผมเลือกภาพยนตร์ที่จะแสดง แต่รายชื่อผลงานนั้นก็ไม่ใช่ทุกอย่าง ผู้คนอาจจะคิดว่าผมกำลังสร้างรายชื่อผลงานที่สมบูรณ์แบบอยู่คือรับแต่ภาพยนตร์ที่โปรไฟล์ดีๆ แต่เอาจริงๆแล้วผมไม่เห็นว่ารายชื่อพวกนั้นจะนำมาซึ่งความสมบูรณ์แบบนะครับ สิ่งที่ผมคิดและวิธีที่ผมจะจัดการกับความคิดเห็นของผู้คนเป็นคำถามที่ตามมา ผมไม่คิดว่าความตั้งใจของผมในขณะที่จะเลือกชิ้นงานนั้นจะเปลี่ยนไปตามคำตัดสินดีๆของผู้คนที่ผมจะได้รับ ผลตอบรับจากชิ้นงานที่สมบูรณ์แล้วไม่ได้เปลี่ยนความพอใจของผม

มันมีอะไรหลายอย่างที่ผมไม่พอใจกับมัน ความโศกเศร้าที่ผมต้องเอาชนะ การที่ผมไม่สามารถที่จะไปให้ถึงจุดมาตรฐานที่ผมตั้งเอาไว้ได้ แม้ว่าภาพยนตร์จะกลายเป็นหนังฟอร์มยักษ์ที่ประสบความสำเร็จทำรายได้งดงาม ก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดว่า " นี่ไม่ใช่บทที่คนอย่างเราจะทำไม่ได้นี่นา" ในส่วนตัวผมเอง ผมคิดว่าผมจะจดจำภาพยนตร์เรื่อง “Busan Train” และ “The Age of Shadows” ว่าเป็นงานที่ทำให้ผมมีความกังวลดังที่กล่าวมาครับ 



สำหรับนักแสดงแล้วคงไม่มีงานไหนที่จะไร้ความหมายนะคะ ภาพยนตร์เรื่อง “Busan Train” มันเปี่ยมไปด้วยความหมายยังไงสำหรับคุณคะ?

ผมอยากที่จะแสดงในเรื่องนี้เพราะมันมีธีมที่เกี่ยวกับซอมบี้ครับ ผมอยากจะปกป้องตัวเอง อยากจะต่อสู้ ผมไม่คิดว่าตัวเองจะมีความโลภหรือคาดหวังอะไรที่เจาะจงจากภาพยนตร์เรื่องนี้นะครับเพราะถ้าผมมีมันคงจะเดินไปตามทางที่คนอื่นลังเลที่จะรับ ผมก็เหมือนกัน หากภาพยนตร์ฉายรอบปฐมทัศน์แล้วผลตอบรับออกมาดี คำวิจารณ์ดีๆก็จะตามมาใช่ไม๊ครับ?? มันเป็นความท้าทายดีนะครับเป็นความท้าทายที่กล้าหาญ คำพูดอะไรแบบนั้น ผมคิดว่าผมจะมองว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นความท้าทายที่มีความความหมายสำหรับผมเมื่อผมย้อนกลับมาทบทวนความคิดของตัวเองในอนาต 

ในภาพยนตร์คุณต่อสู้เพื่อปกป้องลูกสาวของคุณ คุณเคยต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อปกป้องใครหรืออะไรบ้างไม๊คะในชีวิตจนกระทั่งตอนนี้?  

การแสดงเอาเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตของผมไปหมดเลยละครับ ดังนั้นผมไม่เคยหยุดที่จะพยายามรักษาคุณค่าและความเชื่อมั่นของผมในการแสดงเอาไว้ การที่มีชีวิตอยู่ในฐานะนักแสดง ในฐานะคนสร้างสรรค์ความบันเทิงทำให้ผมกังวลว่าผมจะเข้าใกล้กับภาพที่ตัวเองจะต้องแสดงออกมาได้ยังไงเมื่ออายุมากขึ้น มันมีภาพที่สาธารณชนต้องการที่จะเห็นและมีภาพที่ตัวผมเองอยากจะเห็น ผมคิดว่าผมมักจะใส่ใจในการหาความสมดุลระหว่างสองจุดนี้เสมอ อืมม คำว่า "ลงตัว" น่าจะสร้างความเข้าใจผิดอยู่นะครับ คือผมหมายถึงว่า ผมพยายามที่จะไปให้ถึงภาพที่ผู้คนคาดหวังไว้ในขณะเดียวกันก็ยังคงสามารถเลือกในสิ่งที่ตัวเองต้องการจะทำด้วยได้ ณจุดนึง ในอนาคต เวลาที่ผู้คนจดจำผม ผมหวังว่าพวกเค้าจะมองไปที่ภาพรวมที่ตัวผมได้สร้างขึ้นมาจนเสร็จสิ้นสมบูรณ์ครับ 

อยากจะรู้จริงๆนะคะว่าภาพแบบไหนที่คุณกำลังสร้างอยู่ในใจคุณตอนนี้?

บางครั้งผมจะอ่านบทสัมภาษณ์เก่าๆของตัวเองและคิดว่าผมอวดดีมากเกินไปในวิธีที่ผมพูดในตอนที่ผมยังเป็นเด็ก เวลาที่ผมอ่านบทสัมภาษณ์เก่าๆเหล่านั้นผมจะคิดกับตัวเองว่าตอนนั้นเด็กจริงๆ บางครั้งผมพบว่าตัวเองน่ารัก บางครั้งบางคำถามก็ทำให้ผมประทับใจจริงๆ วิธีที่ผมจะบรรยายตัวเองนั้นเปลี่ยนไปนิดนึงครับ แต่ความคิดที่ผมมีต่อเรื่องการแสดงและทำไมผมถึงมีความสุขที่ได้ทำมันยังไม่เปลี่ยนแปลงครับ ผมไม่อยากที่จะรีบก้าวไปข้างหน้าเพียงเพื่อการแสดง แน่นอนว่าการแสดงทำให้ผมมีเงินเยอะ และ ทำให้ผมมีชื่อเสียงซึ่งมันสิ่งที่ผมรู้สึกขอบคุณนะครับ แต่ยังไงก็ตามผมอยากจะเติมเต็มชีวิตการแสดงของผมด้วยความสัตย์จริงมากกว่าความสำเร็จที่เกิดจากการค้าและโฆษณา

นี่คือเหตุผลสินะคะ นอกจากในภาพยนตร์หรือละครแล้วที่เราไม่ได้เห็นคุณบ่อยๆก็เพราะแบบนี้ ฉันหมายถึงว่า ระยะหลังนี้เราไม่เห็นคุณตามรายการวาไรตี้หรืออีเว้นซ์ใดๆเลย 

พูดตามตรงนะครับ ผมระมัดระวังคำพูดของผมมากครับ ในตอนที่ยังเป็นเด็ก ผมเปิดเผยรสนิยมและความคิดของตัวเองออกมาอย่างตรงๆเพราะในตอนนั้นผมเต็มไปด้วยหลงใหล ยังไงก็ตามแต่ คำพูดก็สามารถที่จะถูกแปลความหมายผิดๆไปได้อย่างง่ายๆและสร้างความเข้าใจผิดขึ้นมาได้ สิ่งที่ผมจำเป็นต้องทำเพื่ออะไรบางอย่างทั้งๆที่ผมยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับมันมากพอมันไม่สนุกเลยครับและผมไม่อยากจะทำด้วย แต่ยังไงก็ตามผมไม่อาจจะพูดเผื่อไปถึงในอนาคตนะครับ เอาเป็นว่าแค่ในตอนนี้ก็แล้วกัน ผมอาจจะจบลงที่การทำรายการวาไรตี้หลังจากที่ตัวเองบอกว่าไม่ชอบก็เป็นได้ งานของผมไม่ใช่อะไรที่ผมจะสามารถทำทั้งหมดด้วยตัวของผมเองได้ ผมต้องมีความประนีประนอมเพราะมันเป็นงานที่เกี่ยวกับการทำงานร่วมกับคนอื่น ผมจะมาหัวดื้ออยู่ไม่ได้ มันไม่ใช่การขีดเส้นระหว่างอะไรที่ดีหรืออะไรที่แย่ แต่ผมอยากจะเดินไปบนทางที่ผมชอบและเข้ากับผม แต่ระหว่างทางเดินนั้นก็ย่อมต้องมีการประนีประนอมเกิดขึ้น ดังนั้นผมคิดว่าผมต้องเดินต่อไปข้างหน้าในขณะที่จูงใจตัวเองให้ลงมือทำไปด้วย ตอนนี้ผมพยายามที่จะเปิดรับการเปลี่ยนแปลงแม้ว่ามันจะไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากจะก้าวไปหาก็ตาม ครับ 


คุณจะเริ่มถ่ายทำละคร เรื่อง “Goblin” เร็วๆนี้แล้ว ว่าแต่เรื่องราวของก็อบลินในปี 2016 เหรอคะ?? 
ครับ ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันครับ (หัวเราะ) บทยังไม่ออกมาครับ ดังนั้นผมเลยจินตนาการไม่ออกว่ามันจะเป็นยังไง  ผมไม่รู้ว่าอะไรที่ผู้เขียนกำลังจะสร้างออกมาผมคิดเรื่องนี้เยอะมากจนตอนนี้มันเริ่มส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผมแล้วละครับ การต้องทำการตัดสินใจมันเหนื่อยมาก พูดตามตรงคือ ผมชอบเนื้อเรื่องที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงมากกว่าที่จะอยู่ในจินตนาการนะครับ บทบาทของผมในเรื่อง “A Mand and a Woman”, “Busan Train” และ “The Age of Shadows” ทำเอาผมจะเสียสติครับ และเหมือนกับผมกำลังโดนทรมานอยู่เลย รู้สึกเหมือนกับว่าวิ่งไปชนกำแพงยังไงยังงั้น แต่โดยที่ไม่รู้ตัวผมกลับรู้สึกมีความอิ่มเอมขึ้นในใจนะครับซึ่งผมจะใช้ชีวิตด้วยความรุนแรงแบบนั้นไม่ได้ 

ผมใช้เวลาในการทำสมาธิ ผมคิดว่าผมควรเคร่งครัดกับตัวเองอีกนิดและพยายามไม่กังวลว่าจะต้องละอายใจทีหลังมากขึ้น ผมต้องการโอกาสที่จะรู้สึกอิสระอย่างแท้จริงและหึกเหิมอย่างที่ไม่ต้องกลัวจะละอายใจทีหลัง หากเทียบกับภาพยนตร์แล้วละครจะมีตารางงานที่แน่นและต้องใช้เวลาในการถ่ายทำมากกว่าต้องลงเวลาให้กับมันเยอะ ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ผมต้องการในขณะนี้  ละครในแนวแฟนตาซีแบบนี้เป็นอะไรที่ผมกลัวมาตลอด แต่ผมตัดสินใจที่จะเชื่อผู้เขียนครับ ผมสงสัยว่าถ้าไม่มีสถานการณ์ใดๆมาทำให้ผมรู้สึกสนุกสนานได้ มันก็เหมือนกับผมไม่ได้รับอนุญาติให้ทลายกำแพงในตัวเองลงได้ 

การทำงานแสดงเป็นการเพิ่มความเจ็บปวดหรือเพิ่มช่วงเวลาที่มีความสุขให้คุณคะ?
ดูเหมือนจะเพิ่มความเจ็บปวดนะครับ 

คุณเคยรู้สึกเสียใจไม๊คะที่เลือกมาเป็นนักแสดง?
มีช่วงเวลาที่ผมรู้สึกเสียใจครับ แต่ตอนนี้ผมไม่มีอะไรต้องเสียใจแล้วครับ การมีชีวิตอยู่ในฐานะนักแสดงได้มอบอะไรหลายๆอย่างให้กับผม ซึ่งผมไม่ตระหนักเห็นมันในตอนที่ผมยังเด็ก ผมคิดว่าผมควรจะใชัชีวิตอยู่ตามคุณค่าในตัวเองและจุดมุ่งหมายของตัวเอง มันไม่จำเป็นเลยที่จะใช้ชีวิตอยู่และเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับคนอื่น สิ่งที่ชัดเจนเลยคือ งานการแสดงเป็นอาชีพที่โดดเดี่ยว ความเหงานี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นและผมก็เรียนรู้ที่จะเอาชนะก้าวผ่านมันไปได้ ผมแข็งแกร่งขึ้น ซึ่งผมไม่ได้คิดถึงความเหงานี้ในแง่ที่มันเป็นสิ่งเลวร้าย อย่างเดียวหรอกครับ

คุณรับงานแสดงต่อเนื่องจากโปรเจคหนึ่งไปอีกโปรเจคหนึ่งโดยไม่ได้พักเลย คุณคงเหนื่อยมากนะคะ
ผมไม่ชอบคำพูดที่ว่า "ต้องตีเหล็กในขณะที่กำลังร้อน" คือจนถึงตอนนี้ผมก็ยังคงหาทางที่จะพักผ่อนในจุดจุดนึงระหว่างรับงานไป2-3โปรเจคนะครับ เมื่อผู้คนพูดถึงนักแสดงที่ทำงานแบบไม่หยุดเลย ผมก็ยังคงแบ่งรับแบ่งสู้นะครับเพราะผมยังคงจัดการทำงานในแบบปานกลางและพักเล็กน้อยในช่วงต่อโปรเจค แต่หากพูดถึงในช่วงนี้คือผมอยากที่จะทำงานเหล่านี้จริงๆเพราะมันเป็นงานที่เสนอมาให้กับผมและผมไม่อยากจะให้โอกาสมันหลุดลอยไปครับ ถึงแม้ว่ามันจะสร้างความยากลำบากให้กับร่างกายแน่ๆก็ตาม

ผมเคยชินที่จะให้เวลาที่จะเป็น"ผม"อยู่เสมอเพื่อชาร์ตพลังของผมให้กลับมา ซึ่งตัวผมไม่ต้องการที่จะทำอะไรเป็นพิเศษเพื่อจะเรียกพลังกลับมาเลยละครับแค่เวลาที่เป็นตัวเองก็พอ

เหมือนกับ "การทิ้งระยะห่าง" ที่เราได้คุยกันไปคร่าวๆในตอนที่ถ่ายภาพรึเปล่าคะ?
โลกนี้เป็นโลกที่ยุ่งเหยิงนะครับ พวกเราก็ควรที่จะจำเป็นต้องมีบางเวลาที่ไม่ต้องคิดอะไรเลยบ้างรึเปล่าครับ?ยังไงก็ตาม ผมต้องระวังในการที่จะพูดแบบนี้นะครับเนี่ย เพราะว่าอาจจะถูกมองว่าหยิ่งก็ได้

คุณนี่ระมัดระวังในสิ่งต่างๆเยอะมากจริงๆ (หัวเราะ)
เมื่อผมอายุมากขึ้น ผมกลายเป็นระมัดระวังในทุกๆอย่างครับ ความคิดเห็นของผู้คนนั้นกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากหลายสิ่งหลายอย่างถูกบิดเบือนไปในช่วงเวลาอันสั้น มันเป็นโลกที่ไม่ง่ายเลยที่จะยอมรับสิ่งต่างๆในแบบที่มันควรจะเป็น ผมกลายเป็นคนที่พูดน้อยลง ผมไม่ใช้สื่อ SNS มันน่าอายนะครับที่จะอัพโหลดรูปและขอให้ผู้คนเข้าไปดูมัน และผมคิดว่าผมคงจะต้องเป็นคนที่มานั่งกังวลเรื่องตัวเลขของคนฟอลโล่วแน่ๆถ้าหากว่าผมเริ่มที่จะใช้SNS การที่ใช้โซเชี่ยลมีเดียเพื่อแบ่งปันความคิดของผมและจากนั้นคำพูดของผมก็ถูกนำไปบิดเบือนจากผู้คนนับไม่ถ้วนที่ผมไม่รู้จักด้วยซ้ำ ความจริงที่ว่าคนแต่ละคนต่างก็มีการตีความกับสิ่งที่เห็นต่างกันไปมันคือสิ่งที่ทำให้ผมกลัว

แทนที่จะใช้ SNS ผมชอบที่จะดื่มและพูดคุยกับคนที่รู้จักผม คนที่เชื่อในผม คนที่ไม่แปลสิ่งที่ผมพูดออกไปไปในทางที่ผิดๆ คนที่รับฟังเรื่องราวในแบบที่พวกเค้าได้ยิน 


อยากรู้จริงๆนะคะว่าภาพที่สมบูรณ์ของคุณจะดูเป็นยังไงและในชีวิตประจำวันธรรมดาคุณจะเป็นยังไง?
ผมดูหนังอยู่ที่บ้าน เลี้ยงแมว เวลาทั้งหมดของผมถูกใช้ไปแบบนี้ครับ แม้ว่ามันจะดูน่าเบื่อและไม่ตื่นเต้นแต่ผมคิดว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ผมต้องการมากที่สุดครับ เมื่อคุณทำอะไรบางอย่างซ้ำแล้วซ้ำอีก มันจะทำให้คุณผ่อนคลายจากความเครียดแต่สำหรับผมมันไม่ใช่ครับ ผมชอบที่จะออกกำลังด้วย การออกกำลังและทำให้เหงื่อออกเป็นชีวิตประจำวันของผม ผมชอบการออกกำลังกายมาเสมอและมันคือหนทางที่จะจัดการกับตัวเองอย่างเคร่งครัด ผมคิดว่าการออกกำลังกายมันคือความสำเร็จในการได้มาในสิ่งที่คุณต้องการโดยอาศัยน้ำพักน้ำแรงที่คุณลงไปล้วนๆแบบไม่มีเรื่องของโชคชะตามาเกี่ยวข้อง ผมไม่ชอบใช้ลูกเล่นใดๆทั้งนั้น ผมชอบการเข้าหาแบบตรงไปตรงมามากกว่า ผมคิดว่าการออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ยากจะสำเร็จได้หากปราศจากความพยายาม เร็วนี้ๆผมเริ่มที่จะเล่นบาสเกตบอล1ครั้งต่ออาทิตย์กับคนจากเอเจนซี่เดียวกัน จนถึงจุดหนึ่งผมรู้สึกสนุกกับการเล่นบาสแบบนี้มากกว่าไปดื่ม ในตอนเช้าผมตื่นแต่เช้าเหมือนคุณลุงที่อยู่ในวัยเดียวกับผมและดูmajor leagues ที่มีผู้เล่นชาวเกาหลีชั้นยอด และช่วงนี้จะชอบดู NBA เป็นพิเศษครับ (หัวเราะ)  

ปีนี้คงเป็นปีที่หนักหนาสำหรับคุณนะคะเนี่ย 
ผมคิดว่าการทำงานเป็นทั้งหมดที่ผมทำทั้งในปีที่แล้วและในปีนี้ครับ หากผลักความคิดเรื่องที่ผมยังมีความผิดหวังอยู่บ้างในการแสดงของตัวเองออกไป จริงๆแล้วผมก็อยากจะปรบมือให้กับตัวเองดังๆสำหรับงานหนักที่ผ่านมา ผมประสบความสำเร็จในสิ่งที่ผมกระตือรือร้นอยากจะทำ โชคเข้าข้างผมมากๆที่ผมสามารถที่จะทำโปรเจคที่ยิ่งใหญ่ออกมาได้อย่างดี ผมคิดว่าปีนี้คงเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขในชีวิตของผมเพียงเพราะว่าผมยังคงได้ทำงานอย่างต่อเนื่องในโปรเจคที่ผมอยากจะทำครับ

English Translation by @thesunnytown – thesunnytown.wordpress.com
Thai Translation by miss mew
Source:www.marieclairekorea.com


วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559

สัมภาษณ์ G-dragon จากนิตยสาร Nylon Japan / April 2016


ณ สถานที่แห่งหนึ่งในกรุงโตเกียว เราต้องใช้เวลากว่าครึ่งปีในการจัดตารางงานนัดหมายคนคู่นี้ให้มาถ่ายภาพร่วมกัน ฝนตกตลอดทั้งอาทิตย์ แต่ท้องฟ้ากลับร่วมอวยพรเป็นใจในวันนี้พระอาทิตย์โผล่ขึ้นมาให้เห็นหน้าดูเหมือนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้อีกแล้ว และจะไม่มีใครเลยในพวกเราที่จะลืมวันนี้ไปได้ 
(ในการสัมภาษณ์ จีดราก้อนจะตอบเป็นภาษาญี่ปุ่นเป็นครั้งคราว คำตอบเหล่านั้นทางเราจะขีดเส้นใต้เอาไว้ค่ะ ) 
หลังจากที่ถ่ายภาพเสร็จสิ้นลง เราก็ย้ายไปที่ห้องให้สัมภาษณ์ สายตาของจีดราก้อนจับจ้องไปที่ น้ำเมล่อนโซดาโฟลส

GD:เครื่องดื่มนี้ไม่ผสมแอลกฮอลล์ใช่ไม๊ฮะ?
Nylon:ใช่ค่ะ
GD:น่าเสียดายจัง การออกทัวร์สิ้นสุดลงวันนี้และวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการทำงานด้วย ดังนั้นผมจึงอยากจะดื่มละฮะ (หัวเราะ)

(ทุกคนต่างหัวเราะและมุขตลกนี้ของเค้าสร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยมิตรภาพขึ้น ความใจดีของเค้าทำให้นานะซังก็ร่วมยิ้มไปด้วย)



Nylon:ก่อนอื่นเลย ช่วยบอกความรู้สึกจริงๆของคุณให้เรารู้หน่อยว่ารู้สึกยังไงกับการถ่ายแบบครั้งนี้คะ
GD: สนุกมากเลยครับ
Nana:ฉันรู้สึกประหม่าค่ะ
GD:อาจจะดูเหมือนว่าผมจะไม่ประหม่า แต่ผมก็ประหม่าเหมือนกันนะครับ (หัวเราะ)
Nylon:พวกคุณเคยพบกันมาก่อนไม๊คะ?
GD:เราเคยเจอกันเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้วที่เกาหลีครับ ที่งาน Chanel Curise Collection 2015/2016
Nana:ก็เกือบจะปีนึงได้แล้วค่ะ ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่เราพบกัน
GD:แต่เราก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากนะครับ เป็นเหมือนกับการแนะนำตัวกันซะมากกว่า
Nana:ในตอนนั้นฉันได้รับเชิญจากนิตยสารให้ทำหน้าที่รายงานบรรยากาศงานและในตอนที่ฉันพบคุณมีการถ่ายวีดีโอไว้ด้วย ตอนหลังฉันได้ดูวีดีโอนั้นและเห็นว่าตัวเองเขินอายมาก ฉันรู้สึกขายหน้ามากเลยละค่ะ (หัวเราะ)

Nylon:ความประทับใจแรกเมื่อได้เจอกัน คืออะไรคะ?
GD:ในงานนั้นมีผู้ที่มีชื่อเสียงชาวต่างชาติมาร่วมงานมากมายเลยครับ นอกเหนือจากเราแล้วก็มีคนเอเซียมาร่วมงานไม่กี่คน ซึ่ง ความงามแบบเอเซียของเธอโดดเด่นออกมาจากฝูงชนเลยละครับ
Nana: ฉันรู้สึกตื่นเต้นมากในตอนที่เราได้พบกันและพูดคุยกัน แม้ว่าจะเป็นครั้งแรกที่ได้พบ เค้าพูดกับฉันอย่างสุภาพมาก ซึ่งยิ่งตอกย้ำความมั่นใจของฉันในเรื่องที่ว่าเค้าเป็นคนที่น่ารัก
GD:(พูดอย่างเขินอาย) ขอบคุณครับ 


Nylon: ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในการกลับมาพบกันอีกครั้งนึง ความประทับใจเหล่านั้นได้เปลี่ยนแปลงไปบ้างไม๊คะ?
GD:ในตอนที่พบกันครั้งแรกเธอดูเป็นผู้ใหญ่มากๆ ซึ่งผมได้ยินมาว่าเธอพึ่งจะอายุครบ20ปีไปเมื่อไม่นานมานี้เอง หลังจากที่ได้พบกันในวันนี้แล้วผมก็รู้สึกว่าเธอยิ่งเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นอีก
Nana:ขอบคุณมากค่ะ (หัวเราะ) ฉันยังสงสัยตัวเองอยู่ว่าได้โตขึ้นบ้างรึเปล่า (หัวเราะ) จากตอนนั้นฉันได้ตัดผมให้สั้นลงด้วยละค่ะ
GD:อ่า ใช่ครับ ผมยาวกว่านี้มากเลยตอนที่เราพบกันครั้งแรก ผมสั้นดูน่ารักจัง 
Nana:ขอบคุณมากเลยค่ะ วันนี้เหมือนฉันอยู่ในความฝันทั้งวันเลย
GD: (5555) เป็นความฝันทั้งหมดแหละครับ (หัวเราะ)
Nana:มันต้องเป็นความฝันจริงๆนั่นแหละค่ะ (หัวเราะ) ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะประหม่าได้ถึงขนาดนี้ ฉันกังวลมากว่าตัวเองจะตัวแข็งทื่อในตอนถ่ายภาพ แต่คุณจีดราก้อนได้พูดคุยกับฉันพร้อมรอยยิ้มและใจดีคอยอ่านว่าฉันรู้สึกยังไงอยู่ ดังนั้นในบางครั้งฉันก็รู้สึกผ่อนคลายได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วฉันเต็มไปด้วยความประหม่าจริงๆ ค่ะ
GD:ผมคิดว่า เวลาที่คุณจะต้องแสดง หรือโดนถ่ายรูปอยู่ คุณจำเป็นต้องรู้สึกประหม่าบ้างนะครับ ดังนั้นรู้สึกประหม่าแบบนี้ก็เป็นเรื่องดีนะ (หัวเราะ)

Nylon:บิกแบงเดินทางไปหลายๆประเทศเลยในการออกทัวร์รอบโลก คุณมักจะทำอะไรเวลามีเวลาว่างคะ?
GD:ระยะหลังนี้ผมสนใจใน เฟอร์นิเจอร์เก่า งานศิลปะและงานประติมากรรมครับ ในระหว่างออกทัวร์หรือในตอนที่ผมมีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศผมจะไปแกลลอรี่ในประเทศนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็น ปารีส ญี่ปุ่น หรือในอเมริกา ประเทศที่ต้องเดินทางไปถูกเซตเอาไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่มีโอกาสผมก็จะพยายามใช้เวลาของผมออกไปเยี่ยมชมแกลลอรี่ต่างๆ นานะซังได้ออกไปในที่แบบนั้นบ้างไม๊ครับ?
Nana:ไม่ค่อยได้ไปในที่แบบนั้นเลยละค่ะ
GD:เวลาที่ผมมาที่ประเทศญี่ปุ่นผมมักไปแกลลอรี่บ่อยเลยครับ แกลลอรี่ในโตเกียวจะไม่ค่อยบ่อยเท่าไหร่ แต่ไปประจำเลยละครับที่เกียวโตและในแทบคันไซ ล่าสุดผมได้ไปที่เกาะเกาะนึง เอ?? ชื่อว่าเกาะอะไรน้า??เกาะที่มีงานของศิลปินหลายคนเลยรวมอยู่ เช่นคุณ Kusama Yayoi ที่เลยโอซาก้าไปนิดนึง
Nana:เกาะที่ ชินโกกุใช่ไม๊คะ? แต่ก็ยังนึกชื่อเกาะไม่ออกอยู่ดี (หัวเราะ) คุณค้นหาข้อมูลเรื่องเหล่านี้ด้วยตัวคุณเองเลยเหรอคะ?
GD:ครับ ผมชอบพวกปราสาทด้วย ดังนั้นผมจะค้นหาแล้วก็เดินเล่นไปทั่ว ที่แกลลอรี่คนไม่มากดังนั้นผมจึงไปได้โดยไม่ได้สร้างความวุ่นวายอะไร ที่ปารีส พวกเราก็มักจะมีการจองเวลาและไปเยี่ยมชมอะไรแบบนี้ด้วยตัวเราเองอยู่เสมอ ซึ่งในสถานที่เหล่านี้ มักจะห้ามถ่ายรูปอยู่แล้วดังนั้นผมจึงไม่ได้ถ่ายรูปและโพสลงSNS เลย ผมจะจารึกรูปงานเหล่านั้นลงในใจและจากไปครับ
Nana: คุณกระตือรือร้นมากเลยนะคะ 
GD:ครับ อ่าาา ผมจำได้แล้ว ชื่อเกาะ Naoshima ในเขต Kagawa ครับ
Nana: อ่าา คุณจำได้แล้ว (หัวเราะ)


Nylon: นานะซังก็ได้ไปในสถานที่มากมายระหว่างไปถ่ายแบบเหมือนกันนี่นา คุณพึ่งได้ไปถ่ายสมุดภาพ ที่เมือง Trabzonในตุรกีใช่ไม๊คะ??
Nana: ใช่ค่ะ ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่ฉันได้ไปที่ตุรกี สำหรับการถ่ายแบบครั้งนั้นทุกคนอยากจะหาสถานที่ที่ยังไม่ค่อยได้เห็นในการถ่ายแบบ ซึ่งก็เป็นไปตามที่ฉันเคยจินตนาการเอาไว้ ฉันดีใจมากที่ได้ไปตุรกี 
GD:ผมไม่เคยไปตุรกีเลย สนุกไม๊ครับ?
Nana: ที่นั่นน่ารักมากกว่าที่ฉันจินตนาการเอาไว้ซะอีกค่ะ ผู้คนก็อบอุ่นมาก
GD:แล้วได้ลองอะไรใหม่ๆบ้างไม๊ครับ?? อาหารอร่อยไม๊??
Nana: ตอนแรกเราไปที่เมือง Trabzon ทางตะวันออกเฉียงเหนือของตุรกี ที่นั่นมีอาหารอร่อยมากๆ ฉันทานจนปวดท้อง (หัวเราะ) จากนั้นถึงไปที่ อิสตันบลู ซึ่งที่นั่นฉันได้ออกผจญภัยและสนุกมากเลย
GD:ฟังดูสนุกมากเลยฮะ (จียงกำลังดูสมุดภาพครั้งนั้นของนานะอยู่ด้วย) จากรูปดูเป็นเมืองที่น่ารักมากจริงๆฮะ มีพลังในการผ่อนคลายหย่อนใจ แล้วอยู่ที่นั่นนานไม๊ครับ?
Nana: 1อาทิตย์เต็มค่ะ ทั้งสมุดภาพถ่ายที่นั่นทั้งหมด
GD:สถานที่สวยมากครับและมีรูปน่ารักๆเต็มไปหมดเลย แล้วได้มีเวลาว่างบ้างไม๊ครับ?? คุณทำอะไรในช่วงเวลานั้นบ้าง??
Nana: ฉันว่างแค่วันแรกวันเดียว และธีมของสมุดภาพคือ " การเป็นสาวตุรกี" ฉันจึงต้องการซึมซับกับวิวและสถานที่ ฉันจึงไปซื้อผ้าโพกผมมา ( Hijab) ซึ่งฉันใส่ในรูปปกด้วย 
GD:มันเข้ากับปกและบรรยากาศในการถ่ายทำมากๆ เสื้อผ้าพื้นเมืองเหมาะกับคุณมากๆเลย ดูเยี่ยมไปเลย

Nylon : ต่อไป  ช่วยเล่าให้เราฟังถึงโลกดนตรีของจีดราก้อนหน่อยสิคะ?? เวลาคุณทำงานเพลงสภาพแวดล้อมรอบข้างเป็นแบบไหนกันคะ??
GD:ผมไม่ค่อยมีสถานที่เจาะจงเท่าไหร่ครับเวลาจะเขียนเพลง ผมมักจะมีแรงบันดาลใจจากบทสนทนาที่ธรรมดา หรือเวลาที่ทำงานอยู่ในสตูดิโอ หรือ เวลาที่กำลังนอนขี้เกียจบนเตียง ผมคิดว่างานเพลงเป็นอะไรที่จเข้ามาหาคุณเองคุณจะไปบังคับมันไม่ได้หรอกครับ ดังนั้น ถ้าผมเริ่มต้นคิดว่านี่เป็นงานที่จะต้องทำมันก็จะไปได้ไม่ดีเท่าไหร่ มันจะดีที่สุดเวลาที่ไอเดียเหล่านั้นเข้ามาหาผมในตอนที่กำลังมีบทสนทนาที่สนุกสนานอย่างเช่นตอนนี้ 
Nana:แล้วคุณจะทำยังไงคะ ถ้าไอเดียดีๆเกิดขึ้นมาระหว่างการพูดคุยกันแบบนี้?
GD:ผมก็จะจดโน้ตไว้ในโทรศัพท์ของผมก่อน
Nana:วิเศษไปเลย งั้นก็เป็นไปได้ที่หลังจากนี้คุณจะได้แรงบันดาลใจเขียนเพลงจากการพูดคุยกันในวันนี้ใช่ไม๊คะ?? (หัวเราะ)
GD:เป็นไปได้สิครับ (หัวเราะ)
Nana:แล้วมีแบบแผนไม๊คะ ว่าจะต้องเขียนทำนองก่อนหรือเขียนเนื้อเพลงก่อน??
GD:ในแต่ละครั้งก็จะแตกต่างกันไปครับ ถ้าผมมีภาพรวมหรือมีคำเฉพาะเจาะจงที่ผมชอบผมจะเริ่มขยายความจากตรงนั้น แต่ก็มีบางครั้งที่ผมได้ยินทำนองแล้วก็เริ่มคิดเนื้อเพลงใส่ในทำนองนั้นไปเลยก็มี มันจะเปลี่ยนไปตามอารมณ์ของผมในแต่ละวันละครับ 


Nylon เราได้ยินมาว่า นานะซัง ชอบเพลง Haruharu ด้วย
GD:คุณชอบเพลง haruharu เหรอครับ อ่าา แปลกใจมากเลยครับ
Nana:ฉันชอบเพลงโซโล่ของคุณ เพลง Crooked ด้วยค่ะ
GD:เพลงมันเกี่ยวกับผู้ชายที่ถูกทิ้งนะครับ (หัวเราะ)
Nana: จริงด้วยเนอะคะ (หัวเราะ)นอกจากนี้ฉันยังชอบ MV ของบิกแบงด้วยนะคะ พวกคุณคิดกันเองเลยรึเปล่า?
GD:ครับ สมาชิกทุกคนต่างก็คิดกันออกมา แน่นอนว่าก็มีผู้กำกับนะครับ แต่ในตอนที่เราทำเพลงออกมาเราก็จะมีไอเดียในหัวอยู่แล้วว่าอยากจะได้MVออกมาในรูปแบบไหน เพราะเราเขียนเพลงกันออกมาเองเราเลยรู้ดีที่สุดที่จะสื่อเพลงของเราออกมากันเอง แต่เพราะว่าผมไม่ใช่นักแสดง ผมจะรู้สึกเขินทุกครั้งในการถ่ายทำ
Nana:ดูไม่ออกเลยนะคะ ทุกคนดูวิเศษมากเลยละค่ะ  

Nylon:นานะซังเคยไปดูคอนเสริ์ตของบิกแบงด้วยนี่นา
Nana:ใช่ค่ะ ฉันเคยไปคอนเสริต์รอบนึงที่ โตเกียวโดม สองสามปีที่แล้วค่ะ เพื่อนฉันชวนไปดูคอนเสริต์บิกแบงเป็นครั้งแรกฉันสนุกมากๆเลยค่ะ และเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าคอนเสริต์สนุกมากจริงๆ การแสดงเท่มากๆและช่วง MC ก็ตลกมากค่ะ ดังนั้นมันจึงรู้สึกวิเศษมากที่จะได้เห็น สองด้านของพวกเค้าแบบนั้น และรู้สึกตลกมากที่พวกเค้าเลียนแบบของดังชาวญี่ปุ่นแบบนั้น(หัวเราะ)
GD: ( 55555 )
Nana: ทั้งเสียงเพลง ทั้งMVทั้งคอนเสริต์ ทั้งช่วงMC ทุกอย่างน่ารักไปหมดค่ะ
GD:ขอบคุณครับ ขอบคุณมากๆเลย ผมเขินแล้วนะครับเนี่ยที่คุณมาพูดแบบนี้ต่อหน้าเลย (หัวเราะ)

Nylon:นานะซังพึ่งจะฉลองวันเกิดอายุครบ 20 ไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตอนอายุ 20 ของจีดราก้อนเป็นยังไงคะ?
GD:ตอนอายุ 20 เหรอครับ? พูดตามตรงนะครับตลอดปีนั้น มีแต่งาน งาน งาน แล้วก็งานครับ ดังนั้นผมจึงไม่ค่อยมีความทรงจำดีๆเท่าไหร่ (หัวเราะ) เราพึ่งจะเดบิวต์กันดังนั้นผมจึงแค่ทำงานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทุกๆวันมีแต่เรื่องงานดังนั้นผมจึงไม่ค่อยมีความทรงจำดีๆจากปีนั้นเท่าไหร่ครับ อืม ไม่รู้สิครับ ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะเสียดายเหมือนกัน ช่วงอายุนั้นเป็นวัยที่เป็นเอกลักษณ์มาก อย่างเช่นเป็นวัยเพื่อมีความรักและเล่นสนุก แต่เรากลับไม่มีเวลาเพื่อสิ่งเหล่านั้นเลย แต่การทำงานก็สำคัญ ดังนั้นในตอนนี้ถ้าผมพอจะมีเวลาว่างผมจะเดินทางไปในที่ต่างๆ และทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ เมื่อเวลาผ่านไปแล้วคุณไม่สามารถเรียกมันกลับคืนมาได้ ดังนั้นจงใช้ชีวิตให้มีความสุขในวันนี้ เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วนะครับ อ่าา ผมพูดเหมือนกับชายแก่เลยละครับเนี่ย (หัวเราะ) 
ทุกคน:(หัวเราะ)


Nylon:นานะซังเมื่ออายุ20 แล้ว สภาพจิตใจมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปไม๊คะ?
Nana:เมื่อตอนที่เป็นเด็กฉันมักจะคิดว่าอายุ 20 นั้นเป็นวัยที่โตเป็นผู้ใหญ่มากเลย แต่พอตัวเองมีอายุ20 ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปค่ะ นอกเหนือจากว่ามีหลายๆสิ่งที่ฉันสามารถทำได้แล้ว เช่น ดื่มแอลกฮอลก์ และเหมือนกับที่เราคุยกันก่อนหน้านี้มีหลายๆที่ที่ฉันอยากจะไป ฉันอยากจะทะนุทะนอมช่วงเวลานี้ไว้ ฉันอยากจะแก้ปัญหาด้วยตัวเอง อยากจะพบปะผู้คนที่หลากหลาย อยากลองทำอะไรหลายๆอย่างที่นอกเหนือจากการเป็นนักแสดงและนางแบบ ฉันพึ่งจะอายุ20 และอย่างที่คุณจีดราก้อนพูด ตอนนี้ฉันทำอะไรก็ได้แบบไม่มีลิมิตแล้ว
GD:ใช่เลยครับ มันสำคัญนะที่จะทำสิ่งที่คุณพูดออกมาให้มันเป็นความจริงให้ได้ ผมก็เป็นคนที่ชอบท่องเที่ยวเหมือนกัน แต่มันก็เป็นเรื่องสำคัญเหมือนกันนะที่ไม่ใช่เลือกไปแต่ในที่ที่ดีๆแต่ให้ลองไปในที่ที่เราไม่คุ้นเคยดูด้วยซึ่งผมคิดว่าคุณจะได้เรียนรู้อะไรมากมายเลยในที่แบบนั้น และลองไปในที่เหล่านั้นด้วยตัวคุณเองดูไปแบบไม่มีผู้จัดการหรือทีมงานไปด้วย จะมีสิ่งสำคัญมากๆที่คุณจะได้รับจากผู้คนในที่เหล่านั้น มันเป็นเรื่องสำคัญนะครับที่จะใช้ชีวิตให้มีความสุขไม่ใช่ในฐานะนักแสดงแต่ในฐานะมนุษย์คนนึงเหมือนกัน เพราะชีวิตนี้ไม่ใช่ของใครที่ไหนแต่เป็นของคุณเอง

เมื่อเค้าพูดประโยคนี้จบลง เป็นเพราะทั้งคู่ต่างก็ยุ่งมากทำให้การสัมภาษณ์ต้องจบลง คุณจีดราก้อนที่เดินทางไปแล้วทั่วโลกได้ทำการสัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายจบลงแล้วด้วย เค้าชูมือขึ้นแล้วร้องประกาศชัยชนะ "YES" ในขณะที่นานะปรบมือ แม้ว่าจะเป็นชั่วขณะสั้นๆแต่ในตอนนั้น เราได้เห็นรอยยิ้มที่กระจ่างชัดและด้านที่ไร้เดียงสาของพวกเค้าทั้งคู่

===================================

Japanese version cr: to UTOPIA
English translation by TopsDayDream
Thai translation by miss_mew 
Photo scans by @AeuyTLiN (Brin)


วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

สัมภาษณ์ TOP จากนิตยสาร ARENA HOMME กุมภาพันธ์2016




Q:ฉันรู้มาว่าคุณมีความเกี่ยวพันธ์กับงานศิลปะเป็นอย่างมาก ปารีสมีงานนิทรรศการศิลปะมากมายหลากหลายกว่าที่เกาหลีใต้ ดังนั้นมันคงเพลิดเพลินมากในการมาที่นี่ ถึงแม้ว่าพอมาถึงที่นี่คุณจะไม่มีเวลาเป็นส่วนตัวเลย แต่คุณได้ไปเยี่ยมชมงานนิทรรศการศิลปะบ้างแล้วรึยังคะ?
TOP: ยังเลยครับ แต่ผมตั้งใจว่าจะไปเยี่ยมชมในวันพรุ่งนี้ก่อนที่จะกลับประเทศเกาหลี

Q:ได้ยินมาว่าเมื่อวานคุณไปที่ Centre Georges Pompidou ใช่ไม๊คะ?
TOP:คือทำไม่สำเร็จครับ ไม่สามารถไปได้เพราะมีคนเยอะมากไปครับ จริงๆแล้วถ้าผมเดินทางไปต่างประเทศเพื่อทำงาน ผมชอบมากกว่าที่จะมุ่งความตั้งใจลงไปในงานที่มาทำ ถึงแม้ว่าจะออกไปข้างนอกก็เป็นการออกไปข้างนอกเพื่อการทำงานเท่านั้นครับ ก็เหมือนกับครั้งนี้ ส่วนใหญ่ผมจะอยู่แต่ในห้องที่โรงแรมครับ

Q:ฉันเห็นว่าคุณเป็นคนประเภทที่อุทิศตัวทุ่มเทมากเลยนะคะ งั้นเรามาพูดเรื่องงานกันดีกว่าไม๊คะ? เมื่อวานนี้เราได้ดูโชว์จาก Dior กันไปแล้ว คุณมีความรู้สึกยังไงบ้างคะ?
TOP:ผมรัก Dior Homme ตั้งแต่พวกเค้าเปิดตัวเลยละครับ ซึ่งเป็นช่วงแรกๆที่เริ่มต้นทำวงบิกแบงในตอนนั้นความเป็นอยู่ยังไม่ได้ดีเท่าไหร่นัก ผมต้องใช้เงินที่ผมเก็บมาเพื่อซื้อกางเกงดิออร์ตัวแรกให้กับตัวเอง ผมเป็นผู้ที่คอยสนับสนุนดิออร์นะครับ

Q:เมื่อวานนี้คุณได้พบกับดีไซเนอร์ คุณ Kris Van Assche ด้วย
TOP:ผมได้พบเค้าหลังจากโชว์จบครับ ผมชอบงานดีไซเนอร์รองเท้าผ้าใบและเสื้อผ้าลำลองของเค้าครับ ผมตะลึงงันอึ้งไปเลยหลังจากดูโชว์ มันมักจะดูเท่มากกว่าที่ผมคิดเอาไว้ในใจเสมอ ไม่ได้ดูง่ายๆสบายๆเลย มันเหมือนให้ความรู้สึกที่ทำให้เราหนุ่มขึ้นอีกครั้ง

Q:คุณรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับเสื้อผ้าเหล่านั้น แต่ฉันเห็นว่าคนที่มาร่วมนั่งกับคุณในการดูโชว์ยิ่งทำให้อึ้งตะลึงงันมากขึ้นไปอีกนะคะ เช่น คุณ Ben Godham จาก Byredo , ดีไซเนอร์ชื่อดัง คุณ Karl Lagerfeld
คุณ Bernard Arnault จาก LVMH และคนอื่นๆอีกมากมายเลย  ในฐานะที่เป็นคนเกาหลีและได้ไปนั่งตรงนั้นสง่างามเต็มภาคภูมิ คุณทำให้พวกเราภูมิใจนะคะ
TOP:  จริงๆก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไรนะครับ ผมไม่มีอะไรที่จะต้องคิดมากนัก จริงๆแล้วผมรู้สึกไม่ค่อยสบายเท่าไหร่เวลาที่ต้องไปในที่ที่มีคนเยอะๆ  "ทำไมคุณไม่เคยไปร่วมงานแฟชั่นโชว์ในต่างประเทศเลยละ??" ผมมักจะได้รับคำถามแบบนั้นมาเสมอ บอกตามตรงนะครับ นอกจากการขึ้นเวทีแสดงแล้ว ผมเกลียดที่จะไปในที่ที่มีคนเยอะๆ การแสดงบนเวทีเป็นที่ที่ทำให้ผมได้แสดงออก นอกนั้นแล้วที่อื่นทำให้ผมรู้สึกเหนื่อยครับ เมื่อก่อนผมเคยมีอาการกระสับกระส่ายตื่นตระหนก (Panic Disorder) แต่ในตอนนี้ผมไม่มีอาการเหล่านั้นแล้วครับ ดังนั้นผมจึงสามารถพูดถึงมันออกมาได้อย่างสงบ



Q:คุณเดบิวต์มากว่า 10 ปีแล้วคุณชอบแฟชั่นแต่นี่เป็นครั้งแรกที่คุณเดินทางมาดูโชว์ด้วยตัวเองค่อนข้างเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายนะคะ 
TOP:ผมรู้ว่าการมาดูโชว์ด้วยตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแต่เราอยู่ในยุคที่เราสามารถดูคอลเลคชั่นแฟชั่นได้ง่ายๆผ่านรูปถ่ายนะครับ แต่กับภาพวาด งานประติมากรรม และ เฟอร์นิเจอร์นั้น ผมจำเป็นต้องมาดูชิ้นงานเหล่านั้นจริงๆด้วยตาของตัวเอง การที่จะดูพวกมันผ่านรูปถ่ายนั้นผมไม่สามารถที่จะชื่นชมความงามและได้รับความตื่นเต้นเร้าใจได้เต็มที่จากความสนใจในงานในสาขานี้ หากผมได้เห็นพวกมันจริงๆด้วยตัวเองผมจะรู้สึกประหลาดใจอย่างมากและได้รับความคิดที่น่าสนใจเกิดขึ้นในใจ เช่น "สิ่งเหล่านี้ทำไมถึงสามารถเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจเช่นนี้ได้ยังไงเนี่ย"

ในตอนที่ผมยังอายุน้อย ผมชอบเสื้อผ้าตามแฟชั่น การได้มองพวกมันผ่านรูปถ่าย ณจุดจุดนึง ผมสามารถที่จะบ่งบอกรายละเอียดเกี่ยวกับพวกมันได้อย่างถูกต้อง เช่นพวกมันมีเนื้อผ้าอย่างไรและจะให้ความรู้สึกแบบไหนเวลาที่สวมใส่

Q:แค่ได้ดูผ่านรูปถ่าย ในใจของคุณสามารถที่จะร่างภาพความรู้สึกจากการสวมใส่และการเดินบนรันเวย์ออกมาได้เลยเหรอคะ?
TOP:ครับถูกต้องครับ เพราะผมจำเป็นต้องเอารูปร่างหน้าตาของตัวเองออกโชว์ให้สาธารณชนเห็นและมันก็เป็นงานที่สำคัญ จากการที่มองไปแว้บแรกผมจำเป็นต้องรู้ว่าอะไรที่เหมาะกับตัวเองผมไปที่งานแฟชั่นโชว์เมื่อวานนี้และวันนี้ผมก็สวมใส่เสื้อผ้าของดิออร์ คอลเลคชั่นซัมเมอร์2016 เพื่อการถ่ายภาพแฟชั่นครับ ซึ่งผมสนใจชุดเหล่านี้มาก่อนแล้วตั้งแต่เห็นมันบนรันเวย์แฟชั่นโชว์เมื่อวาน

Q:เสื้อผ้าเหล่านั้นพวกมันทำให้คุณสนใจ และยังเหมาะกับตัวคุณได้ดีอีกด้วยคุณเป็นคนที่มีรสนิยมดีจริงๆนะคะ 
TOP:การที่ได้รับการยกย่องว่าผมมองมันได้อย่างถูกต้องเหมาะกับตัวเองแบบนี้ก็นับว่าผมก็มองมันได้อย่างแม่นยำนะครับเนี่ย 


Q:คุณมีเซ้นต์ที่ดีในทางแฟชั่นนะคะ ฉันได้ยินมาว่าคุณรักงานศิลปะมากๆด้วยเช่นเดียวกับรักในเฟอร์นิเจอร์อีกด้วยถึงขั้นที่ลงมือค้นคว้าเชิงลึกในเรื่องเหล่านั้นเลยคุณเรียนรู้ด้วยวิธีไหนคะ?
TOP:ผู้หญิงในครอบครัวของผมต่างก็มีความเกี่ยวเนื่องกับงานในด้านศิลปะทั้งนั้นครับผมมักจะได้คลุกคลีกับพวกศิลปินและได้เห็นภาพวาดมาแล้วมากมาย ผมถูกบังคับให้เรียนเกี่ยวกับศิลปะในตอนที่ยังเป็นเด็ก  หากเทียบกับการวาดภาพผมชอบที่จะมองผ่านภาพและทำความเข้าใจผ่านการใช้ประสาทสัมผัสในการรับประสบการณ์ในการมองสิ่งต่างๆมากกว่าสำหรับผมแล้วผมมีความสนใจในเรื่องของดนตรีและภาพยนตร์มากกว่า ผมคิดว่าบางอย่างสามารถถ่ายทอดออกมาได้โดยใช้การแสดงออกทางร่างกาย ซึ่งผมว่ามันเหมาะกับผมมากกว่า ถึงแม้ว่าความสมบูรณ์แบบของตัวงานศิลปะเองจะสามารถบรรยายผ่านภาพวาดหรืองานประติมากรรม ถึงยังไงแล้วผมก็ชอบมากกว่าที่จะบรรยายความงามเหล่านั้นผ่านตัวของผมเอง 

ในตอนที่ผมเป็นเด็ก ครอบครัวของผมต่างตั้งความหวังในเรื่องศิลปะในตัวผมเอาไว้สูงมากซึ่งผมมักจะมองขัดกับพวกเค้าเสมอ มันไม่ใช่ว่าพวกผู้ใหญ่จะรับไม่ได้กับความจริงที่ว่าผมกำลังทำงานในวงการดนตรีนะครับไม่ใช่ว่าพวกเค้าเป็นผู้ใหญ่แล้วจะรับไม่ได้ แต่ผมว่ามันเป็นงานที่ไม่ง่ายเลยที่จะทำใจยอมรับง่ายๆว่ายุคสมัยมันกำลังจะเปลี่ยนไปแล้ว ผมว่ามันเป็นเพราะ เรื่องนี้มากกว่า

Q:เป็นเพราะความต้องการของคุณ คุณได้ทำงานทั้งการแสดงและการร้องเพลงมาอย่างเหน็ดเหนื่อยนี่เรียกได้ว่า คุณประสบความสำเร็จทำได้ดีในทั้ง2งานเคยมีใครมาพูดอะไรแบบนี้ไม๊คะว่า"เค้าไม่เพียงแต่ร้องเพลงเก่งเท่านั้นนะแต่ยังมีพรสวรรค์ในด้านอื่นๆอีกด้วย"
TOP:มีครับ และผมก็รู้สึกมันด้วยตัวเองเหมือนกัน ครั้งนี้เป็นครั้งแรกจริงๆที่ผมพูดมันออกมาในช่วงเวลาที่ผมเริ่มเข้าเรียนชั้นมัธยม ผมเข้าสังคมไม่เก่งเท่าไหร่ดังนั้นเลยจะโดดเรียนบ่อยๆไม่ได้มีกรณีอะไรที่ผมต่อต้านเป็นพิเศษหรอกครับ แต่นี่ก็ทำให้ผมรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเบื่อหน่าย เราถูกบังคับให้เรียนในวิชาที่เราไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย ระบบการเรียนแบบนี้ทำให้ผมเป็นทุกข์ในตอนนี้เพื่อนๆของผมมักจะพูดว่า "นายมีความมั่นใจสูงมากมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก" ในตอนนั้นเพื่อนๆมักจะคิดว่าผมเป็นพวกหลงตัวเอง เพราะผมเอาแต่พูดว่า "ฉันจะต้องประสบความสำเร็จในวงการเพลงได้แน่ๆ " 

พวกเค้าอาจจะคิดว่าผมมีความฝันที่เหลวไหลไร้สาระ แต่ถ้าผมพูดประโยคนั้นออกมาในตอนนี้ก็อาจจะดูเหมือนว่าหยิ่งทะนงตัวไป ดูเหมือนว่าผมจะมีความมั่นใจแน่วแน่แบบนั้นมาตั้งแต่ในช่วงอายุยังน้อย ในตอนที่ผมอายุ 13-14 ในใจผมก็มีหนทางที่ผมต้องการจะเดินไปในอนาคตอยู่ในใจเอาไว้แล้ว ซึ่งในเวลานั้นมันอาจจะดูเป็นเรื่องเหลวไหล

Q:ในวัยนั้นการที่ออกไปคลุกคลีเที่ยวเล่นกับเพื่อนๆกลายเป็นว่าทำให้เราเหลือเวลาน้อยมากในการที่จะย้อนคิดทบทวนเรื่องของตัวเองนะคะการที่ใช้เวลาอยู่กับตัวเองคนเดียวเพื่อย้อนมองสิ่งที่อยู่ภายในและไตรตรองมากเท่าไหร่มันก็จะยิ่งสามารถช่วยเราในการมองไปในอนาคตข้างหน้าได้  
TOP:ยิ่งย้อนทบทวนมองตัวเองมากเท่าไหร่ความสำเร็จก็จะมีความเป็นไปได้ตามมาครับ

Q:คุณมีความคิดมากมายในหัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนังหรือเพลงดูเหมือนว่าจะผ่านการพิจารณามาอย่างสุขุมรอบคอบอย่างมากแล้วทั้งนั้น
TOP:ในตอนที่ผมทำงานเพลงและในตอนที่เลือกชิ้นงานโบแดงออกขึ้นแสดงนั้นผมหวังว่ามันจะซึบซับเข้าสู่ตัวผมเหมือนดั่งพรหมลิขิตมากกว่า ผมจะไม่ไปขึ้นแสดงโดยคิดวางแผนเอาไว้ก่อนว่าจะถ่ายทอดมันออกมายังไงบนเวทีแต่ผมจะคิดถึงสิ่งที่ผมกำลังจะลงมือทำ ณ เวลานั้น และผมจะรู้สึกว่าผมถูกเติมเต็มซึ่งผมว่านี่แหละคือ โชคชะตาพรหมลิขิต


Q:บิกแบงไม่ได้ถูกต้องลงตัวแบบนี้มาตั้งแต่เริ่มต้น แต่แทนที่จะจงใจปรับเปลี่ยนตัวเองไป สมาชิกในวงแต่ละคนดูเติบโตขึ้นใน เรื่องของอารมณ์ความรู้สึกและมีแนวโน้มว่าจะเติบโตขึ้นไปได้ด้วยดีนะคะ
TOP:เราเขียนเพลงด้วยตัวเองมาตลอดตั้งแต่ยังเป็นเด็กฝึกครับ ตั้งแต่ตอนนั้นเราก็ทำเพลงในแบบที่เราอยากจะทำมาเสมอ เราส่งเพลงให้ท่านหยางกว่า 20 เพลงเค้าก็จะวิเคราะห์เพลงเหล่านั้นตามความเป็นจริงไม่ลำเอียงเพราะเราเป็นคนลงมือทำดังนั้นปกติแล้วเราจะไม่สามารถเห็นปัญหาได้ด้วยตัวเองการจะเอาพวกเราไปเทียบกับวงไอดอลวงอื่นนั้นเป็นเรื่องที่แตกต่างไปนะครับ เพราะระบบการเทรนที่เข้มงวดนั้นไม่เหมือนกัน บางทีนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมพวกเราถึงทำงานกันมาได้จนถึงทุกวันนี้นะครับ 

Q:บิกแบงไม่ใช่วงที่สามัญตามคตินิยมตามแบบฉบับวงไอดอลทั่วไปพวกเค้าเป็นวงที่ไม่เคยมีวงลักษณะแบบนี้มาก่อนและไม่มีวงไหนที่จะสามารถประสบความสำเร็จเหนือพวกเค้าได้อีกแล้วในเกาหลี นอกจากนี้พวกเค้ายังได้รับการยอมรับและเป็นที่จดจำในระดับโลกอีกด้วย
TOP:ไม่มีใครคาดหวังกับผลที่จะออกมาเลยครับ ท่านหยางอาจจะไม่ค่อยพอใจนักถ้ามาได้ยินผมพูดแบบนี้ แต่ยังไงก็ตามแต่ ผมไม่ได้คิดว่าเราทำได้เพราะพลังความหลงใหล มันเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งนะครับการที่จะก้าวผ่านยืนหยัดในความสัตย์จริงของตัวเองจนได้รับการจดจำและเข้าถึงการสื่อสารกับผู้คนในที่สุด

Q:ในการเป็นนักร้อง บิกแบงถือว่าอยู่ในจุดสูงสุดแล้วคุณยังคงมีความปรารถนาอะไรอีกรึเปล่าคะ??
TOP:ความคิดที่เกี่ยวกับความปรารถนาอยากนั้นไม่เคยผ่านเข้ามาในใจผมเลยแม้แต่ครั้งเดียวแม้แต่ในช่วงที่อายุยังน้อยก็ไม่เคยคิดเลยครับ หลังจากที่ขอบเขตวิสัยทัศน์ของผมมีขอบเขตแคบลงผมก็จะคิดถึงแต่สิ่งที่อยู่ในขอบเขตที่ผมรู้อย่างสร้างสรรค์และมันทำให้สนใจแต่สิ่งนั้นโดยเฉพาะเท่านั้นโดยที่ผมไม่เคยไปคิดถึงความปรารถนาอื่นใดที่ไร้ประโยชน์เลย คุณอาจจะคิดว่าผมโกหกนะครับแต่พลังงานที่นับไม่ถ้วนและเปล่าประโยชน์เหล่านั้นมันไม่สามารถที่จะมีทางระบายออกไปได้ พวกเราทบทวนความคิดและสะท้อนความคิดในใจของเราลงไปในงานเพลงของพวกเราครับ ดังนั้นเรารู้สึกเป็นเกียรตินะที่เรามาจนถึงจุดนี้ได้

Q:คุณเป็นคนตั้งมาตรฐานความพอใจที่จับต้องได้จริงๆเอาไว้สูงไม๊คะ?? 
TOP:ถ้าเป็นเรื่องงานไม่มีคำว่าจุดพึ่งพอใจครับ และผมก็จะไม่วัดมันจากความทะเยอทะยานในเชิงพาณิชย์ด้วยครับ
(หมายถึงความพอใจเป็นเรื่องของจิตใจหากถามถึงจุดมาตรฐานที่จับต้องได้ทาบิว่าเค้าไม่มีการตั้งจุดแบบนั้นเอาไว้ในเรื่องของการทำงาน ซึ่งเค้าก็คงจะไม่วัดความพอใจนั้นในเชิงธุรกิจผ่านการค้าขายว่าขายได้มากน้อยทำนองนั้นด้วยค่ะ )

Q:เป็นสิ่งที่บริสุทธิ์มากจริงๆค่ะ
TOP:ความแข็งแกร่งของความบริสุทธิ์นั้นยอดเยี่ยมที่สุดครับ ถ้าคุณจะเอาทุกสิ่งทุกอย่างมาใส่ใจไปหมดนั้นจะต้องหมายถึงว่าคุณต้องเป็นอัจฉริยะแบบไอสไตน์แล้วละครับ


Q:ได้ยินมาว่าระหว่างทางจากเกาหลีมาที่นี่คุณอ่านบทภาพยนตร์ในช่วงเวลาที่อยู่บนเครื่องบินใช่ไม๊คะ?
TOP:จริงๆมีการตอบรับแสดงตั้งแต่ช่วงปลายปีแล้วละครับ ค่อนข้างจะน่าหดหู่ซักหน่อยเพราะมีบทไม่มากเท่าไหร่มาให้พิจารณาครับ
  
Q:มีบทบาทไหนที่คุณอยากจะแสดงเป็นพิเศษไม๊คะ?
TOP:ไม่ มีครับ ผมชอบอะไรที่ซื่อตรงจริงใจ สิ่งที่ซื่อตรงนั้นจะประทับใจผมได้ง่ายๆ จนถึงตอนนี้ถ้ามีใครทำในสิ่งนั้นๆได้ออกมาดีอยู่แล้ว ผมจะดื้อไม่อยากทำซ้ำอีก และนี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมหลีกเลี่ยงทำในสิ่งที่ธรรมดาๆสามัญ ในวงการอุตสาหกรรมหนังบ้านเรา มีหนังเพียงไม่กี่ประเภทที่จะเหมาะกับนักแสดงอายุ 20-30 ปี ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผมเสียใจมากครับ

Q:ได้ยินมาว่าหลังจากการถ่ายทำภาพยนตร์สิ้นสุดลงคุณมักจะมีช่วงเวลาที่ยากลำบากเพราะคุณยังคงติดอยู่กับบทบาทที่คุณแสดงอยู่ 
TOP:ผมมักจะเป็นแบบนั้นครับ

Q:ไม่รู้สึกว่ามันยากเกินไปเหรอคะ?
TOP:มัน ทรมาณมากจริงๆครับแต่ถ้าไม่มีแรงกระตุ้นแบบนั้นแล้วก็จะไม่สนุกเลย ในระหว่างการทำอัลบั้มของบิกแบงผมปรับเปลี่ยนท่อนแร๊พของผมในเพลง Loser ไปกว่า 30 ครั้งผมตั้งใจไปกับมันมากเกินไปผมรู้สึกหดหู่ในช่วง2-3เดือนนั้นฮะ ความต้องการของผมมันเปลี่ยนไปเป็นความเศร้าหดหู่เช่นกัน ยังไงก็ตามแต่ผมแก้ไขอะไรกับสถานการณ์แบบนี้ไม่ได้เพราะผมผมคนประเภทที่ว่า ผมจะไม่รู้สึกถึงแรงกระตุ้นใดๆเลยหากไม่พาตัวเองเข้าใจเจอสถานการณ์ที่บีบ คั้นสุดโต่งแบบนั้น

Q:คนที่ได้ชื่อว่าเป็น"ศิลปิน"นั้นมักอยากจะสร้างความประทับโดยการเป็นคนช่างติช่างวิจารณ์แต่จากที่ฉันดูคุณแล้วคุณไม่ได้เป็นแบบนั้นเลยเวลาอยู่ในกองถ่ายทำภาพยนตร์
TOP:ผมเป็นคนที่มีความอ่อนไหวมากที่สุดเลยครับผมตระหนักได้ว่าผมเป็นของผมแบบนี้ตั้งแต่ยังเด็ก การที่จะเอาชนะอาการเหล่านี้และทำให้ข้อบกพร่องนี้หายไป ผมพยายามอย่างมากที่จะเปลี่ยนแปลงมัน แต่ยังไงก็ตามแต่ส่วนที่อ่อนไหวเหล่านั้นในตัวของผมมันก็ยังอยู่ ผมเข้าใจตัวเองว่าตัวเองเป็นคนอ่อนไหวมากดังนั้นผมชอบที่จะหยอกล้อคนอื่นเล่นเพราะถ้าผมไม่หยอกล้อเล่นกับพวกเค้า พวกเค้าก็จะเริ่มมีเรื่องมากมายให้คิดและเมื่อนั้นมันจะทำให้ผมหนักใจไปโดยปริยาย ดังนั้นการที่ผมหยอกล้อพวกเค้าเล่นมันเป็นการกระทำเพื่อป้องกันตัวผมเองไม่ให้คิดอะไรที่ยุ่งยากซับซ้อนเกินจำเป็นด้วยครับ 

Q:คุณต้องอดทนความยากลำบากมากนะคะ
TOP:ผมเป็นของผมแบบนี้มาตั้งแต่ยังเด็กแล้วละครับ แต่ตอนนี้ผมมีเคล็ดลับในการที่ปกปิดมันเอาไว้ 
 
Q:จากIG ของคุณฉันเห็นว่าคุณมีความรู้และความสนใจเกี่ยวกับศิลปินต่างๆเยอะมาก ดูเหมือนว่าคุณมีแนวคิดของตัวเองในงานที่เกี่ยวข้องกับงานศิลปะ
TOP:ผม อยากที่จะแนะนำศิลปินชาวเกาหลีและชาวญี่ปุ่นไปอย่างต่อเนื่องครับ แม้ว่าจะมีศิลปินรุ่นใหม่อายุน้อยที่มีชิ้นงานที่เปี่ยมไปด้วยความหมายแต่ กลับน่าเสียดายที่พวกเค้าไม่ได้รับความดึงดูดใจผู้คนเพราะไม่ได้รับความสนใจ จากสาธารณชน ตอนนี้ดูเหมือนว่าผมจะได้รับโอกาสมากขึ้นในการที่จะนำเสนอแนะนำตัวศิลปินบาง คนในปีนี้ ในตอนนี้ยังเป็นความลับอยู่ครับแต่ผมพบว่ามันจะเป็นโครงการที่ยอดเยี่ยมแน่ๆ

Q:ฉันตีพิมพ์เรื่องนี้ลงไปในบทสัมภาษณ์ได้ใช่ไม๊คะ?
TOP:แน่ นอนครับ คุณอาจจะต้องประหลาดใจมากเลยทีเดียวละครับ ที่โครงการดีๆที่จะช่วยสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่นั้นได้มีการวางแผนเตรียมการ กันออกมาแล้ว 



Q:ในระหว่างการถ่ายแบบก่อนหน้านี้ คุณเล่นมุข เรื่องครัวซองค์โดยการเอาขนมจากฝรั่งเคสมาเล่นพร้องเสียงกับคนว่า "ซัง" ที่เป็นคำลงท้ายชื่อคนในภาษาญี่ปุ่นเพื่อเล่นมุขออกมา จริงๆฉันไม่เข้าใจมุขนี้หรอกนะคะ แต่ฉันรู้ว่าถ้านายแบบอารมณ์ไม่ดีทีมงานก็จะทำงานกันไม่สะดวก ซึ่งก็ต้องขอบคุณ คุณมากจริงๆนะคะที่ทำให้บรรยากาศในการทำงานออกมาสมบูรณ์แบบจริงๆ 
TOP:ผมว่าคนคนนั้นคงไม่รู้เรื่องการปล่อยมุขนะครับ ถ้าตัวผมไม่เบิกบานไม่มีความสุขและไม่หัวเราะเสียงดังกับมุขตลกต่างๆมันอาจจะทำให้ผมดูเป็นคนล้ำลึกเกินไปซึ่งผมก็อาจจะไม่โอเคถ้าเป็นอย่างงั้น ดังนั้นผมจึงพยายามสร้างบรรยากาศให้ดีขึ้น ถ้านายแบบกำลังเต๊ะท่าอยู่ ผมจะทำลายกำแพงระหว่างกันโดย ผมก็จะพูดว่า " ช่วยเล่นมุขให้ฟังหน่อยครับ" อาการหวาดระแวงต่างๆก็จะหายไปจริงไม๊ครับ  555+  

==================

Korean to Chinese translation by choitopop 
Chinese to English translation by pinkymomo
English to Thai translation by miss mew
Photo credit to label in the picture 

วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

สัมภาษณ์ ทาบิและจูริ จาก Modelpress



Q:ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ทำงานร่วมกัน ช่วยบอกให้พวกเรารู้เรื่องความประทับใจต่อกันและกันหน่อยค่ะ

จูริ:ครั้งแรกที่ได้ยินว่าต้องทำงานกับคุณซึงฮยอนฉันก็เริ่มๆคิดกังวล ว่าเราจะเข้ากันได้ไม๊?(หัวเราะ) 
ครั้งแรกที่ฉันได้พบเค้า วันนั้นเค้าสวมเสื้อโค้ทที่ทันสมัยและมีกล้องอยู่ในมือ นี่แหละใช่อูฮยอนจริงๆ!!
ฉันรู้สึกตื่นตาตื่นใจอย่างมากกับความจริงที่ว่าท็อปแห่งวงบิกแบงได้เก็บซ่อนความเป็นดาราใหญ่ของตัวเอง และได้กลายมาเป็นอูฮยอนจริงๆในขณะที่ถ่ายทำละคร

TOP:ผมมาที่ญี่ปุ่นเกือบจะทุกปีเพราะมีคอนเสริ์ตแต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้ทำงานร่วมกับนักแสดงชาวญี่ปุ่น ผมคิดเอาไว้กับตัวเองว่าผมก็อยากจะลองทำงานร่วมกับนักแสดงขาวญี่ปุ่นแบบนี้ดูบ้าง และก้ได้รับข้อเสนอให้มาทำงานร่วมกับคุณจูริซึ่งเป็นนักแสดงหญิงชาวญี่ปุ่นที่ผมชื่นชอบอยู่ครับ ผมชอบงานที่มีคุณจูริร่วมแสดงเสมอและการแสดงของเธอก็มีเอกลักษณ์ ทุ่มเท และน่ารัก ไปพร้อมๆกัน ผมรู้สึกดีใจมากที่ได้ทำงานร่วมกับเธอ ครั้งแรกที่ผมพบเธอ เธอก็มีบุคคลิกต่างๆตามที่ผมจินตนาการเอาไว้เป๊ะเลย และกระบวนการการถ่ายทำก็เต็มไปด้วยความสนุกครับ 

จูริ:มีคำชมเยอะเลยนะคะ (หัวเราะเขินๆ)ในละครมีฉากออกเดทเยอะเลยและคุณซึงฮยอนก็ตั้งใจมากๆใส่ใจในรายละเอียดบทพูดที่ต้องการจะใช้คำพูดตลกๆหรือเล่นมุขที่เป็นที่นิยมจริงๆที่เกาหลีเพื่อเราจะได้หัวเราะกัน ฉันรู้สึกทึ่งกับทัศนคติของเค้าในการทำงานอย่างหนักโดยไม่มีปล่อยผ่านไปง่ายๆ ถึงแม้ว่าเวลาจะจำกัดมากก็ตาม

Q:ละครเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้ชายและผู้หญิงที่ตกหลุมรักกันผ่าน Line ทั้งๆที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน คุณคิดว่าความรักแบบนี้ โอเครึเปล่าคะ?

จูริ:ถ้าเรื่องราวเป็นไปแบบในละคร มันก็โอเคนะคะแต่ว่าในชีวิตจริงคงหาได้ยากมากๆมีอะไรหลายๆเรื่องให้ต้องคำนึงถึง เช่น เค้าจะมีรูปร่างหน้าตายังไงหรือความคิดของเค้าอาจจะเป็นเรื่องโกหกก็เป็นได้  

TOP:อูฮยอนเค้าเป็นผู้ชายที่เคยอกหักอย่างรุนแรงจากความรักครั้งที่ผ่านมาผมแสดงตัวละครนี้ออกมาโดยมีบางอย่างที่ผมสามารถเชื่อมโยงตัวเองกับบทนี้ได้ ดังนั้นการที่ตกหลุมรักในสถานการณ์แบบนี้บางทีมันอาจจะเป็นไปได้นะครับ เมื่อคนนึงกำลังเจ็บปวด การได้คุยและได้บทสนทนาที่มาคอยปลอบประโลม มันกลายเป็นช่วงเวลาที่คนเราจะกลายมาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นคู่รักใหม่ในที่สุด


Q: ฉันได้ยินมาว่าตารางการถ่ายทำนั้นจวนตัวและยุ่งมากๆ มีเหตุการณ์อะไรที่เป็นความทรงจำในช่วงที่ตารางงานยุ่งๆบ้างไม๊คะ??

จูริ:ฉากการเต้นแบบละครใบ้ค่ะ ทีแรกฉันได้รับการแนะนำจากคุณครูสอนเต้นชาวเกาหลีแต่ว่ามันยากเกินไปสำหรับฉัน ฉันคิดว่าฮารูกะจะต้องเป็นคนที่มีประสบการณ์ในการเต้นเพียง 2 อาทิตย์เท่านั้น ดังนั้นฉันเลยตัดสินใจเรียนกับคุณครูที่ญี่ปุ่นซึ่งเคยช่วยฉันมาก่อนหน้านี้ 

ฮารูกะต้องเดินทางไปเกาหลีโดยที่ไม่สามารถพูดคุยภาษาเกาหลีได้ เธอจะเงอะๆงะๆแต่ก็พยายามที่จะบรรยายความอ่อนแอของตัวเองผ่านท่าทาง ฉันพยายามที่จะวาดภาพความรู้สึกที่แท้จริงของฮารูกะออกมา ซึ่งฉากเต้นนั้นเป็นฉากที่อยู่ในความทรงจำของฉันเพราะผู้กำกับเลือกที่จะทำให้ละครสมบูรณ์ด้วยการเต้นนี้ของฉันค่ะ

TOP: ของผมจะเป็นช่วงเวลาที่ได้เข้าไปถ่ายทำในตึกโบราณในญี่ปุ่นครับ ผมสนใจเรื่องของตึกรามบ้านช่อง ผมรักตึกญี่ปุ่นโบราณและตึกแบบเกาหลี ผมรักบ้านที่เราใช้ถ่ายทำละครเรื่องนี้มากๆครับ 
ในตอนนั้นผมเหนื่อยล้ามากๆกับตารางงานที่ยุ่งมากแต่ผมก็ได้รับแรงกระตุ้นอย่างดีจากบ้านหลังนั้น แต่ถึงยังไงตารางงานในตอนนั้นก็ยุ่งมากเกินไปครับ ผมมีเวลานอนเพียง 2-3 ชั่วโมงเท่านั้นผมคิดว่าตั้งแต่ทำงานมา10ปีไม่เคยยุ่งแบบนี้มาก่อนเลย เวลาที่ไม่มีคนคอยมองอยู่ ผมจะแอบหลบไปร้องไห้ในห้องน้ำ (ยิ้มแบบ เบะปาก)

จูริ:คุณร้องไห้เลยเหรอคะ?? (หัวเราะ) น่าจะหลบไปนอนแล้วค่อยร้องไห้สิ 
 
Q: คุณซึงฮยอนทำงานทางด้านแสดงและในเรื่องของงานเพลงได้ดีทั้งคู่เลยนะคะ คุณมีแผนการยังไงต่อไปกับอาชีพนี้คะ?

TOP:ผมไม่มีแผนอะไรเลยครับ (หัวเราะ)เป็นเพราะว่าสิ่งที่ผมได้ประสบการณ์มาทั้งจากงานเพลงและงานแสดงล้วนเป็นไปเพราะพรหมลิขิตทั้งนั้น ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่ผมคิดว่าอยากจะแสดงบทอะไรผมมักจะไม่มีเวลาที่จะรับงานนั้นได้หรืออาจจะไม่มีบทแบบนั้นมาเสนอให้รับแสดงเลยหรือ บางทีมีบทเข้ามาเสนอแต่ผมกลับไม่สนใจอยากจะทำงานนั้นๆเอง

ในเรื่องของงานเพลง ทั้งงานของบิกแบงและงานเดี่ยวของผม เราไม่เคยคิดวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าว่าจะต้องให้มันออกมายิ่งใหญ่ ไม่ได้วางแผนและลงมือทำพร้อมกับความคิดที่จะกอบโกยละโมบแบบนั้นเลย มันมีบางอย่างที่ออกมาดียอดเยี่ยมสมบูรณ์แบบแต่ก็มีช่วงเวลาที่ผมต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากเช่นกัน หนทางของผมคือการต้องเผชิญหน้ากับความยากนั้น ดังนั้นผมคิดว่าถ้าเจอความยากลำบากเมื่อไหร่ก็รับมือกับมันก็แค่นั้นครับ 
 
จูริ:ของฉันก็เช่นกันค่ะ การได้ทำงานเหมือนการได้รับพระพรอย่างหนึ่งมากกว่าการไปฉกฉวยคว้ามันมาฉันไม่เคยรู้สึกอึดอัดใจกับงานที่ทำมาเลยละค่ะและฉันก็ได้รับรางวัลกับงานที่ตัวเองอยากจะทำเสมอ
ดังนั้นฉันก็จะขอทำงานที่ส่งมาให้ฉันในตอนนั้นๆแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆจิตวิญญาณของการทำงานบริการเป็นอะไรที่สำคัญที่สุดและเพียงพอแล้วสำหรับฉันค่ะ

===========================

Interview source http://mdpr.jp/interview/detail/1541965
Eng Translation by mmvvip http://mmvvip.tumblr.com/post/133459708176/trans-bigbang-top-and-juri-ueno-interview-on
Thai Translation by miss mew

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2558

สัมภาษณ์ TOP จากนิตยสาร Dazed Korea ประจำเดือนตุลาคม 2015


Q: หลังจากการถ่ายทำต่างๆที่คุณทำทั้งในประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีจบลงในเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ข่าวคราวเกี่ยวกับละครก็เริ่มทยอยออกมาแล้วในช่วงนี้นะคะ
TOP:เหตุผลที่ผมรับงานนี้ก็เพราะ ตัวของ "อูฮยอน" ครับ(ชื่อของตัวละครที่ท็อปจะสวมบทบาทในละครเรื่องใหม่นี้) ทั้งในเรื่องของสภาพจิตใจและสถานะของเค้า ผ่านเรื่องราวในละครเรื่องนี้ อูฮยอนจะต้องเผชิญกับชีวิตของเค้าทั้งในช่วงขาขึ้นและขาลงในชีวิตของเค้า เค้ามีความฝันว่าจะเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ที่ญี่ปุ่นและต้องรับมือกับสัมพันธภาพที่มีเรื่องของระยะทางไกลมาเกี่ยวข้องด้วย 

เค้ารู้สึกถึงความหมดหวังและหดหู่จนเค้าได้มาพบกับผู้หญิงคนนึงผ่านโลก SNS ของเค้าซึ่งทั้งคู่ได้ร่วมแบ่งปันสิ่งที่สนใจร่วมกันและอูฮยอนคิดว่าผู้หญิงคนนี้เป็นผู้หญิงในแบบที่เค้าชอบ 

สำหรับผมแล้วเรื่องความรักมันตายด้านและผมไม่ได้มีความรู้สึกใดๆเลยเกี่ยวกับมันในตอนนี้ แต่ผมส่งอารมณ์ความรู้สึกของผมไปสู่อูฮยอน อีกจุดนึงที่ผมรับงานละครนี้ก็คือ Web-drama หรือละครผ่านweb นั้นมันเป็นส่วนผสมของความรู้สึกของคนบวกกับเรื่องรักในแบบสมัยใหม่ ผมจึงสนใจรับแสดงครับ 
 
Q:นานพอควรแล้วนะคะที่คุณต้องถ่ายทำภาพยนตร์แบบนี้
TOP:นี่เป็นละครรักเรื่องแรกของผมครับ บทบาทของผมในเรื่องนี้จะแตกต่างไปจากบทบาทในงานชิ้นก่อนๆ มันเป็นบทบาทที่น่าขบขันอยู่นะครับ คือ ผมพบว่ามันดูเป็นมืออาชีพมากแต่ถึงยังไงมันก็ยังดูแปลกๆไม่เหมือนชาวบ้านเค้าแถมยังตลกด้วย แน่นอนว่ามันเป็นบทที่เท่ครับ ยังไงก็ขอให้ทุกคนรอคอย ข่าวสารจากละครเรื่องนี้ด้วยนะครับ น่าจะออกฉายในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้ครับ
(วันที่นิตยสารออกวางแผง ละครเรื่องนี้ได้เซตวันฉายแล้วเป็นวันที่ 2 พฤศจิกายนค่ะ)

Q:ฉากที่ถ่ายทำกันที่ SamCheongDong และที่ Dangil หลุดออกมาโผล่ตามสื่อมากมายเลยละค่ะ
A:ตอนนั้นผมประหลาดใจนะครับที่ภาพมันหลุดออกไป แต่ยังไงก็ตาม รูปเหล่านั้นก็ได้รับผลตอบรับที่ดีนะครับ

Q: คุณถ่ายทำละครเรื่องนี้ท่ามกลางตารางที่แสนยุ่งเหยิงของการโปรโมทเพลงในนามบิกแบง เหนื่อยไม๊คะ?
TOP:มันยังห่างไกลกับช่วงที่ผมเคยเหนื่อยที่สุดอยู่มากครับ ซึ่งผมยังสามารถรับมือกับมันได้ครับ ต้องขอบคุณความทรหดของร่างกายของผมในตอนนี้

Q:การร่วมงานกับคุณ Juri Ueno.มีปัญหาอะไรบ้างไม๊คะ?
TOP:ผมต้องขออัพเดทไว้นิดนึงนะครับว่า ผมร่วมแสดงกับนักแสดงชายและนักแสดงที่มีอายุมากกว่าเป็นส่วนใหญ่เลยในละครเรื่องนี้ สำหรับการร่วมงานกับคุณจูริ แม้ว่าจะมีอุปสรรค์ในเรื่องของการสื่อสาร แต่การถ่ายทำก็เป็นไปอย่างราบรื่นดี และที่สำคัญที่สุดเลยคือ คุณจูริมีอารมณ์ที่หลากหลายเลยละครับ


Q:เพลงใหม่ของบิกแบง BIGBANG จะออกมาในทุกๆเดือน ซึ่งทุกๆเพลงล้วนได้รับความสนใจเป็นอย่างมากเลย
TOP:การต้องออกเพลงในทุกๆเดือนนั้นเป็นเรื่องที่แตกต่างจากเดิมครับ สิ่งที่ทุกคนเห็นคือเราทำตามแผนการของเรา แต่มันไม่ได้ง่ายสำหรับผมเลยที่จะพูดว่าตัวผมพอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เกี่ยวกับปฏิกริยาของคนฟังก็เหมือนกันครับ แต่ยังไงก็ตามมันก็ประสบความสำเร็จด้วยดี 

Q:แรงจูงใจในปัจจุบันนี้ของคุณคืออะไรคะ?
TOP: พูดตรงๆคือ ตอนนี้ไม่มีอะไรที่เป็นสิ่งจูงใจผมครับ แต่เสียงเพลง ภาพยนตร์ งานศิลปะและสิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในตัวผมครับ

Q:ตอนนี้ไม่มีใครเลยจริงๆเหรอคะ?
TOP: อ่า ก็จริงสิครับ เพื่อนเก่าๆจะมาเยี่ยมที่บ้านเสมอแหละครับถ้าผมไม่มีการถ่ายทำอะไร ราวๆ5 คน ซึ่งผมรู้สึกขอบคุณมากๆเลยละครับ


Q:พูดถึง Instagram กันหน่อยดีไม๊คะ
TOP: อนาคตของอินสตาแกรมของผมก็ยังอึมครึมอยู่นะครับ ปล่อยให้มันลึกลับๆแบบนี้ดีกว่าครับ เหตุผลที่ผมเริ่มเล่นอินสตาแกรมก็เพราะว่าผมไม่ได้เจอกับแฟนๆมานานและผมอยากจะใช้สื่อในหลายๆแบบในการโปรโมทกะว่าจะใช้ไป3-4 เดือน ซึ่งตอนนี้ก็ไม่แน่ใจว่าจะใช้ไปอีกนานแค่ไหนครับ

Q:รูปบางรูปในอินสตาแกรมของคุณมีการโพสซ้ำๆ หรือว่านี่เป็นวิธีในการบรรยายและแสดงออกความรู้สึกของคุณออกมา?
TOP:อินสตาแกรมเป็นอะไรที่ตัวผมเองเป็นคนจัดการมันขึ้นมาเอง ดังนั้นผมจะลบรูปบางรูปออกไปก็ไม่แปลกนะครับ กับคอมเม้นซ์ที่ว่า"คุณบ้ารึเปล่า??" ผมรู้สึกว่ามันตลกดีนะครับ เราต่างก็บ้าด้วยกันทั้งนั้นไม่ใช่เหรอฮะ 555+

Q:นอกจากนี้ผ่านทางอินสตาแกรมคุณได้แนะนำศิลปินให้พวกเรารู้จักกันด้วยเช่น คุณ Ico Parisi และคุณ Kohei Nawa, คนบางคนที่ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องศิลปะอย่างฉันเองก็พลอยเป็นสนใจไปเลยละค่ะ
TOP: ผมโพสสิ่งที่โดยธรรมชาติแล้วผู้คนก็จะชื่นชอบกันครับ แต่ยังไงก็ตาม สิ่งที่คุณเห็นบนอินสตาแกรมของผมยังนับไม่ได้ถึง0.1% ของตัวตนที่แท้จริงของผมด้วยซ้ำครับ ผมกลั่นกรองมันแล้วกรั่นกรองมันอีก


Q:คุณได้เป็นผู้ดูแลงานนิทรรศการศิลปะและยังได้รับรางวัล Visual Culture Award ในงาน Prudential Eye Awards อีกด้วย นี่เป็นคุณลักษณะของครอบครัวของคุณหรือยังไงคะเนี่ย คุณสมบัติที่คนในครอบครัวจะต้องมีอย่างคุณแม่และคุณป้าหรือพี่สาวของคุณก็ล้วนมีคุณสมบัติในแบบศิลปินแบบนี้เช่นกัน
TOP:ผมรู้สึกยินดีที่ตัวเองก็มีส่วนร่วมในคุณลักษณะนี้ของครอบครัวครับ เพราะผมใช้เวลาในช่วงเด็กและวัยรุ่นเฝ้ามองสิ่งเหล่านี้มาโดยตลอด ผมคิดว่าผมคงได้รับ DNA ของครอบครัวตกทอดมาละครับ ตั้งแต่ในตอนที่เป็นวัยรุ่นผมชอบรองเท้าจนมาถึงตอนนี้ในเรื่องของเฟอร์นิเจอร์ ผมว่ามันได้รับอิทธิพลมาครับ

Q:ถ้าพูดแบบสรุปนะคะ เหตุผลที่ฉันพาคุณมาขึ้นปกกับเราในครั้งนี้ก็เพราะคุณแตกต่างจากคนอื่นจริงๆนะคะ
TOP:ที่ผมออกมาเป็นผมในทุกวันนี้ไม่ใช่ผลที่ได้มาจากการทำงานอย่างหนักเพียงอย่างเดียวหรอกครับ เรื่องของเวลาก็แตกต่างด้วย ไม่ใช่แค่ตัวผมเท่านั้นที่แตกต่างแต่คนเราทุกคนล้วนแตกต่างกันไปครับ โดยเฉพาะชาวเกาหลี เสื้อผ้าที่พวกเค้าแต่งออกมาเดินตามท้องถนนก็สามารถที่จะทำให้เห็นภาพของนิสัยและบุคคลิกที่แท้จริงของพวกเค้าออกมาได้เช่นกันหากเราจะเทียบกับชาติอื่นๆ

สิ่งที่แตกต่างไปจากเดิมในตอนนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องเคารพและยอมรับในความแตกต่างของกันและกัน และในความคิดนี้เราจึงจะสามารถเติบโตและก้าวหน้าไปด้วยกันได้ ครับ 

 [Note: ผู้แปลอังกฤษบอกว่าแปลออกมาจากความเข้าใจของเธอนะคะ ดังนั้นอาจจะไม่ตรงกับคำพูดคำต่อคำของท็อปในการให้สัมภาษณ์ที่ออกมาจากนิตยสารค่ะ]

=================================

English Translation by Choiseunghyunxn
Thai Translation by miss mew
Source: http://choiseunghyxn-ig.tumblr.com/post/129786111466/top-dazed-and-confused-korea-magazine-english